xs
xsm
sm
md
lg

แค่เห็นแย้งกับฝ่ายความมั่นคงคือ “ผู้ไม่หวังดี”? เตรียมขึ้น “บัญชีดำ” อีกนับแสนนับล้านคนได้เลย!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


 
ดีใจกับผู้คนในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ซึ่งได้ผ่านห้วงเวลาของส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ไปได้โดยที่ไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้าเปลี่ยนผ่านศักราชระหว่างปีหมู 2562 สู่ปีหนู 2563 มีข่าวการแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวความมั่นคงว่า “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” มีแผนที่จะก่อเหตุการณ์ร้ายในหลายพื้นที่
 
แต่เมื่อไม่มีการก่อเหตุร้าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ส่วนหนึ่งก็ต้องยกให้เป็นความดีความชอบของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ทุกชีวิตในหน่วยงานต้องทำงานกันอย่างหนัก ซึ่งกำลังพลถูกคำสั่งห้ามลา ห้ามขาด เพราะต้องรักษาความสงบให้เกิดขึ้นในห้วงเวลาสำคัญนี้อย่างเข้มข้น
 
แต่แม้จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายอย่างการโจมตีเจ้าหน้าที่ ลอบวางระเบิดแสวงเครื่องต่อเป้าหมาย หรือโจมตีชาวไทยพุทธเกิดขึ้น แต่เหตุการณ์ร้ายรายวันก็ยังเกิดขึ้นอย่างไม่เปลี่ยนแปลง มีชาวบ้านที่เป็น “มุสลิม” กลายเป็นศพถูกฆ่าแทบจะทุกวัน ซึ่งสาเหตุของการตายยังไม่มีการชี้ชัดว่ามาจากฝีมือของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ปัญหาภัยแทรกซ้อน หรือเรื่องราวความขัดแย้งส่วนตัว
 .
ความจริงแล้วเหตุร้ายรายวันบนแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ต้องถือเป็นเรื่อง “ปกติ” ไปแล้ว ซึ่งถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้นนั่นต่างหากที่ถือว่าเป็นเรื่อง “ผิดปกติ”
 .
อย่างไรก็ดี มีเรื่องที่ควรแก่การสนใจและต้องเขียนถึงในหลายประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกคือ เรื่องราวของ “ยาเสพติด” ที่รับรู้กันมาเนิ่นนานว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นแหล่งการค้าขนาดใหญ่ ยาเสพติดจากพื้นที่ต่างๆ ของไทยถูกลำเลียงมาซุกซ่อนในพื้นที่เพื่อรอเวลาส่งออกยังประเทศที่สามโดยผ่านไปทางมาเลเซีย
 
เป็นที่รับรู้กันอีกเหมือนกันว่า คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีทั้งนักค้ายารายใหญ่ไปจนถึงรายย่อยๆ และมีผู้ติดยาจำนวนมากมาย ซึ่งในคนกลุ่มหลังนี้ได้พัฒนาสู่เด็กเดินยาในที่สุด ดังนั้น การเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติด จึงถือเป็นอาชีพชนิดหนึ่งที่คนในพื้นที่ทำกัน
 .
กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้นิยามเรื่องของยาเสพติดว่าเป็น “ภัยแทรกซ้อน” เพราะปรากฏมีรายชื่อนักค้ายาเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่เป็นทั้ง “แกนนำ” และ “แนวร่วม” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 .
แม้แต่ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ยังถือว่าการแก้ปัญหาการระบาดของยาเสพติดเป็นเรื่องใหญ่ ถือเป็น 1 ในวาระสำคัญของการดับไฟใต้เลยทีเดียว ซึ่งเรื่องนี้เคยประกาศในช่วงรับตำแหน่งแม่ทัพใหม่ๆ ว่า ขอเวลา 3 เดือนจะจัดการเรื่องนี้แบบ “เอาอยู่” แน่ๆ
 .
แต่วันนี้ผ่านไปปีกว่าๆ เรื่องราวของปัญหายาเสพติดก็ยัง “เอาไม่อยู่” เพราะกลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว เนื่องจากเป็นปัญหาของผู้คนในทุกจังหวัด โดยไม่สามารถจำกัดไว้แค่พื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดเท่านั้น
 .
ล่าสุด มีข่าวทางสื่อมวลชนระบุว่า มีเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยมีตำรวจชั้นประทวนประจำจุดตรวจสกัดเมืองทองในพื้นที่ อ.เมือง จ.ยะลา ถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์จากผู้ค้ายา รวมทั้ง “ตำยา” และ “ขายยา” ด้วย ในเบื้องต้นได้ถูกดำเนินคดีและถูกให้ออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว
 
