xs
xsm
sm
md
lg

“เอ็นจีโอคนนั้น” ในแถลงการณ์หยุดยิงช่วง “โควิด-19 ระบาด” ของบีอาร์เอ็น?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


 
ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของ “ไวรัสโคโรนา 2019” หรือ “โควิด-19” อย่างรุนแรง จนทำให้ทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ยะลา นราธิวาส และปัตตานี ประกาศล็อกดาวน์หรือปิดพื้นที่กันไปอย่างพร้อมเพรียง นั่นก็คงไม่ทำให้สถานการณ์ “ไฟใต้” คลายความสนใจจากผู้คนในสังคมไปได้มากมายอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์
 
ความจริงแล้วเวลานี้ยังมีคำถามมากมายเกี่ยวกับ “คาร์บอมบ์” ถล่มป้ายศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ยับเยิน รวมถึง “ยุทธการ 8 วันที่ตาเซะ” ที่ยังมากมายความคลุมเครือว่า แท้จริงแล้ว กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า “แพ้” หรือ “ชนะ” รวมทั้ง “ถ้อยแถลงบีอาร์เอ็น” ทั้ง 2 ฉบับที่ก็ยังไม่มีการสร้างความกระจ่างใดๆ ให้เกิดขึ้น
 
สำหรับแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นน่าสนใจตรงที่ “ฉบับแรก” ยอมรับว่าเป็นผู้สั่งการให้ปฏิบัติการคาร์บอมบ์ที่หน้า ศอ.บต. และ “ฉบับหลัง” ระบุถึงการรับรองว่าจะหยุดก่อการร้ายชั่วคราวในช่วงของสถานการณ์โควิด-19 ยังแพร่ระบาดหนัก เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน โดยอ้างว่าเป็นการขอร้องจาก “เอ็นจีโอ” คนหนึ่ง จึงมีประเด็นให้ขบคิดต่อคือ
 
ประเด็นแรก ที่ควรต้องถาม-ตอบกันให้กระจ่างคือ เหตุการณ์คาร์บอมบ์หน้า ศอ.บต.เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ถึงวันนี้ผ่านไปแล้ว 2 สัปดาห์ ผลในทางคดีคืบหน้าไปถึงไหน และผลของการติดตามมือปฏิบัติการเล่าเป็นอย่างไร ซี่งเอาแค่ 2 คนร้ายสำคัญก่อนก็ได้คือ “คนขับรถยนต์คาร์บอมบ์” มาจอดทิ้งกับ “คนขับจักรยานยนต์ตามมารับหลบหนี” เวลานี้ได้เบาะแสอะไรบ้าง

ปรากฏว่า 2 คนร้ายดังกล่าวมีภาพอยู่ในกล้องวงจรปิดที่ถูกเผยแพร่เป็นข่าวครึกโครมไปแล้วชัดเจน แถมยังมีภาพจากกล้องวงจรปิดตามเส้นทางสายต่างๆ ทั้งที่กลุ่มคนร้ายปล้นรถยนต์ขนไม้ แล้วขับไปประกอบเป็นคาร์บอมบ์ จากนั้นขับวนเวียนก่อนนำมาก่อวินาศกรรม ซึ่งน่าจะมีภาพที่ใช้เป็นหลักฐานได้มากมาย
 
แต่แปลกที่ยังไม่เห็น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ออกมาแถลงข่าวความคืบหน้าอะไรเลย มีเพียง พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า มีคำสั่งเปลี่ยนตัว “ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจ” ทั้งที่ จ.ยะลา และที่ จ.สงขลา เท่านั้น
 
โดยมีการแต่งตั้ง พล.ต.อุทิศ อนันตนานนท์ ผบ.มทบ.44 มาทำหน้าที่ ผบ.ฉก.ยะลา แทน พล.ต.อาคม พรมพงศ์ รองแม่ทัพน้อยที่ 4 และแต่งตั้ง พล.ต.ศานติ ศกุนตนาค ผบ.พล.ร.5 มาทำหน้าที่ ผบ.ฉก.สงขลา แทน พ.อ.ยุทธนาม เพชรม่วง
 
เป็นที่น่าสังเกตว่า การเปลี่ยนตัว ผบ.ฉก.ครั้งนี้น่าจะไม่เกี่ยวกับระเบิดคาร์บอมบ์ที่หน้า ศอ.บต. เนื่องเพราะพื้นที่เขตเมืองยะลาเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายตำรวจ หรือ ศชต. ไม่ใช่ของ ฉก.ยะลาโดยตรง แต่ถ้าเป็นพื้นที่ในภาพรวม ฉก.ยะลา ก็ต้องหนีความรับผิดชอบไม่พ้น
 
