xs
xsm
sm
md
lg

“ธันยพร เคี่ยมการ” ไม่ต้องเป็นผู้นำก็สามารถทำเพื่อคนอื่น เกษตรอินทรีย์ วิถีชุมชนบนความยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เรื่อง : ขวัญฤทัย ปานนุ้ย / รูป : โตมร อภิวันทนากร



ความเป็น “ชุมชน” เกิดขึ้นได้จากการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อาศัยทรัพยากรร่วมกัน มีวิถีชีวิตและความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงข้องเกี่ยวกัน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมา การดำเนินการใดๆ กับชุมชนจึงควรมาจากความต้องการของคนในชุมชน มีการจัดการอย่างมีส่วนร่วม สอดคล้องวิถีชีวิต ความเป็นอยู่และเป็นประโยชน์ร่วมกันของชุมชน

อย่างที่ “ก้อย-ธันยพร เคี่ยมการ” อยากให้เกิดขึ้นในชุมชนม่วงใหญ่ ต.กำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา

เมื่อมีโอกาสเข้ามาทำงานเป็นคณะกรรมการชุมชน จึงได้เชื่อมโยงนโยบายการพัฒนาจากภาครัฐ ต่อยอดพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นวิถีร่วมกันของคนในชุมชน เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่เกษตรกรและผู้บริโภค พร้อมๆ ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมชุมชน

วิถีชุมชนมีความสุขได้จากวิถีที่เป็นธรรมชาติ มีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันช่วยเหลือกันในชุมชน คือวิถีชีวิตที่ “ก้อย ธันยพร” รักและอยากปกป้องดูแลไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่า แค่การเป็นคนของชุมชนก็สามารถพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้นได้ จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนงานชุมชนมาต่อเนื่องอย่างไม่ท้อถอย ใช้พลังจากตนเองและการรวมกลุ่มร่วมกันสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งสามารถอยู่ได้ด้วยศักยภาพของชุมชนเอง


อาหารปลอดภัย เชื่อมวิถีชุมชน ทุกคนได้ประโยชน์

ก่อนหน้านี้ “โรงพยาบาลรัตภูมิ” มีการขับเคลื่อนนโยบายด้านยาและอาหารปลอดภัย จึงคิดว่าน่าจะมาทำให้เกิดประโยชน์ โดยเชื่อมโยงกับวิถีชุมชนในเรื่องการเกษตรที่ชุมชนทำกันอยู่ จึงได้รวมกลุ่มเกษตรอินทรีย์ขึ้นมา ร่วมกันผลิตอาหารปลอดสารเคมี เพื่อเป็นวัตถุดิบอาหารปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยให้แก่ครัวของโรงพยาบาล ทำให้กลายเป็นกิจกรรมที่ทุกคนได้มีส่วนร่วม เป็นผลดีต่อตัวเอง ครอบครัว และชุมชน

สามารถสร้างผลผลิตไว้กินเอง และร่วมกิจกรรมกับโรงพยาบาล หลังจากนั้นต้องการขยายผลสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรมาเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มขึ้น ด้วยการส่งเสริมเกษตรกรในการนำผลผลิตมาขาย จึงทดลองเปิดตลาดที่โรงพยาบาลในชื่อ “ตลาดกรีนปั้นสุข” เป็นการสร้างการรับรู้ให้คนรัตภูมิรู้ว่า ที่นี่มีสินค้าเกษตรอินทรีย์จำหน่าย ซึ่งมีการทำ MOU ข้อตกลงความร่วมมือกับโรงพยาบาลรัตภูมิในนาม “กลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงกองทุนบ้านม่วงใหญ่” โดยโรงพยาบาลทำหน้าที่ควบคุมมาตรฐานตรวจสอบคุณภาพในทุกกระบวนการ ตั้งแต่พื้นที่ปลูก ความปลอดภัยผลผลิต และสถานที่จำหน่าย

ตั้งต้นมีสมาชิกไม่กี่คน จึงนำผลผลิตของทุกคนมาขายรวมในแผงเดียวกัน ต่อมามีสมาชิกเพิ่มมากขึ้นก็ทำการขยายตลาดเพิ่มแผงขาย จากนั้นได้พัฒนาขยายผลเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายในทุกตำบล เปิดโอกาสให้ทุกชุมชนที่ทำเกษตรอินทรีย์อยู่ หรือสนใจเข้ามาทำร่วมกันในนามอำเภอ ไม่ใช่แค่การมีสินค้าอาหารปลอดภัย แต่คือกิจกรรมที่เชื่อมโยงวิถีชีวิตคนในชุมชน


ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย เพื่อผู้บริโภค

ตอนนี้ได้เข้าร่วมกับ “สมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสงขลา” ร่วมกันขับเคลื่อนขยายพื้นที่ทางการเกษตร ขยายเครือข่ายผู้ผลิตอาหารปลอดภัย โดยเกษตรกรจะได้รับการอบรมพัฒนาศักยภาพ การผลิตอาหารปลอดภัยแนวทางเกษตรอินทรีย์ และต้องผ่านการตรวจรับรองแปลงก่อนถึงจะสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้ โดยจะเป็นการรับรองปีต่อปี

เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่า ผลผลิตที่จำหน่ายมีคุณภาพและปลอดภัยจริงๆ ซึ่งสามารถรู้ฐานข้อมูลผลผลิตได้ผ่าน QR code ติดตามแปลง ผลิตที่ไหน อย่างไร ใครเป็นเจ้าของ ผู้ผลิตทุกคนก็เต็มใจ เพราะต้องการให้ลูกค้าได้รับสิ่งที่ดีจริงๆ

เมื่อก่อนผู้บริโภคจะแค่เลือกซื้อสินค้าที่ราคาถูก หาซื้อได้สะดวก ทุกวันนี้หลายคนตื่นตัวเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น มีลูกค้ากลับมาซื้อเป็นประจำไม่ใช่แค่แวะมาหาหมอหรือมาเยี่ยมผู้ป่วย เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคได้เลือกมากขึ้น

มีกิจกรรมเพิ่มขึ้นมาหลากหลายจากตอนแรก ใครเชิญไปขายที่งานไหนก็จะไปทุกที่ เป็นแผนการตลาดอย่างหนึ่ง เพราะจะได้โฆษณาประชาสัมพันธ์ไปด้วย มีการลงพื้นที่ดูแปลงของเพื่อน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้กำลังใจ เติมเต็มกัน เกิดสิ่งดีๆ มากมาย

แต่ปัญหาก็มีตามมาด้วย คือมีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เพราะสินค้าที่ขายได้ต้องปลอดภัยจริงๆ ต้องรอให้ผ่านการรับรองแปลงก่อน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มจำนวนผู้ผลิต ซึ่งมีบางคนจากเคยเป็นผู้บริโภคก็เปลี่ยนมาเป็นผู้ผลิต ตอนนี้อยู่ในระหว่างขั้นตอนการปรับเปลี่ยน ยังไม่ผ่านการตรวจรับรองแปลง มีหลายพื้นที่กำลังเตรียมการกันอยู่

นอกจากนี้ ยังมีการประสานเชื่อมโยงข้อมูลการพยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตรจากกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องดินฟ้า อากาศ สถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งมีประโยชน์มาก ทำให้สามารถวางแผนการผลิตและการจำหน่าย ระยะเวลาการปลูก การเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อให้มีผลผลิตที่ต่อเนื่องมีคุณภาพ หากไม่รู้ว่าฝนจะตก แดดจะออก ผลผลิตอาจเสียหายได้ โดยเฉพาะแปลงเมล็ดพันธุ์


พลังจากการรวมกลุ่ม ขับเคลื่อนงาน สร้างการยอมรับ

นอกจากการขับเคลื่อนกิจกรรมเกษตรอินทรีย์ และอาหารปลอดภัยตลาดกรีนปั้นสุขแล้ว ยังมีโครงการผลิตน้ำส้มควันไม้ รณรงค์แนะนำชักชวนชาวบ้านให้มาใช้น้ำส้มควันไม้ แทนการใช้สารเคมีในการปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรงเรือนโรงเพาะชำ มีกระบวนการผลิตที่เป็นธรรมชาติโดยชุมชนเอง สามารถต่อยอดกันได้ทุกกิจกรรม ซึ่งต่างเกี่ยวข้องกับเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชุมชนคิดแบบนี้ เครือข่ายก็ต้องการทำสิ่งนี้เช่นกัน

ในการขับเคลื่อนงานจะไม่ใช้เรื่องเงินมาสร้างความคาดหวังให้กัน วันนี้มีงบ วันต่อไปไม่มี เขาจะทำต่อไหม ไม่มีงบก็ทำอีกแบบ หากมีงบก็ทำให้คุ้มค่า

