xs
xsm
sm
md
lg

จริงหรือที่การต่อสู้บนแผ่นดินไฟใต้เพื่อ “งบประมาณ” ไม่ใช่เพื่อ “ชัยชนะ”?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก


ความน่าสนใจของสถานการณ์ไฟใต้ช่วงเดือนรอมฎอนปี 2563 นี้ อยู่ที่เป็นปีแรกในรอบ 16 ปีที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” ไม่ได้ก่อเหตุร้ายทั้งในช่วงก่อนหน้าและในระหว่างที่พี่น้องมุสลิมถือศีลอด แถมยังเชื่อกันว่าช่วงหลังการถือศีลอดผ่านพ้นไปแล้วก็น่าจะยังไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้


ถ้าสถานการณ์ไฟใต้ห้วงเดือนรอมฎอนปีนี้ “สงบนิ่ง” ได้จริง นั่นก็จะเป็นที่ชี้ชัดว่า บีอาร์เอ็นถือเป็นขบวนการที่มีอำนาจแท้จริง “บงการ” ให้มีการก่อการร้ายในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา และมีอำนาจจริง “สั่งการ” ให้กองกำลังในพื้นที่หยุดปฏิบัติการก่อการร้ายในห้วงเดือนรอมฎอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นี่ย่อมไม่ใช่เรื่อง “ดี” แต่เป็นเรื่องที่ “น่ากลัว” สำหรับสถานการณ์ไฟใต้ในบงการและกำกับดูแลของขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งมีที่มั่นอยู่ในรัฐฝ่ายค้านในประเทศมาเลเซียคือ “รัฐกลันตัน” และ “รัฐตรังตานู” แน่นอนขบวนการนี้มีที่มั่นอยู่ที่นั่นมานานหลายสิบปี แถมยังเป็นไปอย่างมั่นคงและอบอุ่นเสียด้วย

และที่ “น่ากลัวยิ่งกว่า” คือบัดนี้นอกจากมาเลเซียจะเป็นหลังพิงอันมั่นคงแล้ว บีอาร์เอ็นยังมี “ไอซีอาร์ซี” หรือคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และกลุ่ม “เจนีวาคอล” องค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นกลางและอิสระในการสานเสวนากับกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐที่ “ยูเอ็น” ให้การหนุนเสริมในนโยบายการ “พูดคุยสันติภาพ” กับรัฐไทย เพื่อ “เมอร์เดกา” หรือการแบ่งแยกดินแดนที่เป็น “ธงนำ” ของบีอาร์เอ็นในการปลุกระดมชนชาวมลายูบนแผ่นดินปลายด้ามขวาน

โดยมีองค์กรภาคประชาชน องค์กรนักศึกษาและเอ็นจีโอทั้งในประเทศและต่างประเทศเป็น “ปีกทางการเมือง” ที่ขับเคลื่อนให้คนในพื้นที่ “กำหนดใจตนเอง” เพื่อการเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการปกครอง

บีอาร์เอ็นถือโอกาสการช่วงเกิดโรคระบาดโควิด-19 “เดิมเกมการเมือง” อย่างชัดเจน ด้วยการแถลงการณ์ต่อมวลชนประกาศ “หยุดยิงฝ่ายเดียว” เพื่อระดมสรรพกำลังในภาคประชาชนช่วยเหลือชนชาวมลายูในพื้นที่ อันเป็นการหาคะแนนเสียงด้วยการไม่ก่อการร้ายเพื่อซ้ำเติมสถานการณ์ แต่ก็ฉวยโอกาส “ชี้นำ” มวลชนด้วยการประณามหน่วยงานความมั่นคงที่ยังคงเดินหน้าล้อมปราบแนวร่วมในพื้นที่

นี่คือความเปลี่ยนแปลงของบีอาร์เอ็นที่หยุดการใช้อาวุธ แล้วหันมาใช้วิธีการทำสงคราม “ไอโอ” หรืออินฟอร์เมชัน โอเปอเรชัน หรือทำสงครามจิตวิทยามวลชน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายการแสวงหามวลชนที่ได้เรียนรู้จาก “เจนีวาคอล” และ “ไอซีอาร์ซี” เพื่อที่จะสร้างความสับสนให้แก่หน่วยงานความมั่นคง ซึ่งถนัดในด้านการใช้ยุทธวิธีทางทหาร แต่ไม่มีความเข้าใจในเรื่องการเมือง
เนื่องเพราะกว่า 16 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคงยึดหลักใช้ “การทหาร” นำ “การเมือง” มาโดยตลอด

