xs
xsm
sm
md
lg

พิษโควิด-19 ทำ “BRN หยุดยิง” เท่ากับปิดโอกาสใช้ “งบฯ” ของหน่วยความมั่นคงหรือไม่?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

...

คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก

.....



.

“หยุดยิง” แต่ “ไม่หยุดงานการเมือง” นั่นคือสิ่งที่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นกำลังดำเนินการอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งในประเทศมาเลเซีย ซึ่งฉวยโอกาสช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 อย่างรุนแรงในพื้นที่
.
โดยเฉพาะกับ 3 จังหวัดคือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ที่จนถึงขณะนี้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนอาจจะถูกจัดเป็นพื้นที่ “อันตราย” หลังจากนี้ เพราะมีผู้ที่ติดเชื้อที่จาก “ศูนย์มัรกัส” หรือ “ศูนย์ดาวะห์” ที่ยะลา กระจายกลับบ้านไปจำนวนมากแบบไม่ได้เข้าสู่การคัดกรองและกักตัว 14 วัน
.
อีกทั้งยังมีผู้ที่เดินทางกลับจาก “ดาวะห์มาเลเซีย” รุ่นแรกก็ไม่ได้ผ่านกระบวนการนี้ถึง 132 คน ที่ส่วนหนึ่งยังหาตัวไม่พบ จึงยังเห็นยอดผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มแบบผลุบๆ โผล่ๆ นอกจากนี้ ยังมี “แรงงานไทย” ในมาเลเซียที่ลอบข้ามแดนกลับเข้าหมู่บ้านแบบไม่ได้ผ่านกระบวนการสอบสวนโรคอีกด้วย
.
บีอาร์เอ็นถือเป็นโอกาสเดินงานการเมืองแบบ “เปิดหน้าชก” กับหน่วยงานรัฐ ด้วยการ “พลิกแพลง” ดึงเอาคนกลุ่มหนึ่งที่มีชื่ออยู่ในภาคประชาสังคมกว่า 30 องค์กร โดยที่ส่วนหนึ่งยังรับเงินจาก “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ไปใช้เคลื่อนไหวด้วย ให้มาร่วมใน “องค์กรใหม่” เพื่อสนับสนุนงานการเมืองของขบวนการแบบรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม
.


พร้อมกันนั้น ได้ระดม “หาทุน” และ “สิ่งของ” ไปให้การช่วยเหลือชาวมลายูในพื้นที่ที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ทั้งที่เป็น “แนวร่วม” และไม่ใช่แนวร่วม เพื่อสร้างภาพให้สังคมเห็นถึง “ศักยภาพ” และ “ตัวตน” ของบีอาร์เอ็นว่า ไม่ใช่ดีแต่พูดอย่างที่หน่วยงานของรัฐพยายามทำ “ไอโอ” กรอกหูคนในพื้นที่

บีอาร์เอ็นยังมีองค์กรที่จดทะเบียนแบบเป็น “นิติบุคคล” อย่างถูกต้อง มีกรรมการที่เป็นกลุ่มคนที่มาจากหลากหลายอาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิช่วยกันขับ เพื่อการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยตามหลักการ “มนุษยธรรม” ในการยื่นมือและยื่นน้ำใจช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างทันท่วงที

เวลานี้องค์กรดังกล่าวยังสามารถ “ทะลุทะลวง” ผ่านจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าไปถึงกลุ่มผู้ใช้แรงงาน “ชาวมลายู” ในประเทศมาเลเซียด้วย เพื่อให้การช่วยเหลือในเรื่องความเป็นอยู่และแนวทางในการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐไทย รวมถึงแนะนำให้ “ขอลดขั้นตอน” ในการเดินทางกลับบ้านเกิดช่วงตื่นติดเชื้อโรคโควิด-19 ซึ่งได้กลายเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้

เวลานี้มี “แรงงานไทยในมาเลเซียกลุ่มหนึ่ง” ที่กำลังจะเดินทางกลับบ้านปะปนอยู่กับคนไทยเกือบ 8,000 คน ได้ยื่นข้อเสนอขอให้รัฐไทย “ยกเว้น” ใช้ใบรับรองจากแพทย์มาเลเซียเป็นหลักฐาน หรือไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลที่มาเลเซียตรวจโรคในเบื้องต้นก่อนก็ได้ โดยอ้างความไม่สะดวกและมีค่าใช้จ่ายแพง อันเป็นข้อบังคับที่ ก.ต่างประเทศ และ ก.สาธารณสุขกำหนด


ถือเป็นการยุยงปลุกปั่นเพื่อให้คนกลุ่มนี้ได้เป็น “อภิสิทธิ์ชน” ว่างั้นเถอะ และถ้ารัฐยอมอ่อนข้อและอนุญาตให้คนกลุ่มนี้เดินทางกลับเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์มาเลเซีย ไม่ต้องผ่านการตรวจโรคเบื้องต้นมาก่อน นั่นก็จะกลายเป็นผลงานของขบวนการนั่นเอง