ย่างเข้าปีที่ 3 ของการทำงาน ไม่มีใครเคยบ่น ทุกคนมาด้วยเงื่อนไขที่เต็มใจจะช่วยกัน เขาจะไม่ทิ้งเราไปง่ายๆ เสนอโครงการไป ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ทุกคนยังทำต่อ อยากให้ทุกคนเปิดโอกาสให้คนอื่นมารับรู้เข้าใจ สามารถไปต่อยอดกับครอบครัวและคนอื่นๆ ให้มีคนมาสานต่อ ไม่ให้จบแค่เรา ผู้นำเปลี่ยน แนวทางพัฒนาชุมชนเปลี่ยน แต่เราก็ยังทำกันต่อเนื่องเช่นเดิม

การรวมกลุ่มกันสร้างพลังได้มาก ทำให้หลายหน่วยงานอยากเข้ามาร่วมมาสนับสนุน ให้การยอมรับมากขึ้นกว่าตอนทำงานคนเดียว เพราะเห็นว่ามีรูปแบบหลักการความตั้งใจ มองว่ามีใครบ้าง มาจากหมู่บ้านไหน กลุ่มเรากลายเป็นหลักในการขับเคลื่อนงาน แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนข้างนอกรู้จักสนใจ แต่คนข้างในไม่เข้าใจ แบบนี้ก็แสดงว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ



เกษตรปลอดภัย ทำความเข้าใจชุมชน

สาเหตุที่ต้องทำเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา เราอยู่ในวิถีชนบท จำความได้คือพ่อแม่ปู่ย่าตายายทำการเกษตรมาอยู่แล้ว ตอนเด็กได้เห็นวิถีชาวบ้านที่ทำการเกษตรแบบไม่มีความรู้ มีการใช้สารเคมี ไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย จึงอยากเข้ามาแก้ปัญหา ทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง ให้คนในชุมชนเข้าใจเรื่องอันตรายจากสารเคมีทางการเกษตร ที่มีผลกระทบต่อตัวเราและสิ่งแวดล้อม

แต่การคิดเองแล้วบอกให้คนอื่นปรับเปลี่ยนตาม มันไม่สำเร็จ บอกทีละคนไม่ได้ผล พอมีโอกาสได้เข้ามาทำงานชุมชนแบบเต็มตัว จึงตั้งใจว่าจะต้องทำให้ได้ อาศัยระบบราชการและพลังจากการรวมกลุ่ม พยายามสอดแทรกเรื่องนี้ไปทุกครั้งที่มีการประชุม สร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจร่วมกันในหลายๆ เวที ด้วยความจริงใจที่ให้เขาไปทำให้ได้ผลมากขึ้น

อีกวิธีคือ อสม. จะสามารถเข้าถึงครัวเรือน เมื่อไปเยี่ยมชาวบ้าน จะมีการพูดคุยเรื่องสุขภาพ ความปลอดภัยอาหารที่มีผลต่อร่างกาย ชาวบ้านก็จะค่อยๆ ซึมซับรับรู้เริ่มปรับความคิด

ที่อยากทำอีกอย่างคือ อยากดึง ครู และ ผู้อำนวยการโรงเรียน เข้ามาร่วมด้วย เพื่อสร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจให้เด็กๆ ซึ่งมีการกินอาหารที่เน้นสะดวก ทำให้มีความเสี่ยงทางสุขภาพในโรคความดัน เบาหวาน

ความเข้าใจเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น จะมีความเป็นไปได้มากกว่าไปบังคับให้ทำ โดยที่เขาไม่เต็มใจ ต่อหน้าทำ พอลับหลังก็ไม่ทำ ถ้าเขาเข้าใจทุกอย่าง อะไรดี ไม่ดีมี สำนึกจะทำเอง โดยไม่ต้องมีใครสั่ง เริ่มเรียนรู้ ก็คิดปรับเปลี่ยน รักตัวเอง เลือกสิ่งที่ดีให้แก่ตัวเองมากขึ้น



