xs
xsm
sm
md
lg

ความโกลาหลในครอบครัว “คนจนเมือง” กับผลกระทบจากโควิด-19 และนโยบายรัฐที่เข้าไม่ถึง?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

โดย... กอแก้ว วงศ์พันธุ์ และ ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ หน่วยวิจัยประชาธิปไตยชุมชนเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยทักษิณ



“ตอนนี้หนูกังวลเรื่องนมลูกโรงเรียนให้มากล่องหนึ่ง น่าจะอยู่ได้ไม่ถึงเดือน ส่วนเรื่องกินพี่เจ้าของร้านขายของชำข้างบ้านให้ไปเชื่อได้”

หญิงสาววัย 28 ปี เธอตกงานหลังจากร้านอาหารถูกสั่งปิดตามนโยบายรัฐ เธอทำงานที่ร้านอาหารตั้งอยู่บริเวณชายหาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองสงขลา มีคนร่วมชะตากรรมเดียวกับเธอมากถึง 30 คน เพราะร้านที่เธอทำงานเป็นอาหารขนาดใหญ่ จึงมีพนักงานเสิร์ฟและแม่ครัวจำนวนมาก

เธอทราบว่าเพื่อนๆ แต่ละคนล้วนแล้วประสบชะตากรรมเดียวกัน การตกงานของเธอครั้งนี้ทำให้ครอบครัวลำบากมากยิ่งขึ้นเนื่องจากสามีเป็นแรงงานในเรือประมงพาณิชย์ ไม่ได้ออกเรือเป็นเวลาเดือนกว่าแล้ว เพราะเป็นช่วงหยุดเดินเรือของกิจการประมงตามวงจรของการทำธุรกิจเรียกว่าเป็นการตกงานทั้งครอบครัว

หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อของโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น ครอบครัวเธอจะมีปัญหาเรื่องรายได้อย่างหนัก หากเธอไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐตามนโยบายเยียวยา 5,000 บาท เธอจะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านนับตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป ซึ่งอยู่ที่เดือนละ 2,500 บาท รวมไปถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจิปาถะ

“หนูทำความสะอาดในโรงเรียนวันละ 200บาท ตอนนี้โรงเรียนประกาศปิด รายได้ไม่มีเลย ลูกหนูจะขึ้น ป.1ตอนเปิดเทอมหนูกลัวเรื่องไม่มีค่าเทอม ค่าหนังสือค่าเสื้อผ้านักเรียนให้ลูก ลูกคนเล็กก็ไม่มีค่าแพมเพอร์ส ตอนนี้หนูก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไง เพราะลงทะเบียน 5,000 บาทไป แต่โทรศัพท์หนูเอาไปจำนำ ลืมเอาซิมออกมา”

แม่วัยยี่สิบกว่าๆ ที่ตกงานระบายความกังวลในอนาคตเมื่อลูกเปิดเทอมเธอจะหาเงินจากไหนสำหรับค่าใช้จ่ายเหล่านี้

“บอกตามตรงนะพี่กังวลมาก เราตัวคนเดียว อายุก็มากแล้ว ก่อนหน้านี้นอนไม่หลับ ถ้าไม่มีเงินค่าเช่าบ้านนี่อีกเดือนสองเดือนจะไปอยู่ที่ไหน เจ้าของบ้านต้องไล่พี่ออกจากบ้านแน่แต่โชคดีที่พี่ได้รับการตรวจสอบผ่านตามโครงการเงินเยียวยา 5,000 บาท พอช่วยประทังให้รอดพ้นจากการถูกเจ้าของบ้านไล่ได้”

เธอเคยเป็นลูกจ้างหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งในวัยเกษียณก็ยังคงเช่าบ้านอยู่ และเป็นคนโสดอยู่บ้านตามลำพังทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นคนงานในร้านอาหารใหญ่ที่มีชื่อเสียงของเมืองสงขลา เมื่อร้านถูกสั่งปิด เธอและเพื่อนร่วมงานตกงานในทันที เงินที่เคยได้ 300 บาทต่อวันหายไปในพริบตา