หรือว่าแท้จริงแล้วการเปลี่ยนตัว ผบ.ฉก. ทั้งของ จ.ยะลา และ จ.สงขลา อาจจะเป็นผลจากต้องการการวางตัวให้ “คนใกล้ชิด” ได้รั้งตำแหน่งหลักก่อนที่จะโยกย้ายกันในเดือนกันยายน 2563 ที่จะถึงนี้ เพราะวันนี้สถานการณ์ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อะไรๆ อาจจะไม่ได้ราบรื่นไปเสียทั้งหมด
 
การโยกย้ายที่ผ่านมาจะเห็นว่า พล.ต.สิทธิพร มุสิกะสิน รองแม่ทัพภาคที่ 4 ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพน้อยที่ 4 กินตำแหน่ง “พล.ท.” จึงกลายเป็น “แคนดิเดต” ที่จะขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไปแทน พล.ท.พรศักดิ์ ที่ข่าวว่าจะขยับขึ้นไปกินตำแหน่ง “ผช.ผบ.ทบ.” ก่อนเกษียณราชการ
 
ที่ผ่านมา มีข่าวกระเส็นกระสายมาโดยตลอดว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ต้องการผลักดันให้ “น้องเลิฟ” คือ พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไปต้องเป็นการแข่งกันระหว่าง พล.ท.สิทธิพร กับ พล.ต.เกรียงไกร หรือสุดท้ายอาจจะมี “ตาอยู่” มาขัดตาทัพเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง
 
ประเด็นที่สอง สืบเนื่องจากยุทธการ 8 วันที่ตาเซะ หรือการปิดล้อม 7 โจรใต้ ที่หลบซ่อนอยู่ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง อ.เมือง จ.ยะลา กับ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ที่มีการใช้กองกำลังครั้งใหญ่ ครอบคลุมทั้งภาคพื้นดิน ทางอากาศ และทางน้ำ แต่สุดท้ายกลับมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เดินทางมาเข้าร่วมยุทธการด้วย ก่อนที่จะจบลงดื้อๆ ทั้งยุติปิดล้อมและไล่ล่า หลังจากฝ่ายโจรใต้เสียชีวิตจากการปะทะไป 4 ศพ ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่เองก็เสียชีวิต 2 ศพและบาดเจ็บอีก 4-5 ราย
 
เป็นการยุติปฏิบัติการทั้งที่ยังมีข่าวยืนยันว่ายังมีอีก 3 โจรใต้อยู่ในพื้นที่ ซึ่งในฐานะของคนที่ติดตามข่าวใกล้ชิดกลับ “หาข้อสรุปไม่ได้” ว่าเป็นการจบแบบที่ฝ่ายกองกำลังรัฐได้รับชัยชนะจริงหรือไม่ และทำไม่จึงยุติปฏิบัติการแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
 
อีกทั้งคำถามที่ค้างคาใจอีกคือ ปฏิบัติการนี้มีการใช้ “มาตรการอ่อนไปหาแข็ง” หรือไม่ กล่าวคือ เริ่มใช้ตั้งแต่ประกาศให้มีการมอบตัว ไปจนถึงการส่งกำลังเข้าปะทะที่เป็นมาตรการสุดท้าย ซึ่งหากไม่นั่นก็เป็นไปตาม “กับดัก” ที่บีอาร์เอ็นวางไว้ไม่ให้มีการมอบตัวหรือไม่ เพราะสามารถนำไปป่าวประกาศให้สังคมโลกเห็นถึงความรุนแรงยังอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
อย่าได้แปลกใจที่ความรุนแรงครั้งนั้นนำมาซึ่งการ “แห่ศพ” ฝ่ายตรงข้ามรัฐที่เสียชีวิตจากการปะทะอย่างเอิกเกริก มีการโฆษณาชวนเชื่อว่าเขาเหล่านั้นคือ “ผู้พลีชีพ” ถือเป็น “วีรบุรุษ” ซึ่งคนที่เข้าร่วมพิธียังมีการ “ตะโกนยกย่อง” ผู้ตายไปตลอดทางจากมัสยิดถึงกุโบร์
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะให้สรุปให้ฟังก็คงได้สั้นๆ ว่า เป็นไปตามแผนของบีอาร์เอ็นที่ต้องการให้มีภาพฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรง ซี่งจะได้นำไปป่าวประกาศว่ารัฐไทยใช้ยุทธศาสตร์ “การทหารนำการเมือง” แทนที่จะเป็น “การเมืองนำการทหาร” และนี่ถือว่า “เข้าทาง” บีอาร์เอ็นอย่างเต็มเปา
 