ยากแต่ไม่ท้อ พิสูจน์ตัวเองด้วยการทำให้เห็น

งานที่ยากคนอื่นมักจะไม่อยากทำ เรากลับมองว่างานทุกงานมีค่า จะไม่เลือกงาน ถ้าความสามารถไม่ถึง เราก็จะเรียนรู้ ทำความเข้าใจ พยายามทำให้ได้ ไม่ทิ้งงาน เชื่อว่าถ้าหากมีความตั้งใจและลงมือทำ ท้ายที่สุดแล้วเราจะสามารถทำได้ แต่ก็ไม่ได้โทษใครความคิดมุมมองคนเราต่างกันอยู่แล้ว อย่าง น้ำส้มควันไม้ ตอนแรกไม่มีใครสนใจ ขายไม่ได้ ต้องแจกให้ทดลองใช้ แล้วตามไปให้กำลังใจ วันนี้ทุกคนถามหา อยากเข้ามาร่วมกิจกรรม

ซึ่งก็ย่างปีที่ 3 เข้าไปแล้ว หากเราท้อตั้งแต่วันนั้นจะคุ้มกันไหม บางอย่างต้องใช้เวลา แค่พูดแต่ทฤษฎีไม่มีใครเชื่อแน่ ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ ทำให้เห็น เขาก็สนใจกระตือรือร้นที่จะปรับเปลี่ยน ถ้าใครไม่คิดเหมือนเราก็ไม่โกรธ รอวันที่เขาจะเข้าใจ ทำงานกับชุมชนต้องใช้ความอดทน สมาชิกร้อยกว่าคน แค่ปัญหาคนก็หนักมากอยู่แล้ว ต้องตั้งรับกับปัญหาอยู่ตลอด เรื่องเกษตรอินทรีย์ทั้งยากและเหนื่อย ต้องใช้ทั้งความอดทน ความรัก และการเอาใจใส่ แต่คุ้มนะที่ทำเพราะมันยั่งยืน

ทำมาสักระยะ มากกว่าการสร้างความเข้าใจ ปลายทางต้องคิดเรื่องรายได้ การบริหารจัดการเรื่องการตลาด สมาชิกกลุ่มต้องมีรายได้ ชุมชนมีรายได้หมุนเวียนให้สามารถทำกิจกรรมได้อยู่ ตอนนี้กำลังวางแผนทำผลิตภัณฑ์น้ำส้มควันไม้ต่อยอดเป็นธุรกิจชุมชน เพื่อส่งเสริมเรื่องอาชีพให้แก่คนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ สมาชิกที่ว่างงาน และวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยง ชุมชนน่าจะช่วยได้บางส่วน ทำให้เขามีรายได้ มีค่าในตัวเอง ดูแลกันเองอย่างเป็นรูปธรรม ประโยชน์ก็ได้กับชุมชน


“งานชุมชน” คือวิถีชีวิต ความสุขแท้จริงอยู่ในวิถีธรรมชาติ

อยากทำงานชุมชน เพราะเป็นวิถีชีวิตที่ชอบ มีครอบครัวอบอุ่น ลูกหลาน ญาติพี่น้องปรึกษาช่วยเหลือกัน อยากอยู่ที่บ้าน อยากพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น แบ่งปันให้คนอื่นไปเรื่อยๆ ชุมชนที่นี่ไม่มีวัด โรงเรียนและสถานที่ราชการ ทำให้ไม่มีสถานที่ในการขับเคลื่อนกิจกรรมชุมชน

ก่อนหน้านี้ก็ได้ใช้บ้านของเราเองเป็นศูนย์ประสานงานคณะกรรมการชุมชน และที่ทำการองค์กรการเงินชุมชน ทุกคนในชุมชนให้ความไว้วางใจที่จะเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันที่บ้าน ซึ่งคนในครอบครัวก็คอยอำนวยความสะดวก ดูแลและให้กำลังใจเป็นอย่างดี ทุกคนในชุมชนก็พร้อมที่จะดูแล ให้ความช่วยเหลือเราอยู่เสมอ คุณค่าของการทำงานจึงไม่ได้เป็นตัวเงิน แต่คือความสุขที่ได้รับ

ไม่ต้องเป็นผู้นำมีตำแหน่งใหญ่โตถึงจะคิดทำอะไรเพื่อคนอื่น แค่การเป็นคนของชุมชนก็สามารถทำได้ ทุกที่ ทุกเวลา ใครก็สามารถทำได้ เพราะชุมชนเป็นที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ให้กำลังใจคนอื่นว่าสามารถทำได้เหมือนเรา ดูแลตนเอง ครอบครัว คนอื่น ชุมชน สังคมได้ ไม่อคติดูถูกใคร เพราะสิ่งที่เขาเป็นในวันนี้วัดกันไม่ได้ เก็บโอกาสไว้หยิบยื่นให้ในวันที่เหมาะสมอาจจะได้ผล งานชุมชนจะทำคนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยกันหลายคน จำเป็นมากที่จะต้องสร้างคนที่คิดทำสิ่งที่ดีเพื่อชุมชน