อีกทั้งมีตำรวจ สภ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ยักยอกยาเสพติดของกลางที่จับกุมได้ไปขาย โดยถูกเจ้าหน้าที่ ปส.ล่อซื้อแล้วจับได้ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และจากการสืบสวนขยายผลพบว่า มีตำรวจร่วมยักยอกด้วยกว่า 15 คน ซึ่งก็อยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่ถูกซัดทอด
 
ที่ต้องนำทั้ง 2 เรื่องราวมากล่าวถึงก็เพื่อที่จะบอกว่า ตำรวจที่มีพฤติกรรมแบบนี้ไม่ได้มีแค่ 2 แห่งอย่างที่เป็นข่าว แต่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เจ้าหน้าที่ในแต่ละพื้นที่มีผลประโยชน์ หรือเรียกรับผลประโยชน์จากทั้งผู้ค้าและผู้เสพ
 
โรงพักแต่ละแห่งจะมี “ชุดตำรวจ ปส.” มีหน้าที่สืบสวนจับกุม เมื่อจับกุมได้ก็นำไปขยายผลที่ “เซฟเฮาส์” และสถานที่เหล่านี้แหละถือเป็นที่ใช้แสวงหาประโยชน์จากผู้ที่ถูกจับกุม ใครมีความสามารถจ่ายได้ก็มักจะไม่ต้องไปโรงพัก ส่วนผู้ที่ไม่มีจ่ายก็จะถูกส่งไปโรงพักเพื่อให้ร้อยเวรดำเนินคดีไปตามขั้นตอน
 
ตรงนี้ต่างหากที่เป็นคำถามตัวโตๆ ว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ถ้าแก้ไขไม่ได้ก็ถือว่าไม่บรรลุผลตาม “วาระ” ที่ตั้งไว้ เพราะจับได้จริงทั้งของกลาง ผู้ค้า ผู้เสพ แต่ไม่ได้ทำให้จำนวนยาเสพติดลดน้อยลงเลย เรื่องนี้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่รู้ดีว่าใครเป็นผู้ค้ารายใหญ่ รายกลาง รายเล็ก รายย่อย หรือกระทั่งคนเดินยา แล้วยังมีการแสวงหาผลประโยชน์จากขบวนการกันอย่างไร
 
ประเด็นที่ 2 ที่ต้องให้ความสนใจคือ เรื่องราวที่ “นายก อบต.” ในตำบลหนึ่งของ อ.ยะหา จ.ยะลา ได้ออกมาให้ข่าวกับสื่อเพื่อทวงถามความชัดเจนในการขึ้นชื่อคนใน “บัญชีดำ” หรือ “แบล็กลิสต์” สำหรับบุคคลในอาชีพต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
ทั้งนี้ นายก อบต.คนดังกล่าวเห็นว่านอกจากจะไม่เป็นธรรมกับตัวเขาเองแล้ว ยังไม่เป็นธรรมกับคนอื่นๆ อีกกว่า 5,000 คนที่ถูกขึ้นบัญชีดำเอาไว้ด้วย โดยต้องการให้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ชี้แจงให้ชัดเจนว่า การที่ใครจะถูกขึ้นบัญชีดำนั้น มีหลักฐานในการทำผิดระบุไว้อย่างใดบ้าง
 
เพราะการที่คนคนหนึ่งเมื่อมีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำแล้ว เวลาเขาจะเดินทางไปต่างประเทศก็จะถูกเจ้าหน้าที่ ตม.ตรวจสอบอย่างเข้มข้น นั่นถือเป็นการเสื่อมเสียชื่อเสียงมาก เนื่องจากเขาจะถูกมองทันทีว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย หรือไม่ก็ขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน
 
สำหรับกรณีมีผู้ถูกขึ้นบัญชีดำไว้กว่า 5,000 รายชื่อนั้น กรณีนี้ ส.ส.ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายคน รวมถึง น.ส.เพชรดาว โต๊ะมีนา ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ก็ได้นำไปอภิปรายในสภาแล้ว โดยมีการถามหาผู้รับผิดชอบให้ชี้แจงรายระเอียดให้สังคมได้รับทราบ
 
ประเด็นที่ 3 ที่ต้องให้ความสนใจคือ กรณีมีหนังสือจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อำเภอหนึ่งส่ง “โรงเรียนตาดีกา” และ “ปอเนาะ” ไปบุคลากรต้องไปพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อทำทะเบียนประวัติอาชญากรรมที่สถานีตำรวจ หรือสำนักงานพิสูจน์หลักฐานปัตตานี ซึ่งคำสั่งนี้มีผลมาตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2562 แต่เพิ่งจะปรากฏเป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่กี่วันนี้เอง
 