อันสอดคล้องกับแถลงการณ์ของบีอาร์เอ็นทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวภายหลังสิ้นเสียงระเบิดที่หน้า ศอ.บต.ไม่นาน นั่นคือการออกมายอมรับว่าเป็นปฏิบัติการเพื่อตอบโต้การใช้ความรุนแรงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต่อมวลชนและกองกำลังติดอาวุธของฝ่ายเขา และที่สำคัญทำให้บีอาร์เอ็นมีสิทธิเดินหน้าตอบโต้ด้วยความรุนแรงต่อไป
 
คอลัมน์นี้เคยเขียนไว้หลายครั้งว่า มาตรการดับไฟใต้บนแผ่นดินปลายด้ามขวานนั้น ถ้า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คิดใช้ “ยุทธวิธีทางการทหาร” เข้าจัดการกับมวลชนและกองกำลังติดอาวุธของบีอาร์เอ็น มีแต่ต้องทำให้ “เด็ดขาด” และให้ “มีชัย” โดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ทำๆ หยุดๆ แบบไม่สะเด็ดน้ำอย่างยุทธการ 8 วันที่ตาเซะล่าสุด
 
ประเด็นสุดท้าย เกี่ยวเนื่องกับแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของบีอาร์เอ็นต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เรื่องการหยุดยิงตามที่ “เอ็นจีโอ” ขอร้อง อีกทั้งยังยืนยันว่า “บุคลากรทางการแพทย์” ไม่ใช่เป้าหมาย บีอาร์เอ็นจึงงดเว้นการสังหารทุกสมรภูมิ
 
ต้องถือว่าเป็นย่างก้าว “รุกทางการเมือง” อีกครั้งของบีอาร์เอ็น อันพยายามยกระดับให้เห็นถึงความเป็นสากลของ “ขบวนการใต้ดิน” นี้ และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นการใช้ 2 สำนวนในการสื่อสารกับสังคม สำนวนแรกเผ็ดร้อนในแบบ “นักการทหาร” อีกสำนวนอ่อนน้อมถ่อมตนแบบ “สภาอูลามา” มีการให้ความหมายด้านกว้างในการขอให้มวลชนรับมือและดำเนินวิถีตามทัศนะที่ศาสนาบัญญัติช่วงที่เกิดโรคระบาดโควิด-19 ด้วย แต่ทั้ง 2 สำนวนยิงไปที่เป้าหมายเดียวกัน
 
นอกจากนี้แล้ว ยังมีประเด็นสำคัญที่สังคมควรต้องจับตาด้วยคือ “เอ็นจีโอคนนั้น” ที่มีบทบาทสามารถร้องขอให้บีอาร์เอ็นหยุดยิงได้คือใคร ถ้ามีจริงนั่นแสดงว่าในอนาคตต่อไปอาจจะสามารถช่วยยุติไฟใต้ได้ด้วยเป็นแน่ แต่เบื้องต้นนี้ประเมินว่าน่าจะต้องเป็น “ต่างชาติ” ที่ไม่ใช่คนไทยอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็น “ฝรั่งหัวแดง” ด้วยหรือไม่คงต้องรอดูกันต่อไป
.
สำหรับ “โควิด-19” คงอยู่กับสังคมไทยไม่นานนัก แต่สิ่งที่ต้องอยู่ต่อไปอีกยาวนานคือ “ไฟใต้”
.
แน่นอน ณ เวลานี้ชัดเจนว่า “คณะการเจรจา” ทั้งฝ่ายรัฐไทยกับบีอาร์เอ็นก็ยังมีบทบาทความสำคัญอะไร เพราะแม้แต่การหยุดยิงของบีอาร์เอ็นที่อ้างการแพร่ระบาดของเชื้อโรคก็ไม่ได้เกิดจากการเจรจา แต่มาจากการร้องขอของเอ็นจีโอ
.
ดังนั้น สมรภูมิของไฟใต้หลังจากที่โควิด-19 ผ่านพ้น เชื่อว่ายังอาจจะตกอยู่ใต้ “บงการ” ของเอ็นจีโอคนนั้นที่จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมให้ นี่จึงถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่เกิดขึ้นและโปรดติดตามกันต่อไป
 
. 
อ่านเรื่องเกี่ยวเนื่อง
.
- “บีอาร์เอ็น” ประกาศหยุดยิงในสภาวะไวรัสโควิด-19
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...