xs
xsm
sm
md
lg

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์ บรรเทาความเดือดร้อนในช่วงโควิด-19

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในสถานการณ์โควิด-19

วันนี้ (17 พ.ค.) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ ขอให้ยุติการตัดสัญญาณโทรศัพท์ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในสถานการณ์โควิด-19 กรณีเรื่องผู้ใช้โทรศัพท์ไม่ไปถ่ายรูปสองแชะในจังหวัดชายแดนใต้ “ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” โดยมีข้อความว่า

เมื่อ 12 พฤษภาคม 2563 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนกรณีที่ประชาชนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ นาทวี สะบ้าย้อย และเทพา) โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นผู้ใช้บริการโทรศัพท์แบบเติมเงินว่า สัญญาณโทรศัพท์ถูกตัดแล้ว ไม่สามารถทั้งใช้อินเทอร์เน็ต รับสายเข้า และโทร.ออก

ก่อนหน้านี้ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือมักได้รับข้อความทางโทรศัพท์มือถือว่า ให้ทุกคนที่ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ดังกล่าว ไปลงทะเบียนซิมการ์ดโดยวีธีการตรวจสอบใบหน้า (Face Recognition) เพื่อยืนยันอัตลักษณ์ของตน ภายในวันที่ 30 เมษายน 2563 มิเช่นนั้นจะไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือของตนได้ โดยข้อความลักษณะดังกล่าวมีเนื้อหาแตกต่างกันออกไปบ้าง และมีการจัดส่งอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันมาตั้งแต่ปลายปี 2562 เป็นต้นมา

โดยมีข้อมูลของฝ่ายกฎหมาย กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ให้ไว้กับกรรมาธิการกฎหมาย ยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นข้อมูลของช่วงต้นเดือนธันวาคม 2562 ว่า มีผู้ใช้ซิมการ์ดในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้จำนวนทั้งสิ้น 1.5 ล้านหมายเลข เป็นหมายเลขจดทะเบียนรายเดือนเพียง 300,000 หมายเลข ปัจจุบันนี้ทาง กอ.รมน.ได้ดำเนินการบริการให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ลงทะเบียนโดยระบบสองแชะอัตลักษณ์ไปแล้วทั้งสิ้น 888,813 เลขหมาย โดยใช้เจ้าหน้าที่ทหารทั้งสิ้น 7,305 นาย ดำเนินการมาตั้งแต่มีนโยบายนี้

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง มูลนิธิผสานวัฒนธรรม พบว่า มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในสถานการณ์รับมือโควิด-19 ดังนี้

1.การที่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินนั้น ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากผู้ใช้ซิมเติมเงินเป็นส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้ซิมที่ไม่มีรายได้มากนัก และมีการใช้งานทั้งในเรื่องการเข้าถึงสื่อออนไลน์ และการติดต่อสื่อสารเพื่อจำกัดการเดินทางในภาวะที่มีการปิดเมือง ปิดตำบล ปิดหมู่บ้าน รวมทั้งการประสานขอความช่วยเหลือด้านสาธารณสุขและด้านมนุษยธรรม

2.การบังคับให้ประชากรที่ใช้ซิมโทรศัพท์ไปจดทะเบียนใหม่ โดยการใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าเพื่อพิสูจน์และรับรองบุคคลแต่เพียงเท่านั้น โดยมีเงื่อนไขว่าถ้าไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลาจะตัดสัญญาณโทรศัพท์นั้น นับเป็นการหมิ่นเหม่ต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ผิดหลักการคู่สัญญาบริการธุรกิจให้บริการโทรศัพท์ และการละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวและเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารของประชาชน โดยไม่มีกฎหมายใดใดให้อำนาจไว้

3.การดำเนินการตัดสัญญาณโทรศัพท์ของผู้ใช้ซิมแบบเติมเงินจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านหมายเลข เฉพาะในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อาจเข้าข่ายเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ขัดกับมาตรการป้องกันโควิด-19 ขององค์การอนามัยโลก

4.อีกทั้งการจัดเก็บและการนำมาใช้ในการหาข้อมูลหรือเก็บหลักฐานประกอบปฏิบัติการข่าวกรองมักนำไปสู่การคัดกรองบุคคล โดยดูจากลักษณะทางเชื้อชาติ (Racial Profiling) หากไม่ใช้อย่างระมัดระวัง อาจทำให้เกิดการจับและลงโทษคนผิด นอกจากจะนับเป็นการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ยังสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนขาดความไว้วางใจต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...