เธอไม่มีเงินออม ไม่มีทรัพย์สินที่จะนำไปจำนำหรือจำนองได้ ความวิตกกังวลของเธอจึงมากกว่าคนวัยหนุ่มสาว ความเครียดที่เคยแบกไว้ก่อนหน้าลงทะเบียนโครงการเยียวยา 5,000 บาทหายไปบ้าง เมื่อเธอได้รับการพิจารณาคุณสมบัติว่าได้รับเงินดังกล่าว เธอบอกว่าเงินส่วนนี้ต้องเก็บไว้เป็นค่าเช่าบ้าน ไม่รู้ว่าสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 จะผ่านพ้นไปเมื่อใดแต่ขอให้มีที่ซุกหัวนอนก่อน ส่วนเรื่องกินและเรื่องอื่นๆ คงให้เป็นเรื่องสำคัญรองๆ ลงมา
.
“ไม่ได้ทำงานมา 15 วันแล้ว”
.
64 ปีอาศัยอยู่กับลูกสาวข้ามเพศวัย 20 กว่าๆ ในบ้านเช่าไม้เก่าหลังเล็กๆ ราคา 700 บาทต่อเดือน มีอาชีพเป็นแรงงานประมงต่อเนื่อง ตัดหัวปลา ทำปลาหมึก แกะกุ้งในแพปลาค่าแรงคิดตามกิโลกรัมที่สามารถทำได้ในวันนั้นๆ หรืออย่างมากได้ไม่เกิน 300 บาทต่อวัน

เมื่อไม่ได้ทำงานขาดรายได้ ไม่มีเงินออม ทรัพย์สินที่มีอยู่ในบ้านก็แค่พัดลมเก่าๆ แถมยังไม่มีตะแกรงกั้นข้างหน้า 1 เครื่อง หม้อหุงข้าวไฟฟ้า 1 ใบ และโทรศัพท์กดปุ่ม ซึ่งทั้งหมดที่มีอยู่เอาไปจำนำไม่ได้หากขายเป็นเศษเหล็กให้แก่คนรับซื้อของเก่ามาซื้อคงได้ไม่เกิน 10 บาท

เธอและลูกสาวดำรงชีวิตด้วยการขอเชื่อสินค้าข้าวสาร ปลากระป๋องและอื่นๆ จากร้านค้าข้างๆ บ้านมากินมาใช้ก่อน ระหว่างที่รอเรือประมงเข้ามาขึ้นปลาให้แพครั้งใหม่หากมีงานรับจ้างทั่วไปอื่นๆ เธอก็จะไม่เกี่ยงงาน พร้อมออกไปทำงานเพื่อนำเงินมาผ่อนจ่ายให้เจ้าของร้านค้าแม้จะจ่ายหนี้ได้เพียงบางส่วน แต่ก็เหมือนยืดอายุการได้รับอนุญาตให้เชื่อสินค้าในร้านได้ต่อไป

เมื่อมีรัฐนโยบายรัฐแก้ปัญหาเชื้อโรคระบาดด้วยการปิดร้านรวงต่างๆ งานที่เคยทำก็หดหายลงไปด้วย หน้ากากผ้าที่เธอใช้ปิดปากปิดจมูกปรากฏว่ายางยืดเกี่ยวหูหย่อนยานไปหมดแล้วเธอต้องใช้มือจับเพื่อไม่ให้หล่นตลอดเวลาที่สนทนากับเรา

วันที่สนทนากันเธอเพิ่งกลับมาจากแพปลาซึ่งเป็นวันแรกในรอบเดือนที่มีงานและเงินมา 300 บาท เอาไปใช้หนี้และได้ข้าวสารมากักตุนไว้ 1 กิโลกรัม เราไม่ได้ถามเธอว่าลงทะเบียนโครงการเยียวยา 5,000 บาทของรัฐบาลหรือไม่ เพราะโทรศัพท์ของเธอเป็นโทรศัพท์กดปุ่ม และก็มันใช้การไม่ได้แล้วซึ่งวิธีการติดต่อรับงานของเธอตอนนี้คือ ให้ลูกสาวเดินไปถามเรื่องงานตามบ้านเพื่อนร่วมงานที่อยู่ในซอยถัดไป ก่อนจากกันวันนั้นเราได้ยื่นหน้ากากผ้าที่เตรียมไว้ให้เธอ 3 ชิ้นสำหรับเธอและลูกสาว