ในขบวนการบีอาร์เอ็นยังมี “เอ็นจีโอปีกการเมือง” ที่จับมือกับเอ็นจีโอกลุ่มต่างๆ เพื่อทำการคัดค้านการพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นทั้ง “ประเทศมหาอำนาจ” และ “ประเทศเพื่อบ้าน” ที่เป็นมิตรและเป็นพาร์ตเนอร์ของประเทศมหาอำนาจ

หลังการเข้ามาของ “เจนีวาคอล” และหลังการเดินเข้าเดินออกจังหวัดชายแดนภาคใต้ของ “นักการทูต” ทั้งจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ซึ่งในอดีตประเทศเหล่านี้เคยมีบทบาทและอิทธิพลในคาบสมุทรมลายูและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันประเทศเหล่านี้กำลังถูกบทบาทและอิทธิพลของประเทศจีนเข้ามาแทนที่

ประเทศมหาอำนาจเหล่านี้กำลังหวนกลับมา และกำลังใช้บีอาร์เอ็นเป็นเครื่องมือเพื่อหาที่ “หยั่งเท้า” ในภูมิภาคที่ตนเองเคยมีบทบาทและมีอิทธิพลสูงสุดอีกครั้ง

วันนี้สมรภูมิในจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงไม่ธรรมดา แต่จะมี “ความซับซ้อน” ที่คนธรรมดาและข้าราชการธรรมดาที่ไม่ได้สนใจและติดตาม “บริบท” ของแต่ละองค์กรในเชิงลึกย่อมมองไม่เห็น “อันตราย” ที่จะเกิดขึ้นกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ในอนาคต

การเปลี่ยนจากการใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรงของบีอาร์เอ็นมาเป็นการใช้ “มวลชน” ในปีก “การเมือง” ในประเด็นของสิทธิมนุษยชน ในประเด็นการละเมิด ในประเด็นการมีกฎหมายหลายฉบับที่บังคับใช้ในพื้นที่ สิ่งนี้จะถูกเรียกร้องให้ยกเลิกอย่างต่อเนื่องจากปีกการเมืองของบีอาร์เอ็น


ถ้ากองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็นไม่เคลื่อนไหวก่อเหตุร้าย “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ก็จะไม่มีเป้าหมายในการป้องกันและการจับกุม และถ้ายังมุ่งมั่นดำเนินการตรวจค้นและจับกุมแนวร่วมที่เคลื่อนไหวทางการเมือง นั่นจะสร้างความยุ่งยากในการหาพยานหลักฐานเชื่อมโยง และปัญหาการต่อต้านจากมวลชนก็จะเกิดขึ้นอีกครั้ง

ที่สำคัญถ้าเกิดการ “ผิดพลาด” ขึ้นทุกกรณีก็จะถูกบันทึกไว้โดย “ไอซีอาร์ซี” และ “เจนีวาคอล” เพื่อใช้เป็นเงื่อนไขนำไปสู่แนวทางของ “อาร์เอสดี” หรือการกำหนดใจตนเองของคนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นการผลักดันโดยองค์กรของ “ฝรั่งอั้งม้อ” ทั้งหลายที่กล่าวมาแล้ว

วันนี้ “ผู้มีอำนาจ” ในประเทศไทยทั้งในด้านความมั่นคงและด้านการปกครองที่เข้าใจ มองเห็นและติดตาม “บริบท” ขององค์กรสากลต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้และในเวทีโลก เชื่อว่าน่าจะมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ในขณะที่มี “ผู้หลักผู้ใหญ่” ในด้านความมั่นคงส่วนใหญ่ไม่เชื่อในบริบทขององค์กรสากลต่างๆ ทั้งในและนอกพื้นที่ และที่สำคัญยังมีคนกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเรื่องของบีอาร์เอ็น เรื่องของไอซีอาร์ซี เรื่องของเจนีวาคอล และเรื่องการแบ่งแยกดินแดน เหล่านี้เป็นเรื่องที่ “นักการข่าว” พวกหนึ่งสร้างขึ้นเพื่อหวังผลประโยชน์ใน “งบประมาณด้านการข่าว” คนกลุ่มนี้ไม่เชื่อแม้แต่ในเรื่องการ “พูดคุยสันติภาพ” และมองว่าเป็นการ “จัดฉาก” เพื่อให้ได้ใช้งบประมาณเท่านั้น

