xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละ “กระบวนการพูดคุยสันติสุข”! หรือแค่ “ปาหี่” ที่ไม่มีผลใดๆ ต่อการเดินหน้าดับไฟใต้?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
  


 
สถานการณ์ไฟใต้หลังเหตุการณ์ความรุนแรงที่ ขบวนการบีอาร์เอ็น โจมตีจุดตรวจ ชรบ.ที่ ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา สร้างความสูญเสียถึง 15 ศพ และล่าสุดคือ การก่อวินาศกรรมเส้นทางรถไฟที่ ต.โต๊ะเด็ง อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนพอสมควร เพราะรถไฟสายใต้ต้องหยุดวิ่งไปถึง 14 ขบวนในช่วงเวลา 2-3 วัน
 
สิ่งนี้ทำให้ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ต้องลงสู่ภาคสนามด้วยตนเอง โดยเดินสายพบปะสร้างขวัญกำลังใจต่อประชาชนและเจ้าหน้าที่ในระดับหมู่บ้านและตำบล พร้อมๆ กับให้มีการเปิด “เวทีพูดคุย” ทั้งเวทีย่อยที่หมู่บ้านและตำบลในระดับ สภาเสริมสร้างสันติสุข และเวทีใหญ่ที่ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในระดับ คณะทำงานเสริมสร้างสภาวะแวดล้อมในการพูดคุยสันติสุขระดับพื้นที่
 
รวมทั้งเชิญผู้แทนจาก กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบสถานที่ที่ใช้ในการควบคุมผู้ถูกกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ และกฎหมาย ป.วิอาญา เพื่อยืนยันว่าได้ให้ความสะดวกสบาย มีการตรวจตราและตรวจสอบเพื่อป้องกันเหตุ “ซ้อมทรมาน” ตามที่มักจะถูกร้องเรียนจากผู้ถูกควบคุมตัวและญาติๆ จนกลายเป็นข่าวใหญ่มาหลายครั้ง ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้แก่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นระยะๆ
 
ตามต่อด้วยการโละคำสั่งแต่งตั้ง คณะทำงานประสานงานระดับพื้นที่ ที่เคยแต่งตั้งไว้ก่อนแล้ว 2-3 คณะ และแต่งตั้งคณะทำงานระดับพื้นที่ชุดใหม่ที่มีรายชื่อ “ยาวเหยียด” แบบเป็น “หางว่าว” เพื่อให้เห็นถึงการดึงเอาภาคประชาชนจากหลายภาคส่วนทั้งด้านเอ็นจีโอ ศาสนา ภาคประชาสังคมและสื่อมวลชน ฯลฯ
 
แต่หลังจากดูรายชื่อแล้วก็พอเห็นอนาคตรางๆ ว่า “ไม่มีอะไรในกอไผ่” ตามมาแน่นอน เพราะเป็นเพียงการแต่งตั้งให้ครบองค์ประกอบการขับเคลื่อนคณะประสานงานการทำงานในพื้นที่ เนื่องจากรายชื่อส่วนใหญ่จากภาคส่วนต่างๆ เป็นผู้ที่ “ไม่เคยเห็นต่าง” ในสิ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ขับเคลื่อน แถมต้องจัดว่าส่วนหนึ่งเป็นประเภท “ดีครับนาย ได้ครับผม เหมาะสมครับท่าน” ด้วยนั่นเอง
 .
ทั้งหมดคือภาพความเคลื่อนไหวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเกิดขึ้นหลังการสูญเสียครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 15 ศพ “กองกำลังท้องถิ่น” ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา
 .
ด้านความเคลื่อนไหวในส่วนกลาง พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ ในฐานะหัวหน้าคณะพูดคุยฝ่ายรัฐไทยคนใหม่ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวตางประเทศ ถึงความคืบหน้าในการที่จะขับเคลื่อน “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” กับตัวแทนฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนครั้งใหม่ โดยมี “มาเลเซีย” ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยเหมือนเดิม และได้มีการติดต่อประสานงานกันมาอย่างต่อเนื่อง
 
เมื่อตรวจสอบรายชื่อของคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายรัฐไทยที่เพิ่งถูกตั้งขึ้นใหม่และมี พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ เป็นหัวหน้าคณะจะพบว่า ตัวแทนที่ต้องนับเป็น “หน้าใหม่” ประกอบด้วย นายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการ สมช. นายธนากร บัวรัษฎ์ รองเลขาธิการสำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) และ พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะรอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 นอกนั้นก็เป็นบุคคล “หน้าเก่า” ที่เคยมีชื่ออยู่ในคณะพูดคุยชุดเดิมๆ มาแล้ว ซึ่งทำให้พอจะมองเห็นความเป็นไปได้ในทิศทางนับต่อแต่นี้ของกระบวนการพูดคุยสันติสุขได้รางๆ
 
