xs
xsm
sm
md
lg

สำนักจุฬาฯ ออกแถลงแนวทางปฏิบัติตน 10 ข้อรับมือ ‘COVID-19’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



 
ศูนย์ข่าวภาคใต้ - “สำนักจุฬาราชมนตรี” ออกแถลงการณ์แนวทางการปฏิบัติตนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ใคร่ขอความร่วมมือมุสลิมทุกคนได้ยึดแนวทางการปฏิบัติตนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวด้วยความเคร่งครัด

เมื่อวันที่ 5 มี.ค.63 สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์ เรื่องแนวทางการปฏิบัติตนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ความว่า

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 (COVID-19) ที่กำลังขยายพื้นที่การแพร่ระบาดไปยังหลายประเทศทั่วโลก จนทำให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ยกระดับการเตือนภัยการระบาดของโรคฯ ในระดับ “สูงมาก” และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีความกังวลว่า สถานการณ์ในประเทศไทยอาจเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 นั้น

ในการนี้ เพื่อป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ให้สัมฤทธิผล และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากการปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขแล้ว สำนักจุฬาราชมนตรี ใคร่ขอความร่วมมือมุสลิมทุกคนได้ยึดแนวทางการปฏิบัติตนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวด้วยความเคร่งครัด ดังนี้

1.หลีกเลี่ยงการสลามด้วยการสัมผัสมือ การสวมกอด และการสัมผัสแก้ม โดยให้ยกมือสลามกันเท่านั้น

2.สำหรับศาสนสถาน (มัสยิด) ให้ผู้ดูแลสถานที่ปฏิบัติ ดังนี้
2.1 จัดให้มีการทำความสะอาดอุปกรณ์ และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู ห้องน้ำ ด้วยน้ำยาทำความสะอาด หรือน้ำผงซักฟอก และแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ อย่างสม่ำเสมอ และบ่อยกว่าปกติ
2.2 หมั่นทำความสะอาดมัสยิด หรือสถานที่ละหมาด พรมปูละหมาดในมัสยิด ผ้าปูสำหรับละหมาด ตลอดจนชุดที่เตรียมไว้สำหรับใส่ละหมาด ด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ หรืองดการใช้และเก็บชุด และพรมดังกล่าว
2.3 จัดหาเจลล้างมือแอลกอฮอล์ และหน้ากากอนามัยไว้บริเวณภายในมัสยิด เช่น ประตู ทางเข้า จุดประชาสัมพันธ์ ห้องสุขา จุดปฐมพยาบาล เป็นต้น

3.หลีกเลี่ยงหรืองดการจัดกิจกรรมสาธารณกุศล การจัดค่ายอบรมเยาวชน การจัดประชุมสัมมนา หรือกิจกรรมอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นจะต้องจัดกิจกรรม ให้ผู้จัดเตรียมความพร้อมในการคัดกรองผู้เข้าร่วมกิจกรรม และมีมาตรการในการป้องกันและควบคุมโรคที่เข้มงวด สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมให้สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง และปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดอย่างเคร่งครัด

4.ศาสนาอนุญาตให้สวมใส่หน้ากากอนามัยขณะละหมาดในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และหากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก แม้จะมีอาการไม่มาก ให้งดการไปร่วมละหมาดญะมาอะฮ์ หรือละหมาดวันศุกร์ที่มัสยิด

5.งดการรับประทานอาหารแบบใส่ถาดรวม ให้แบ่งใส่ภาชนะที่ใช้เฉพาะของตนเอง และงดการรับประทานอาหารแบบใช้มือป้อน โดยให้ใช้ช้อนที่ใช้เฉพาะของตนเอง หรือล้างมือให้สะอาด และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหาร

6.งดการอาบน้ำละหมาดในบ่อน้ำหรืออ่างใหญ่ร่วมกัน โดยให้ใช้ภาชนะส่วนตัวตัก หรือใช้ก๊อกน้ำแทน

7.การตะฮ์นีกเปิดปากเด็กทารกแรกเกิด ให้ล้างทำความสะอาดมือเป็นอย่างดี

8.ขอความร่วมมือผู้ที่เดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2563 จนถึงปัจจุบัน หากมีอาการไข้หวัดให้ไปพบแพทย์โดยด่วน ส่วนผู้ที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยในเดือนมีนาคม ให้พักอยู่บ้าน 14 วัน และพยายามอยู่ห่างจากคนอื่นประมาณ 1 เมตร ทั้งนี้ เพื่อเฝ้าดูอาการ และรายงานอาการให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรับทราบทุกระยะ

9.ให้นักเรียน นักศึกษา และผู้ที่เดินทางไปออกดะวะห์ที่เดินทางกลับมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข และประเทศที่พบผู้ป่วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ให้รีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หรือไปพบแพทย์โดยด่วน

10.ให้ทุกคนมีความอดทนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และวิงวอนขอดุอา (ขอพร) จากอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ให้การทดสอบครั้งนี้ผ่านพ้นไปด้วยดี หมั่นขออภัยโทษต่อพระองค์ เพราะการขออภัยโทษเป็นประจำจะทำให้ภัยพิบัติต่างๆ หมดไป และทำให้มีความแข็งแกร่งขึ้นในการเผชิญต่อภัยพิบัติเหล่านั้น

เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ได้แพร่กระจายเป็นวงกว้าง มีผู้ติดเชื้อ และเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น จึงถือได้ว่าเป็นโรคระบาดที่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด ดังเจตนารมณ์ของหลักนิติศาสตร์อิสลามที่ว่า “ปัดป้องสิ่งที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย ก่อนที่จะกระทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์” และ “ให้แบกรับความเสียหายส่วนตน เพื่อปกป้องมิให้เกิดความเสียหายต่อส่วนรวม”

และวจนะศาสดามุฮัมหมัด (ซ.ล.) ความว่า “เมื่อรู้ว่าแผ่นดินใดเกิดโรคระบาด ก็จงอย่าได้เข้าไปยังแผ่นดินนั้น และหากแผ่นดินที่อาศัยอยู่เกิดโรคระบาด ก็จงอย่าได้ออกจากแผ่นดินนั้น” (รายงานโดย อิหม่ามบุคอรี)

ดังนั้น การปฏิบัติตามแนวทางข้างต้นในการระวังป้องกันมิให้โรคระบาดดังกล่าวแพร่กระจาย ถือเป็นศาสนบัญญัติที่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ดังพจนารถแห่งอัลลอฮ์ (ซ.บ.) ความว่า “และพวกเจ้าอย่าได้สังหารตนเอง โดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดลงไป อันเป็นเหตุให้พวกเจ้าต้องเสียชีวิตในโลกนี้ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงโปรดปรานยิ่งต่อพวกเจ้าในประการที่ ทรงห้ามพวกเจ้ามิให้สังหารตนเอง” (บทอันนิซาธ์ โองการที่ 29)

และอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า มิได้ให้เกิดความยากลำบากในการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาแก่บ่าวของพระองค์ ดังพจนารถแห่งพระองค์ ความว่า “อัลลอฮ์ทรงเลือกเฟ้นพวกเจ้าแล้วให้เป็นกลุ่มชนแรกที่นำศาสนาของพระองค์สู่ชาวโลกทั้งมวล และพระองค์มิได้ให้พวกเจ้าเกิดความยากลำบากในการปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา” (บทอัลฮัจญ์ โองการที่ 78)
 








Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...