ประเด็นที่สำคัญคือ เมื่อองค์กรความมั่นคงยังอยู่ในสภาพ “ยึกยัก” งานการข่าวความมั่นคง งานการข่าวในเชิงลึกเพื่อสืบสภาพที่แท้จริงของข่าวสาร และการข่าวเชิงลึกที่เข้าถึงบีอาร์เอ็น จึงมัก “ไม่ได้งบประมาณ” ไว้สำหรับใช้ในเรื่องของการทำงานข่าวจำนวนมาก งบประมาณจึงยังกระจุกและเข้ากระเป๋าของ “นายใหญ่” มาโดยตลอด

จนกลายเป็น “จุดอ่อน” ของกระบวนการ “ดับไฟใต้” ไม่มีข่าวสารที่เป็นของจริงและไม่รู้เห็นความเคลื่อนไหวที่เป็น “เนื้อแท้” ของบีอาร์เอ็น รวมถึงขององค์กรสากลต่างๆ ที่เคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนบีอาร์เอ็นทั้งในพื้นที่และในต่างประเทศ

วันนี้เมื่อบีอาร์เอ็นไม่ก่อเหตุตามที่ประกาศหยุดยิง หน่วยงานความมั่นคงก็ตอบไม่ได้ว่าทำไมจึงไม่ก่อเหตุ และหลังเดือนรอมฎอนบีอาร์เอ็นอาจจะกลับมาใช้ความรุนแรงอีกหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่มี บีอาร์เอ็นจะใช้วิธีการอย่างนี้ในการขับเคลื่อนเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการได้หรือไม่

ดังนั้น ฝ่ายความมั่นคงจึงทำได้เพียงการ “ตั้งรับ” และอยู่กับ “ความว่างเปล่า” ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับฝ่ายบีอาร์เอ็น

ในขณะที่หน่วยข่าวทำได้เพียงคาดการณ์ว่า 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนจะต้องมีเหตุรุนแรงเหมือนทุกปี ซึ่งเป็นการคาดการณ์โดยที่ไม่มีข่าวสารในเชิงลึกมาสนับสนุนแต่อย่างใด และถ้า 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนไม่มีเหตุร้ายจริง หน่วยข่าวจะมีคำตอบอย่างไรถึงความเปลี่ยนแปลงของบีอาร์เอ็นที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

สรุปสั้นๆ แม้ว่าสถานการณ์ไฟใต้จะผ่านมาแล้วกว่า 16 ปี แต่ในมิติของ “งานการข่าว” ฝ่ายความมั่นคงยังเข้าไม่ถึง “แกนกลาง” ของบีอาร์เอ็นในประเทศมาเลเซีย ไม่เคยรู้ว่าบีอาร์เอ็นจะมีแผนปฏิบัติการอย่างไรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย

แม้แต่แผนการขององค์กรสากลต่างๆ ที่เข้ามาตั้งสำนักงานอยู่ในพื้นที่แล้ว และที่เดินเข้าเดินออกระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ฝ่ายความมั่นคงก็ยังไม่มีข้อมูลว่า องค์กรไหนสากลบ้างที่ “หวังดีจริง” หรือเป็นการ “หวังดีประสงค์ร้าย”

ทั้งหมดนี้คือกว่า 16 ปีไฟใต้ที่รัฐบาลยังตอบไม่ได้ว่า แล้วจะต้องทำสงครามกับบีอาร์เอ็นไปอีกนานเท่าไหร่ และยังต้องเทงบประมาณถมเข้าไปอีกกี่หมื่น กี่แสนหรือกี่ล้านล้านบาท ซึ่งที่ตอบไม่ได้เพราะเป็น “ความล้มละลาย” ของงานการข่าว และ “ความไขว้เขว” ของหน่วยงานความมั่นคงที่ยังไม่รู้จักบีอาร์เอ็นอย่างแท้จริง

เวทีการต่อสู้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในห้วง 16 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นการต่อสู้เพื่อ “งบประมาณ” ไม่ใช่ต่อสู้เพื่อ “หวังชัยชนะ”

เนื่องเพราะถ้าสู้เพื่อหวังที่จะชนะแล้ว สิ่งแรกที่หน่วยงานความมั่นคงต้องทำคือ “ศึกษา” และใช้ “งานการข่าว” เพื่อเข้าให้ถึงความลับ ความเคลื่อนไหวของบีอาร์เอ็น และต้องมีแผน “ทำลายแกนกลาง” ของขบวนการ และกล้าที่จะดำเนินนโยบายกับ “ประเทศที่เป็นหลังพิง” ให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนด้วย

และที่สำคัญต้องกล้าที่จะบอกให้องค์กรสากลต่างๆ ที่เข้ามา “ก้าวก่าย” เรื่องราวภายในของประเทศไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “ให้ออกไปจากพื้นที่” และ “ให้ยุติการช่วยเหลือศัตรูของประเทศ” อย่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็น


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...