ในส่วนของหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขที่ชื่อ พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ ก็นับเป็นนายทหารใหญ่แทบไม่ต้องไปวิเคราะห์เรื่อง “ฝีไม้ลายมือ” เลยก็ได้ เพราะการได้เคยนั่งในตำแหน่ง เลขาธิการ สมช. นั่นแสดงว่า “นาย” คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระรวงกลาโหม ผู้เคยเป็นอดีตหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไว้วางใจแค่ไหน
 .
อย่างไรก็ตาม สังคมก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า คำว่า “ถูกไว้วางใจ” กับคำว่า “มีฝีมือ” เป็นคนละเรื่องหรือคนละอย่างกัน
 .
แต่โดยความรู้ ความสามารถและความเข้าใจในวิกฤตปัญหาไฟใต้แล้ว เชื่อมั่นได้ว่าทุกคนในคณะพูดคุยฝ่ายรัฐไทยชุดใหม่ต่างมี “ชุดความจริง” ที่เหมือนกัน นั่นคือ วิกฤตปัญหาไฟใต้ระลอกใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2547 เป็นเรื่องของความพยายามในการก่อเหตุเพื่อการ “แบ่งแยกดินแดน” โดยมี “ขบวนการบีอาร์เอ็น” เป็นแก่นแกนหลัก และมี “มาเลเซีย” เป็นหลังพิง
 
ในส่วนของนายฉัตรชัย บางชวด รองเลขาธิการ สมช. และนายธนากร บัวรัษฎ์ รองเลขาธิการ สขช. เป็นข้าราชการพลเรือนฝ่ายความมั่นคง ซึ่งมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของการขับเคลื่อน “กระบวนการสันติภาพ” เป็นอย่างดี แต่การเป็นเพียง “รองหัวหน้าคณะ” นั้นอาจจะทำได้เพียงการออกความเห็น แต่ไม่มี “อำนาจตัดสินใจ” ซึ่งจะเก่งอย่างไรก็เป็นได้แค่ “พระอันดับ” เท่านั้น
 
เช่นเดียวกับ พล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ รอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 รับราชการอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่ยังครองยศ “ร้อยตรี” จนมาถึง “พลตรี” โดยอยู่กับปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้มายาวนาน นั่นย่อมเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น จึงเหมาะสมกับการทำหน้าที่ “เลขาฯ คณะพูดคุยสันติสุข” ฝ่ายรัฐไทย แต่บางครั้งอาจจะเป็นได้แค่ “ผู้กำหนดประเด็น” และ “ดูแลงานธุรการ” เท่านั้นก็ได้
 
ประเด็นปัญหาของการพูดคุยสันติสุขเพื่อที่จะยุติการใช้ความรุนแรงระหว่างบีอาร์เอ็นกับเจ้าหน้าที่นั้น การมีความรู้ ความสามารถและความเข้าใจในปัญหาอย่างเดียว นั่นยังไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าจะนำพาการพูดคุยไปสู่การดับไฟใต้ได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จในที่สุด
 
เพราะที่ผ่านมา คณะพูดคุยฝ่ายรัฐไทยเองทั้ง 2 ชุดที่ถูกแต่งตั้งมากับมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเข้ามาบริหารประเทศจากการก่อรัฐประหารตั้งแต่ปี 2557 โดยชุดแรกมี พล.อ.อักษรา เกิดผล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นั่งเป็นหัวหน้าคณะ และชุดที่ 2 มี พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายการพูดคุยให้มีความก้าวหน้าได้ นั่งเป็นหัวหน้าคณะ ทั้ง 2 คณะพูดคุยฝ่ายรัฐไทยที่เคยมีมาดังกล่าว ต่างต้องถือเป็นแหล่งรวมของผู้ที่มีความรู้และความเข้าใจในปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นอย่างดีเช่นกัน
 
