xs
xsm
sm
md
lg

“ยุทธการ 3 ขา” ของบีอาร์เอ็นนำพา “ฝรั่งหัวแดง” พรึบที่ชายแดนใต้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้ / โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


 
ทิ้งท้ายใน “จุดคบไฟใต้” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะเดินหน้าเพื่อ “ปอกเปือก” ขบวนการบีอาร์เอ็นใน “ยุทธการ 3 ขา” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ใช้ต่อกรกับรัฐไทย หลังสามารถผลักดันให้เดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุข พร้อมยกระดับให้เป็นการ “เจรจาสันติภาพ” โดยมี “ฝรั่งหัวแดง” จากองค์กรต่างชาติที่ต้องการเห็นแผ่นดินปลายด้ามขวานถูกแบ่งแยกออกจากประเทศไทย
 
แต่มีเหตุจำเป็นให้ต้องกล่าวถึงเรื่องอื่นก่อนคือ “ยุทธการเทือกเขาตะเว” เพราะเพิ่งเกิดซ้ำขึ้นอีกแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อ 2-3 วันก่อนนี่เองที่บ้านไอร์เดีย ต.บูกิ๊ต อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เนื่องจากข่าวจากฝ่ายเราระบุว่า เจ้าหน้าที่ปะทะกับ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบนเทือกเขา ส่งผลให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นเสียชีวิตถึง 5 ศพ จับเป็นได้ 2 ราย และยึดอาวุธปืนสงครามได้ถึง 7 กระบอก พร้อมอุปกรณ์ยังชีพอีกหลายรายการ ส่วนฝ่ายเจ้าหน้าที่ปลอดภัย
 
ถือเป็นความสำเร็จของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ทหารในสังกัดเปิดยุทธการลาดตระเวนค้นหาเป้าหมายตามป่าเขา แล้วปฏิบัติการได้อย่างบรรลุผลที่บนเทือกเขาตะเว อันแสดงให้เห็นว่า 1.บีอาร์เอ็นยังคงสั่งให้ “อาร์เคเค” หรือกองกำลังคอมมานโดเคลื่อนไหวเตรียมที่จะก่อเหตุ 2.เป็นการยืนยันว่าบีอาร์เอ็นมี “ตัวตน” อยู่จริงและยังคงเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
 
สิ่งที่จะติดตามมาหลังการสูญเสียคือ ปฏิบัติการ “เอาคืน” กับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะหากไม่มีการสูญเสียก็จะแค่ปฏิบัติการเล็กๆ น้อยๆ เพื่อหล่อเลี้ยงกระแสความรุนแรงให้คงไว้ เพราะสิ่งที่บีอาร์เอ็นต้องการทำเป็นหลักคือ งานการเมืองหรืองานมวลชน รวมถึงงานบ่มเพาะคนเข้าสู่ขบวนการเพื่อเตรียมความพร้อมในอีก 10 ปีข้างหน้า
 
จึงอย่าได้แปลกใจที่คล้อยหลังเพียงวันเดียวจากเหตุสูญเสียบนเทือกเขาตะเวล่าสุด ฝ่ายบีอาร์เอ็นได้โจมตีด้วยระเบิดต่อชุดรักษาความปลอดภัยโรงเรียนในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลสะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ผลคือเจ้าหน้าที่ นักเรียน และชาวบ้านบาดเจ็บรวม 8 ราย และเชื่อว่ายังไม่น่าจะจบแค่นั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงต้องตั้งรับให้ดี ป้องกันให้ได้ และต้องพยายามอย่าให้ประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องตกเป็นผู้รับเคราะห์กรรมอีก
 
มีคำถามว่าทำไมการเอาคืนต้องเป็นพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย คำตอบคือเพราะวันนี้ที่นั่นเป็น “ฐานที่มั่น” ที่เข้มแข็งของบีอาร์เอ็นไปแล้ว ซึ่งต้องรวมเอาอีก 2 อำเภอ คือ อ.เทพา และ อ.จะนะ ของ จ.สงขลาเพิ่มเข้าไปด้วย เนื่องจากเวลานี้แนวร่วมในพื้นที่มีความเข้มแข็งและมีมวลชนให้การสนับสนุน นี่จึงเป็นโจทย์สำคัญให้แก่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า
 
มีสิ่งที่ฝ่ายความมั่นควรต้องสำเหนียกไว้บ้าง กล่าวคือ รบกันไปรบกันมากว่า 16 ปี ประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตไปกว่า 7,000 ศพ สุดท้ายแกนนำบีอาร์เอ็นก็ออกมาแถลงว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นการกระทำของบีอาร์เอ็นก็จริง แต่เป็นการกระทำที่ “ชอบธรรม” เพราะเกิดจากการต่อสู้เพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม”
 .
แล้วอย่างนี้ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” รวมถึง “กองทัพ” และ “รัฐบาล” จะว่าอย่างไร?!
 .
ยิ่งเวลานี้มีปรากฏการณ์ที่น่าเป็นห่วงคือมี “ฝรั่งหัวแดง” ในฐานะตัวแทนองค์กรระหว่างประเทศเข้าไปเดินกันขวักไขว่ในพื้นที่ โดยเฉพาะ “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)” แม้ไม่ได้แสดงความเห็นอะไรเกี่ยวกับคำแถลงของบีอาร์เอ็นก็ตาม
 .
วันนี้ “ยุทธการเดิน 3 ขา” ของบีอาร์เอ็นเริ่มขึ้นเป็นรูปธรรมแล้ว?!
 .
ขาแรกคือ บีอาร์เอ็นยังคงมีการ “สั่งการ” ให้แนวร่วมใน 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย สร้างความรุนแรงต่อเป้าหมายที่ต้องการ เพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์ให้ง่ายต่อการควบคุมพื้นที่และมวลชน อีกทั้งหวังสร้างข่าวให้ “โลกมุสลิม” และ “องค์กรสากล” เห็นว่ายังมีการต่อสู้กัน
 