ในอนาคตต่อให้สังคมมีความเจริญก้าวหน้าไปแค่ไหน ไม่อยากให้ลูกหลานลืมวิถีธรรมชาติที่เป็นความสุขที่แท้จริง อยากให้รักษาไว้ ความเจริญบางอย่างได้ทิ้งความเสียหายไว้ให้เราแก้ปัญหา เช่น ปลูกผักใส่สารเคมี ได้ผลเร็ว ได้เงินมาก แต่คนซื้อได้รับผลกระทบสะสม ผืนดินแปลงนั้นเสื่อมโทรม ฝนตกไหลลงแม่น้ำเน่าเสีย วิถีการเกษตรแบบธรรมชาติจะช่วยให้จิตใจเราอ่อนโยน มองโลกในแง่บวก เมื่อเจอปัญหาอุปสรรคอะไรเราจะรักษาตัวเองได้เร็ว


“เกษตรอินทรีย์” เป็นการเกษตรที่ระบบการผลิตให้ความสำคัญต่อความยั่งยืน สอดคล้องสมดุลกับวิถีธรรมชาติตามสภาพพื้นที่ชุมชน มีการบริหารจัดการอย่างใส่ใจ รับผิดชอบ โดยมองมากไปกว่าต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่คำนึงถึงความคุ้มค่าจากต้นทุนทางสังคม รวมถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคตของคนรุ่นต่อไปด้วย

สร้างผลผลิตคุณภาพควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ผลิตและผู้บริโภค ทั้งนี้ การทำเกษตรอินทรีย์นั้นไม่ใช่การทำเกษตรโดยยึดวิธีการแบบดั้งเดิมทั้งหมด แต่เป็นการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผสานกับนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับวิถีชุมชน เท่าทันโลกปัจจุบัน พัฒนาไปสู่ความเจริญ โดยไม่หลงลืมคุณค่าแท้จริงของชุมชน

ทุกวันนี้หลายภาคส่วนเริ่มตระหนักถึงความไม่ยั่งยืนของ การเกษตรภายใต้ระบบทุนนิยม ที่สร้างผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม วิถีชีวิตความเป็นอยู่และพฤติกรรมการบริโภค ต่างหันมาให้ความสำคัญในแนวทาง “เกษตรยั่งยืน” กันมากขึ้น มีความพยายามในการจัดการสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม

ให้เกษตรกรสามารถกำหนดวิถีการเกษตรกรชุมชน ทั้งการผลิตและการค้าขาย โดยรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคก็สามารถกำหนดทางเลือกในการกินอยู่ของตนเอง เข้าถึงอาหารปลอดภัย มีคุณภาพ โดยเห็นคุณค่าความพยายามของเกษตรกรผู้ผลิตอาหาร ด้วยวิถีเกษตรที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เป็นการส่งเสริม “อธิปไตยทางอาหาร” สร้างความมั่นคงทางอาหาร ด้วยความมั่นคงของเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อความเป็นอยู่อย่างยั่งยืนร่วมกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม

ความมุ่งมั่น ทุ่มเท ใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง และสื่อสารทำความเข้าใจกับคนในชุมชน อย่างที่ “ก้อย-ธันยพร เคี่ยมการ” อดทนทำมานั้น คุ้มค่า เพราะสุดท้ายแล้วความยั่งยืนที่ว่าจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อชุมชนสามารถยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ขับเคลื่อนชุมชนต่อไปได้ แม้จะไม่มีการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอกแล้วก็ตาม

นั่นเพราะทุกคนเข้าใจตรงกันแล้วว่า การพัฒนาชุมชนด้วยวิถีเกษตรยั่งยืน ไม่ใช่เพื่อความยั่งยืนของตนเองในวันนี้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้คนอื่นๆ และคนรุ่นต่อไปในวันข้างหน้า ของชุมชน ของสังคมนี้ด้วย


หมายเหตุ : ติดตาม 10 พลเมืองสงขลา จากยุทธศาสตร์สู่ปฏิบัติการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สังคมเป็นสุข สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ได้ที่ https://www.facebook.com/SongkhlaFlagshipNode/


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...