ทว่า ถ้าฟังจากหัวหน้าคณะพูดคุยคนใหม่คือ พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ ซึ่งประกาศว่า “จะเดินตามนโยบาย” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ได้ให้ไว้ และ “จะสานต่อ” การพูดคุยสันติสุขที่คณะพูดคุยฝ่ายรัฐไทยได้ขับเคลื่อนไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งประกาศว่า “จะคุยกับทุกกลุ่ม” ที่มีอุดมการณ์แตกต่างกันอย่างจริงใจเพื่อให้หยุดใช้ความรุนแรง แล้วหันมาพูดคุยกันด้วยเหตุและผล ไม่เพียงเท่านั้นยังประกาศว่าพร้อมจะมีการพูดคุยกับ “ตัวแทนบีอาร์เอ็น” ที่เป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีอำนาจทั้ง “บงการ” และ “สั่งการ” ให้มีปฏิบัติการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริงด้วยนั้น
 .
ทั้งหมดทั้งปวงคงต้องจัดว่า ดูแล้วไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากในอดีตที่เคยขับเคลื่อน “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” อย่างที่เคยเกิดขึ้นให้เห็นๆ กันอย่างเป็นที่ประจักษ์มาแล้ว
 .
สำหรับ “รัฐบาลมาเลเซีย” เวลานี้พร้อมที่จะทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้มีการพูดคุยสันติสุขครั้งใหม่ เพื่อให้เห็นภาพว่ามีกระบวนการไม่ได้หยุดชะงักแต่อย่างใด มีการติดต่อประสานงานกันมาโดยตลอด ซึ่งก็เป็นอีกท่วงทำนองหนึ่งที่ พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ ได้กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความก้าวหน้าในกระบวนการพูดคุยที่จะเดินหน้าต่อ
 .
ถึงตรงนี้ถ้าคนไทย “ความจำยังไม่เสื่อม” ก็คงจะจำได้ว่าเคยยินคำพูดแบบนี้พรั่งพรูจากเรียวปากของผู้นำมาเลเซียคนแล้วคนเล่า ซึ่งใน “ทางการเมือง” เขาเรียกว่าเป็น “ภาษานักการทูต” นั่นเอง
 .
แต่สำหรับ “บีอาร์เอ็น” คำตอบจากแกนนำของขบวนการอย่าง ดุลเลาะ แวมะนอ หรืออย่าง อดุลย์ มุณี หรืออย่าง เด็ง แวกะจิ ล้วนแล้วแต่ระบุชัดเจนว่า “ไม่พร้อมที่จะพูดคุยสันติสุข” ที่มีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
 
แต่พร้อมที่จะ “เจรจาสันติภาพ” อย่างเป็น “ทางการ” หรือในรูปแบบ “สากล” อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในโลก ตัวอย่างที่เห็นๆ และคนไทยน่าจะเข้าใจได้ดีก็อย่างเช่น ขบวนการแบ่งแยกดินแดนอาเจะห์ในประเทศอินโดนีเซีย และ ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบนเกาะมินดาเนา ที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น
 
โดยต้องมี “ประเทศที่ 3” ที่ต้องไม่มีส่วนได้เสียเป็นผู้อำนวยความสะดวก และมี “ประเทศเป็นกลาง” อื่นๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งการ “เจรจาสันติภาพ” นี้ต้องนำไปสู่การบรรลุถึงข้อตกลงในรูปแบบ “การปกครองตนเอง” ซึ่งเป็นวิธีการที่ทั้ง “รัฐบาลไทย” และ “กองทัพไทย” และต้องรวมถึง “คนไทยส่วนใหญ่” ต่างไม่เห็นด้วย เพราะเป็นวิธีการที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
 .
เรื่องราวเหล่านี้ยืนยันได้จากเอกสารของขบวนการบีอาร์เอ็นที่เจ้าหน้าที่ยึดมาได้จาก “โรงเรียนญีฮาดวิทยา” ต.ตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี โดยมีการเขียนตัวอักษรระบุไว้ชัดเจนว่า...
 .
การต่อสู้เพื่อเอกราชของเรา ไม่สามารถดำเนินการผ่านขบวนการทางรัฐธรรมนูญของผู้รุกรานแห่งสยามได้เลย เนื่องในมาตรา 1 ระบุว่า ประเทศสยามเป็นราชอาณาจักรอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ด้วยเหตุดังกล่าวเราจึงเห็นว่า การปฏิวัติของเราจะบรรลุได้ด้วยปลายกระบอกปืนที่เราเรียกว่า “สงครามประชาชน”
 