ขาที่ 2 คือ ให้ “องค์กรภาคประชาสังคม” ที่ถูกจัดตั้งโดยฝ่ายการเมืองของบีอาร์เอ็นที่มีอยู่กว่า 30 องค์กรประกาศว่า บีอาร์เอ็นคือ “คู่ขัดแย้ง” หรือ “คู่สงคราม” กับรัฐไทย แล้วผลักดันให้มีการ “กำหนดใจตนเอง” เพื่อเรียกร้องให้ได้ “สิทธิตามหลักสากล” โดยอ้างอิง “กฎบัตรสหประชาชาติ”
 
และขาที่ 3 ที่ต้องจับตามมองอย่างเป็นพิเศษคือ “ตัวแทนคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายบีอาร์เอ็น” ที่มี นายหีพนี มะเระ อดีตหัวหน้าฝ่ายการเมือง DPK เป็นหัวหน้า อีกทั้งมีอดีตผู้เป็นแกนนำขบวนการอย่าง นายมูหมัดคาฟี ดอเลาะ หัวหน้าฝ่ายการเมือง DW นายวาเหะ หะยีอาแซ เลขาธิการใหญ่ นายอำหมัดมูริส ลาเต๊ะ หัวหน้าฝ่ายเยาวชนชาย DPP นายดอรอแม อูมา หัวหน้าฝ่ายการศึกษา DPPP นายมูหมัดไซนุ กาเต๊ะ หัวหน้าฝ่ายเยาวชน DD ซึ่งทั้งหมดเป็นสมาชิก “บีอาร์เอ็น โคออดิเนต” และนายเจ๊ะมูดอ มะรือสะ หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศที่เป็นสมาชิก “บีอาร์เอ็น คองเกรส” เพียงคนเดียว
 
ที่ให้ฝ่ายเราต้องจับตามองพิเศษเนื่องจากว่า ในการพบปะเพื่อ “พูดคุย” ตามนิยามศัพท์ของฝ่ายความมั่นคงไทย แต่ฝ่ายบีอาร์เอ็นให้นิยามว่าเป็นการ “เจรจา” ปรากฏว่าได้มี “องค์กรต่างประเทศ” แทรกตัวเข้ามาทำหน้าที่ “สักขีพยาน” อย่างถูกต้องตามหลักการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มาจากการแบ่งแยกดินแดนของนานาประเทศ
 
ดังนั้น ในการพบปะพูดคุยหรือเจรจากันในรอบ 2 ที่จะเกิดขึ้นในเดือนมีนาคม 2563 ที่จะถึงนี้ จึงต้องจับตากันใกล้ชิดว่า ฝ่ายบีอาร์เอ็นมีแผนจะชงข้อเสนออะไรบ้าง และฝ่ายรัฐไทยจะชงข้อเสนออะไรเช่นกัน แล้วข้อเสนอทั้ง 2 ฝ่ายเป็นไปเพื่อที่จะยุติความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้หรือไม่
 
เป็นที่น่าสังเกตหลังมีการขับเคลื่อนกระบวนการพูดคุยสันติสุข หรือที่บีอาร์เอ็นต้องการให้เรียกว่า การเจรจาสันติภาพ บรรดาตัวแทนจากประเทศต่างๆ เช่น เอกอัครราชทูตของสหภาพยุโรป ตัวแทนทูตเยอรมนี ตัวแทนทูตฝรั่งเศส ฯลฯ ต่างเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อพบกับบุคคลต่างๆ ทั้งที่เป็นข้าราชการและภาคเอกชนกันคึกคัก พร้อมยิงคำถามซ้ำๆ เกี่ยวกับ “เขตปกครองพิเศษ” หรือไม่ก็การ “ตั้งประเทศใหม่” อันเป็นไปเหมือนกับที่ “ฝรั่งหัวแดง” เคยเข้าไปเป็นคนกลางหรือช่วยจัดการให้กับกรณีของประเทศต่างๆ
 
ความจริงเรื่องนี้ทำให้มองเห็นว่า วันนี้บรรดา “ประเทศตะวันตก” ที่เคยมีอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เวลานี้กำลังใช้เงื่อนไขไฟใต้เข้า “แทรกแซงอำนาจรัฐไทย” เพื่อที่จะฟื้นคืนอิทธิพลขึ้นมาใหม่หรือไม่ ที่สำคัญนี่เป็นอีกแผนหนึ่งของการต่อต้านการรุกคืบของ “จีนแผ่นดินใหญ่” ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจต่อภูมิภาคนี้หรือไม่
 
ถามว่ากระทรวงการต่างประเทศเรารู้เรื่องที่เกิดขึ้นแค่ไหน แล้วทำไมปล่อยให้ “ฝรั่งผมแดง” เข้าไปยุ่มย่ามในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างเสรี แล้วในส่วนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) คิดและทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง
 
ส่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันท์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เวลานี้ไม่ควรไปถามอะไรท่านอีก เพราะแค่เอาตัวรอดจากการรุมยำในสภา อีกทั้งต้องบริหารจัดการความมั่นคงเก้าอี้ตัวเองให้ได้ นี่หนักหนาสาหัสเอาการแล้ว!!!!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...