xs
xsm
sm
md
lg

"ทนายรณรงค์" ลงพื้นที่ตรวจสอบบุกรุกที่ดินแหลมสนบนเกาะพะงัน ไม่มีเหตุรุนแรงจากผู้ประกอบการ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์





สุราษฎร์ธานี - “ทนายรณรงค์” ลงพื้นที่ตรวจสอบการครอบครองบุกรุกที่ดินสาธารณะชายหาดแหลมสน ที่ถูกชาวบ้าน - นายทุน บุกรุก 119 ไร่ สร้างเป็นรีสอร์ท ร้านอาหาร ล่าสุดนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเพ็ชรพะงัน ได้นำหนังสือเข้าร้องต่อตำรวจกองปราบปราม และ ทนายรณรงค์ เพื่อทวงคืนที่ดินดังกล่าว


วันนี้ ( 29 พ.ย.) นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม พร้อมคณะ ได้เดินทางลงพื้นที่ บริเวณชายหาดแหลมสน หมู่ 8 ตำบลเกาะพะงัน อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ คณะสื่อมวลชน เดินทางไปตรวจสอบ ข้อเท็จจริง บริเวณชายหาดแหลมสน ซึ่งเป็นที่ดินที่สาธารณะ แต่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ใดๆ จากผู้ครอบครอง จากกรณี ที่ นายพิทยา อินทร์คง นายกเทศบาลตำบลเพชรพะงัน นำหลักฐานไปยื่นเรื่องเรียนต่อตำรวจกองปราบ โดยขณะที่ลงพื้นที่ ได้มี ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เกาะพะงัน หลายนายเดินทางมาสังเกตการณ์ แต่ไม่มีเหตุการณ์ ใดๆที่จะส่อไปถึงความรุนแรงจากกลุ่ม ผู้ประกอบการในพื้นที่แต่อย่างใด

จากกการตรวจสอบเเนวเขตพบว่ามีผู้เข้ามาครอบครอง ในที่ดินดังกล่าวจำนวน 14 ราย สำหรับที่ดินเข้าไปยึดถือครองเป็นเหมืองแร่เก่า ที่หมดสัปทานไป เมื่อประมาณ 30 กว่าปี ที่ผ่านมา และภายหลังได้มีชาวบ้านเข้าไปจับจอง เข้าทำกินอาศัยสร้างเป็นที่พักบ้างและสร้างเป็นรีสอร์ต และ ร้านอาหาร บนชายหาดดังกล่าว ก่อนหน้านี้ มีเนื้อที่จำนวน เพียง 80 ไร่ ในภายหลังคลื่นซัดทรายขึ้นมากองเป็นชายหาดงงอกออกไป จนถึงทุกวันนี้ มีที่ดิน รวมทั้งหมด 119 ไร่ และมีการสร้างรุกล้ำสร้างเขื่อนแนวกำแพงลงไปในทะเล


ขณะที่นายจักรพงษ์ ยวนานนท์ ผู้ประกอบการรายหนึ่ง เปิดเผย กับผู้สื่อข่าวว่า ตัวเองได้เดินทางเข้ามาบุกเบิกอาศัยเมื่อปี 2526 พร้อมได้ทำทะเบียนบ้าน และ ใบทะเบียนการค้า แต่ไม่มีใบเอกสารการถือครอบครองและโฉนดแต่อย่างใด ซึ่งเดิมทีที่ดินแปลงนี้เป็นเหมืองแร่เก่า และ ต่อมาเมื่อหน้ามรสุม ได้มีกระแสลมและคลื่นซัดทรายเข้ามา ทำให้มีที่ดินงอกเพิ่มขึ้น และ มีชาวบ้านในพื้นที่อีกหลายรายได้ทยอยเข้ามาจับจอง เพราะชาวบ้านไม่ทราบถึงข้อของกฎหมาย

นายจักรพงษ์ ผู้ประกอบการยั งกล่าวอีกว่า ในสมัยนั้นก่อนที่ตัวเองเข้ามาครอบครอง ก็ยังไม่มีเทศบาล และ อบต เกาะพะงัน เพิ่งมาใช้ พระราชกฤษฎีกา เมื่อปี พ.ศ.2534 ซึ่งทั้งนี้ตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรม โดยตนมีคดีฟ้องร้องกับศาลอยู่ 2 ข้อหา แต่ถึงย่างไรตนก็ขอให้เป็นกระบวนการของยุติธรรม ดีกว่า และอีกประการหนึ่ง ในพื้นที่บริเวณนี้ไม่มีผู้มีอิทธิพล และที่ดินดังกล่าวไม่มีมูลค่า เป็นร้อยล้านพันล้านอย่างที่เป็นข่าว