ดังนั้น หากจะให้กระบวนการพูดคุยสันติสุขระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีบีอาร์เอ็นเป็นแกนนำ กับคณะพูดคุยฝ่ายรัฐไทยที่มี พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ เป็นหัวหน้าคณะ สิ่งที่จำเป็นต้องเร่งรีบทำให้เป็นที่ประจักษ์คือ ต้องทำให้ “ระดับนำ” ของบีอาร์เอ็นยกเลิก “ยุทธศาสตร์” การแบ่งแยกดินแดนดังกล่าวก่อน แล้วหันกลับมานั่งพูดคุยกันเพื่อหาแนวทางในการสร้างความสมานฉันท์ ยุติการใช้ความรุนแรงในพื้นที่
 .
ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องพร้อมแสวงหาแนวทางที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นต้องการให้ได้ แต่ไม่ใช่การเดินหน้าตั้ง “เขตปกครองพิเศษ” หรือ “การแบ่งแยกดินแดน” ในรูปแบบใดๆ ก็ตาม
 .
อีกทั้งสิ่งนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “ผู้นำประเทศมาเลเซีย” ต้องมีความจริงใจกับประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะในการที่จะร่วมหาทางยุติปัญหาการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยที่เรื้อรังมากว่า 60 ปี
 
เนื่องเพราะบีอาร์เอ็นจะหมดฤทธิ์ในทันทีที่ผู้นำมาเลเซียใช้กฎหมายหรือมาตรการต่างๆ เพื่อให้ “รัฐกลันตัน” หยุดการให้ใช้พื้นที่เป็น “ฐานที่มั่น” หรือเป็น “หลังพิง” ให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
 
ความจริงสิ่งที่คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการฟังจากเรียวปากบางของ พล.อ.วัลลพ รักเสนะ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขคนใหม่คือ “นโยบายใหม่ๆ” หรือ “แนวทางใหม่ๆ” ที่จะนำไปสู่กระบวนการพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งหมด ซึ่งรวมถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดนในอดีตที่เวลานี้กลายเป็น “ขบวนรถเปล่า” ไปแล้วอย่าง “บีไอพีพี” หรือ “พูโล” ทั้งเก่าและใหม่ หรือขบวนรถที่เพียบด้วยอาวุธและกำลังรบอย่าง “บีอาร์เอ็น” ในเวลานี้
 
เนื่องจากเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า “แนวทางเก่าๆ” ที่อดีตหัวหน้าคณะพูดคุยทั้ง 2 คณะที่เคยทำไว้เกิด “ความล้มเหลว” รวมถึง “นโยบาย” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยเป็นผู้กำหนดก็กลายเป็น “ยาหมดอายุ” ไปแล้ว เพราะเป็นที่รู้กันมาแล้วแล้วว่า เชื้อโรคแบ่งแยกดินแดนที่แพร่ระบาดโดยบีอาร์เอ็น “ดื้อยา” ได้ถึงขนาดนี้
 .
ดังนั้น เมื่อ พล.อ.วัลลพ รักเสนาะ ยังยืนยันที่จะใช้ยาขนานนี้เพื่อรักษาโรคแบ่งแยกดินแดนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ได้สร้าง “ความหวังใหม่ๆ” ให้คนในพื้นที่เลย
 .
อย่างไรก็ตาม คำโบราณกล่าวไว้ว่า “อย่าติเรือทั้งโกลน” แต่เมื่อประมวลทุกเรื่องราวแล้วนั่นทำให้เชื่อมั่นว่า “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” จะไม่ทำไฟใต้ยังดับได้แน่นอน เช่นเดียวกับความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังจะดำเนินต่อไปแบบเบาบ้าง หนักบ้าง ตามสถานการณ์ที่บีอาร์เอ็นเป็นผู้กำหนด และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นผู้เล่นบทเดินตาม
 
ล่าสุด “เจ้าหน้าที่ป่าไม้ระดับ 7” ที่เป็น “ไทยพุทธ” ก็ได้เซ่นสังเวยไฟใต้เพิ่มอีก 1 ศพ ในขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุม “แนวร่วม” ขบวนการบีอาร์เอ็นได้เพิ่มอีก 2-3 รายเพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการซักถาม ซึ่งหลังจากนี้บรรดาคนไทยพุทธในพื้นที่ก็ต้องตั้งมั่นและระมัดระวังตนที่จะไม่เป็นเหยื่อสถานการณ์ อันเนื่องมาจากการ “เอาคืน” ของบีอาร์เอ็น
 .
สรุปสั้นๆ ง่ายๆ ไว้ ณ ที่นี้ได้ว่า พ.ศ.2562 หรืออีก 1 ปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป วิกฤตการณ์ไฟใต้ “ไม่มีอะไรในกอไผ่” อย่างแท้จริงยิ่งยวดครับ
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...