“ตอนนี้เอาเงินออมออกมาใช้แต่น่าจะไม่ถึงเดือน ผู้โดยสารน้อยมากๆ เมื่อก่อนมีตลาดนัด มีถนนคนเดิน แต่ถูกสั่งปิดหมดผู้โดยสารที่เป็นเด็กนักเรียนหรือนักศึกษา ทางโรงเรียนและมหาวิทยาลัยก็สั่งปิดหมดรายได้ลดลงไปเกือบทั้งหมด ที่วิ่งๆ อยู่ก็เพื่อให้มีรายได้เข้ามาบ้าง ที่ผ่านมาก็มีหนี้สินเดิมยังผ่อนไม่หมดอยู่เลย”

พ่อบ้านที่มีหน้าที่การงานขับรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างเปิดอกถึงภาวะวิกฤตในอาชีพของตนในขณะที่เขาก็ลงทะเบียนขอรับการเยียวยาจากโครงการของรัฐบาล 5,000 บาทต่อเดือนไว้แล้ว และในเวลานี้สถานะของเขาอยู่ระหว่างรอการตรวจสอบ

“ก่อนหน้าประกาศของรัฐบาลผมมีงานเกือบทุกคืนครับ แต่พอมีคำสั่งให้อยู่กับบ้าน ห้ามชุมนุมอะไรทำนองนี้งานที่เคยติดต่อกันไว้หายหมดเลยครับ เจ้าภาพยกเลิกหมดไม่มีรายได้มาเป็นเดือนแล้วครับ เงินเก็บที่มีก็จะหมดในเดือนนี้แล้วครับ”

หนุ่มนักดนตรีของวงมโนราห์มีรายได้คืนละ1,000 บาท เคยมีงานชุกเฉลี่ยเดือนหนึ่งๆ หลายสิบวันซึ่งพอมีรายได้เลี้ยงครอบครัว เมื่อได้รับผลกระทบจากนโยบายบายของรัฐช่วงต่อสู้กับโควิด-19 งานหดหายไปหมดเลยทั้งเดือน จนเขาต้องเอาเงินออมออกมาใช้

ที่จริงมันเป็นเงินเก็บที่วาดหวังไว้ว่าจะเอามาใช้เมื่อภรรยาคลอดลูกในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ แต่เมื่อเงินเก็บกำลังจะหมดลงคงต้องเดือดร้อนถึงญาติพี่น้อง แม่ยายพ่อตา หรือแม้แต่พ่อแม่ของตนเอง เพราะคงต้องหยิบยืมเอามาใช้ในวันที่จำเป็น และถ้าหากสถานการณ์ยังคงวิกฤตยาวนาน การเลี้ยงดูลูกที่จะคลอดในเร็ววันและดูแลภรรยาคงจะยิ่งยากขึ้นไปอีกสำหรับคุณพ่อในอนาคตอันใกล้นี้

ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพียงเรื่องราวเล็กๆ ของชีวิต “คนจนเมือง” ที่ได้ผลกระทบโดยตรงจากการระบาดลุกลามของเชื้อโควิด-19 อันตามมาด้วยมาตรการต่างๆของรัฐบาลที่ก่อผลกระทบและสะเทือนอย่างโกลาหลเป็นกว้างขวางและหยั่งรากลึกสุดประมาณ

การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประกาศปิดห้างร้านและสถานบริการต่างๆ ตามด้วยการประกาศเคอร์ฟิว พร้อมกับใช้ยาแรงเข้าแก้ปัญหาตามมาอีกเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตผู้คนมากมายแบบไม่เลือกหน้าโดยเฉพาะกับคนหาเช้ากินค่ำ

นับจากนี้ต่อไปชีวิตของ “คนหาเช้ากินค่ำ” จะจมดิ่งลงไปอีกมากมายแค่ไหน? อย่างไร? เป็นเรื่องที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องคิดทบทวน พร้อมหาหนทางแก้ไขวิกฤตให้รอบด้านมากกว่านี้



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...