ด้านนายรณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ภายหลังจากที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เกิดมีกลุ่มชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่เริ่มทยอยเข้ามา รบกวนการทำงาน จึงทำให้การตรวจสอบติดตามข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวติดขัดไปบ้าง แต่ในเบื้องต้นจากการลงพื้นที่ ตรวจสอบพบว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวทั้งหมดไม่มีเอกสารสิทธิ์ อะไรเลย และการปลูกสร้าง รีสอร์ทต่างๆก็ไม่มีการขออนุญาต และที่ตนเองได้ลงพื้นที่ไปยื่นเรื่องกับตำรวจกองปราบก็ไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อกล่าว พรบ.ควบคุมอาคาร การก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาต และในเรื่องของการรุกที่สาธารณะ

ขอให้ทางตำรวจกองปราบดำเนินคดีแทนตำรวจที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากตำรวจที่สุราษฎร์ธานี ทำคดีล่าช้า และจากการลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ยังพบสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลอีกหลายประการ เช่นการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ต้องมาขออนุญาตจากทางเทศบาลเสียก่อน และเท่าที่ทราบมา ทราบว่าทางเทศบาลตำบลเพชรพะงัน ไม่เคยอนุญาตให้สร้างแต่อย่างใด ดังนั้นความผิดทางกฎหมายมันค่อนข้างที่จะชัดเจนอยู่แล้ว แต่พอทางเจ้าหน้าที่เทศบาลนำป้ายไปติดประกาศเพื่อให้ผู้ที่บุกรุกและครอบครองในที่ดินสาธารณะดังกล่าว ปรากฎว่า เจ้าหน้าที่ปลัดเทศบาลเพชรพะงัน ก็ถูกโยกย้ายออกจากพื้นที่ และ จากการสอบถามพูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังเปิดเผยว่า ชาวบ้านกับทางเทศบาลตำบลเพชรพะงัน ก็ไม่ได้มีการขัดแย้งในเรื่องส่วนตัวกันแต่อย่างใด


นายรณรงค์ ยังกล่าวต่ออีกว่า หลังจากลงพื้นที่ตรวจสอบในครั้งนี้ ก็จะนำหลักฐานทั้งหมดไปประมวนผล ว่า จะเดินต่อไปทางไหน แต่ก็ต้องไปเริ่มที่ทางตำรวจสุราษฎร์ธานี กับทางอัยการจังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า มีความเห็นตรงกันว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ เพราะหากในพื้นที่ยังไม่ดำเนินการใดๆทางทนายก็จะทำเรื่องส่งฟ้องเอง

จากนั้น นายรณรงค์ แก้วเพ็ชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ ทวงคืนความยุติธรรมในสังคมพร้อมคณะได้เดินทางเข้าไปพบกับนายพิทยา อินทร์คง นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลเกาะพะงัน พร้อมได้นั่งพูดคุยสรุปในเบื้องต้น


โดยนายพิทยา กล่าวว่า ในขั้นตอนการปฎิงานทางเทศบาลก็ไม่ได้นำเรื่องส่วนตัวเข้าไปปฎิบัติกับกลุ่มผู้บุกรุก ซึ่งทุก ๆ คนที่เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินบริเวณชายหาดแหลมสนดังกล่าว ทุกคนก็ทราบกันอยู่แล้ว ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินสาธารณะ ที่พลเมืองสามารถทำประโยชน์ใช้ร่วมกัน และในบางเรื่องหากนำเรื่องส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้องมันก็จะออกมาในรูปแบบเอื้อผลประโยชน์ ซึ่งการดำเนินการของเทศบาลตำบลเพชรพะงัน ก็ทำหน้าที่ไปตามข้อกฎหมาย

ซึ่งจากเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นก็หนักใจพอสมควร เนื่องจากเทศบาลเพชรพะงันโดดเดี่ยว ซึ่งจริงๆอำนาจและหน้าที่ ของข้อกฎหมายส่วนปกครองท้องถิ่น ในมาตรา 122 ส่วนปกครองท้องที่ เช่น อำเภอและ องค์กรส่วนท้องถิ่น มีหน้าที่ดูแลรักษาที่สาธารณะประโยชน์ อันเป็นสมบัติของแผ่นดิน




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...