การจะแก้ปัญหาความไม่สงบที่สังคมยังมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงว่าจะยุติได้อย่างไร แน่นอนคนในพื้นที่ต่างรับรู้เป็นอย่างดีว่ากว่า 16 ปีที่ไฟใต้ระลอกใหม่คุโชนนั้น ต้นตอของปัญหาส่วนหนึ่งมาจากบุคลากรในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามหรือปอเนาะได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพื่อการบ่มเพาะเยาวชน นักเรียนหรือนักศึกษาให้เชื่อคำปลุกระดมของ “อุสตาซ” หรือครูสอนศาสนาที่เป็นคนของบีอาร์เอ็น
 .
เช่นเดียวกับเรื่องการขึ้นบัญชีดำถึงกว่า 5,000 คน ซึ่งยังอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ เพราะจำนวนคนที่สนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมากกว่า 5,000 คนอย่างแน่นอน
 .
ดังนั้น ทั้งการขึ้นบัญชีดำประชาชนจำนวนมากของหน่วยงานความมั่นคง กับการมีหนังสือ สช.ไปให้บุคลากรโรงเรียนสอนศาสนาต้องทำทะเบียนประวัติไว้ที่ฝ่ายตำรวจ ทั้ง 2 กรณีจึงอาจกลายเป็นเชื้อไฟที่เอื้อต่อ “เงื่อนไขสงคราม” หรือเป็น “เงื่อนไขการเมือง” ได้เป็นอย่างยิ่ง
 .
ทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นนี้ย่อมมีที่มาที่ไป และที่สำคัญหนีไม่พ้นที่หน่วยงานอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องมีส่วนรับผิดชอบอย่างแน่นอน โดยเฉพาะควรต้องมีการอธิบายความเพื่อให้สังคมได้เข้าใจอย่างชัดแจ้ง
 .
เช่นเดียวกับอีกหลายๆ กรณีที่เป็นนโยบายหรือมาตรการดีๆ ที่ถ้าทำได้ก็จะมีส่วนทำให้ไฟใต้ไม่โชนเปลว หรือสามารถลดขนาดกองไฟให้เล็กลงได้ อย่างเรื่องการห้าใช้ “ถังแก๊สเหล็ก” ให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่ไปลงทะเบียน “2 แชะอัตลักษณ์” เป็นต้น แต่ทุกเรื่องกลับ “ล้มเหลว” ด้านการสร้างความเข้าใจกับสังคม
 
มีอีกประเด็นหนึ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เคยเร่ “ขายฝัน” ไว้คือ การทำให้แผ่นดินปลายด้ามขวานเอื้อต่อการ “พูดคุยสันติสุข” โดยมีการแต่งตั้งคนจากหลายสาขาอาชีพให้เข้าไปมีส่วนร่วม แต่แล้วกลับกลายเป็นการไปสร้าง “เงื่อนไข” ใหม่ๆ ให้เกิดเพิ่มขึ้นไปอีก
 
อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าหน้าที่รัฐยังพร่ำบอกกันไปทุกเวทีว่า การจะดับไฟใต้ได้ต้อง “นำความจริงมาพูดกัน” แต่กลับเป็นได้แค่ “วาทกรรม” เพราะปรากฏมาตลอดว่าไม่มีความจริงใจ เนื่องจากเมื่อมีคนพูดความจริง หรือเอาแค่ชี้ให้เห็นเรื่องราว “ความล้มเหลว” หรือ “ความผิดพลาด” บ้าง พวกเขากลับถูกตั้งข้อหาว่า “โจมตี” หรือ “ดิสเครดิต” หน่วยงานรัฐที่ทำงานดีมาตลอดและเดินมาถูกทางแล้ว
 
ในส่วนของคอลัมน์นี้ที่มีการ “นำความจริงมาพูดกัน” หรือชี้ให้เห็นเรื่องราว “ไม่ชอบมาพากล” อยู่บ่อยๆ ขอยืนยันว่าไม่ได้เจตนาที่จะโจมตีหรือดิสเครดิตใคร หรือองค์กรใด เพียงแต่ต้องการชี้ว่าแท้จริงแล้วเกิดจากอะไร เพื่อที่จะได้นำไปสรุปเป็นบทเรียนสู่การแก้ไขเพื่อให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น
 .
ถ้ายังมองว่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตนเองคือ “ผู้ไม่หวังดี” เสียทั้งหมด กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คงต้องขึ้น “บัญชีดำ” ผู้คนอีกนับแสนนับล้านคนแน่นอน
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...