จึงต้องติดตามดูต่อไปว่า สุดท้ายแล้ว ก.ต่างประเทศ และ ก.สาธารณสุขจะต้านไหวหรือไม่ และโดยเฉพาะ ก.มหาดไทย กับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะมองเห็น “กลยุทธ์” นี้หรือไม่ ซึ่งถ้ายอมแค่เพื่อ “ยุติความวุ่นวาย” ก็เป็นการเดินเข้าสู่ “กับดัก” ของบีอาร์เอ็น ถือเป็น “ความพ่ายแพ้” ทางการเมืองอีกครั้ง (ซึ่งก็จำไม่ได้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไปแล้ว)

โดยข้อเท็จจริงสิ่งที่บีอาร์เอ็นนำมาเป็น “เงื่อนไข” ในการต่อรองครั้งนี้ เป็นการอาศัยช่องทางของกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 47 ที่ระบุไว้ทำนองว่า รัฐจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านการสาธารณสุขที่เกิดขึ้นแทนประชาชน เพียงแต่รัฐไทยและหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ “อ่อนด้อย” ประสบการณ์ไปหน่อย จึงกลับกลายเป็นเดินไป “เข้าทาง” ฝ่ายบีอาร์เอ็น

เช่นเดียวกับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดังกล่าว ซึ่งมีเรื่องที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้นจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่เห็นชัดเจนคือ ปล่อยให้มีการใช้อำนาจแบบ “รัฐซ้อนรัฐ” ในหลายพื้นที่ เช่น ปล่อยให้มีการถมดินปิดทางเข้าหมู่บ้านเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เป็นต้น

ถ้ามองแบบ “ไร้ยุทธศาสตร์” ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาอะไร เพราะเป็นการปิดทางของชาวบ้านกันเอง แต่ถ้ามองแบบ “มียุทธศาสตร์” ก็จะรู้ว่านั่นคือ “การจัดการตนเอง” ของหมู่บ้านที่บีอาร์เอ็นไปจัดตั้งไว้อย่างเข้มแข็ง โดยไม่ได้สนใจผู้ใหญ่บ้าน กำนัน นายอำเภอ หรือฝ่ายปกครองอื่นๆ รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงอีกด้วย


ประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วงและต้องจับตาว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะคิดเห็นอย่างไร และจะแก้ไขเงื่อนปมนี้อย่างไร หรือปล่อยไปแบบเป็นเพียงเรื่องสิวๆ เพราะไม่ใช่ระดับคาร์บอมบ์ หรือการก่อวินาศกรรมที่เป็นความรุนแรง แล้วไปสั่นสะเทือนกับตำแหน่งระดับแม่ทัพนายกองแต่อย่างใด


ถ้าหน่วยงานความมั่นคงตามเหลี่ยมเล่ห์เหล่านี้ไม่ทัน ขบโจทย์ได้ไม่แตก ไม่เข้าใจสิ่งที่ถูกวางกับดักไว้ แถมผู้นำประเทศไม่เข้าใจยุทธศาสตร์และโครงสร้างบีอาร์เอ็น ไม่ได้ศึกษาเรื่องของ “สภาซูรอ” ให้ลึกซึ้ง เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ “เลขาธิการขบวนการ” ผู้บัญชาการทหารไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับ “ผบ.ทหารระดับ D3P” แม่ทัพไม่รู้เรื่อง “ผบ.กองกำลัง RKK” และผู้บัญชาการหน่วยเฉพาะกิจไม่รู้เรื่อง “ผบ.เขตงาน 1-4” อะไรเหล่านี้ ก็ยากที่จะกำชัยเหนือบีอาร์เอ็น

วันนี้ทุกองคาพยพของบีอาร์เอ็นวางปืนหยุดจริง หยุดผลิตระเบิดจริง แล้วเดินเข้าหามวลชนจริง จึงเป็นอีกครั้งที่ฝ่ายความมั่นคงน่าจะยัง “งง” จนทำอะไรไม่ถูก?!

เนื่องเพราะเป้าหมายของฝ่ายความมั่นคงคือ ตรวจค้น ไล่ล่า จับกุม และวิสามัญเพื่อทำลายขบวนการ แต่เมื่อเป้าหมายต่างๆ ของบีอาร์เอ็นเปลี่ยนไปแบบไม่ใช้ความรุนแรง ฝ่ายความมั่นคงจึงอาจจะต้องหันมาใช้ความรุนแรงเสียเอง เพื่อที่จะได้ลากจูงให้บีอาร์เอ็นออกมาปฏิบัติการด้วยอาวุธตามที่ตนเองมีความถนัดอีกครั้ง

ดังนี้แล้วก็ต้องจับตามองกันต่อไป เพราะงบประมาณส่วนใหญ่ของหน่วยงานความมั่นคงถูกกำหนดให้ใช้ไปกับปฏิบัติการทางยุทธวิธี เมื่อบีอาร์เอ็นหยุดยิงอย่างนี้แล้วจะเป็นการ “ตัดโอกาส” ในการ “ใช้งบประมาณ” ของหน่วยงานความมั่นคงไปด้วยหรือไม่




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...