xs
xsm
sm
md
lg

ปฏิบัติการ “ทุบราคายาง” ต้อนรับ “ประกันรายได้” ระวังดาบสองคม?!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย… จำนง ศรีนคร สื่อมวลชนอิสระ ชาวสวนและผู้ประกอบการแปรรูปยาง
 


 
ถือเป็นข่าวดีต่อเกษตรกรชาวสวยยางพาราทั่วประเทศ หลังมติที่ประชุม คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้เห็นชอบ “โครงการประกันรายได้เกษตรกร(ยางพารา)” ถือเป็นปฐมฤกษ์นโยบายประกันรายได้สินค้าเกษตรของ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” วงเงินทั้งสิ้นสำหรับเฟสแรกราว 2.4 หมื่นล้านบาท
 
โดยแบ่งเป็นการประกันตามโครงการแก่เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนตามเอกสารสิทธิ์ชนิดบัตรเขียว ได้แก่ ยางแผ่นคุณภาพดี 60 บาทต่อกิโลกรัม น้ำยางสด 57 บาทต่อกิโลกรัม พร้อมอนุมัติ 4 โครงการช่วยเพิ่มการใช้ยางในประเทศครอบคลุมเกษตรกร 1.4 ล้านราย คิดเป็นพื้นที่ 17 ล้านไร่
 
โดยที่ประชุม ครม.เห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพาราระยะที่ 1 ด้วยงบประมาณรวม 24,000 ล้านบาท ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่แน่นอนจากการประกันรายได้ และมีความมั่นคงในอาชีพ สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกร(ยางพารา) ระยะที่ 1 กำหนดระยะเวลาประกันรายได้ไว้ที่ 6 เดือน เริ่มตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึงเดือนมีนาคม 2563
 
โดยประกันรายได้ในยาง 3 ชนิด ประกอบด้วย 1. ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา 60 บาทต่อกิโลกรัม 2. น้ำยางสด DRC 100% ราคา 57 บาทต่อกิโลกรัม 3. ยางก้อนถ้วย DRC 100% 23 บาทต่อกิโลกรัม และกำหนดปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้ไว้ที่ 240 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี หรือ 20 กิโลกรัมต่อไร่ต่อเดือน
 
สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 และเปิดโอกาสให้เกษตรกรชาวสวนยางแจ้งขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กยท.กำหนด โดยเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไป เปิดกรีดแล้วสูงสุดท้ายละไม่เกิน 25 ไร่ โดยการจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกร กำหนดจ่ายให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดจ่าย 2 เดือน 1 ครั้ง
 
แล้วให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ประกอบด้วย ประกันรายได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่างวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562, ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562 ถึงมกราคม 2563 จ่ายงวดที่ 2 ระหว่างวันที่ 1-15 มกราคม 2563 และประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2563 จ่ายงวดที่ 3 ระหว่างวันที่ 1-15 มีนาคม 2563
 
ทั้งนี้การแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวนจะได้ร้อยละ 60 และคนกรีดยาง(ลูกจ้าง) ได้ร้อยละ 40 โดย ครม.เห็นชอบให้ใช้เงินทุนของ ธ.ก.ส.สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส.เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 และปีถัดไปตามความเหมาะสม เพื่อชำระคืนเงินต้นและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจริง
 .
นอกจากนี้ ครม.ยังอนุมัติอีก 4 โครงการที่นำไปสู่การที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้และยกระดับราคายางพาราในประเทศ ได้แก่ 
 .
1. ขยายวงเงินสินเชื่อ โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท, อนุมัติวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีก 10,000 ล้านบาท ทั้งนี้รวมวงเงินสินเชื่อ 25,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้ประกอบการขยายกำลังการผลิต หรือปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิตที่ตั้งอยู่เดิม หรือที่ตั้งขึ้นใหม่ ให้แก่ ผู้ประกอบการขั้นปลายน้ำ เช่น ถุงมือยาง ยางยืด ยางล้อ ยางที่ใช้ในงานวิศวกรรม เป็นต้น
 
โดยมีเป้าหมายให้มีการแปรรูปเพิ่มขึ้นจาก 60,000 ตันต่อปี เพิ่มเป็น 100,000 ตันต่อปี ระยะเวลาดำเนินโครงการเริ่มปี 2563-2569
 
2. อนุมัติขยายระยะเวลาดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อ เงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง วงเงิน 20,000 ล้านบาท ออกไปอีก 2 ปีตั้งแต่มกราคม 2563-ธันวาคม 2564 จากเดิมจะสิ้นสุดเดือนธันวาคมปี 2562 นี้ ซึ่งจะช่วยผลักดันราคายางหรือทำให้สูงกว่าต้นทุน ช่วยลดภาระงบประมาณจัดซื้อยางและจัดการสต็อกยางของรัฐบาล และช่วยดูดซับผลผลิตยางแห้งได้ถึงร้อยละ 11 จากผลผลิตยางแห้งทั้งปีที่ 3.2 ล้านตัน
 
3. เห็นชอบการขยายโครงการสนับสนุนสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนสถาบันเกษตรกร เพื่อรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาทออกไปอีก 4 ปี ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 มีนาคม 2567 โดยมีระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2563 ถึง 31 ธันวาคม 2566 เพื่อสนับสนุนสินเชื่อแก่สหกรณ์ทุกประเภท อันได้แก่ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่มีการประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยางพารา โดยกู้เงินจาก ธ.ก.ส.ขยายระยะเวลาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานโครงการ
 
4. ส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐออกไปอีก 3 ปี เริ่มตั้งแต่ตุลาคม 2562 ถึงเดือนกันยายน 2565 โดยตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการกำกับดูแล และให้หน่วยงานภาครัฐใช้วัตถุดิบยางพารา หรือผลิตภัณฑ์ยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และยางพาราของรัฐที่ กยท.เก็บไว้ ทำให้ภาครัฐใช้ยางพาราได้มากขึ้น ดูดซับได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม
 
ต้องนับเป็นเรื่องน่ายินดีกับมาตรการต่างๆ ที่ออกมา โดยเฉพาะส่วนต่างประกันรายได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวสวนยางทั่วประเทศ เพราะในสภาพปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า สถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรไทยทุกตัวทรุดลงอย่างหนัก โดยเฉพาะยางพาราที่ราคารับซื้อรายย่อยหน้าสวนในปัจจุบันต่ำเตี้ยเรี่ยดินชนิด “สามโลไม่ถึงร้อย” แล้ว
 
โดยราคารับซื้อน้ำยางสดท้องถิ่นหน้าสวนที่ DRC 100% ณ วันที่เขียนบทความชิ้นนี้ (24 พฤศจิกายน) อยู่ที่ 32 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งก็ยัง “สามโลไม่ถึงร้อยบาท” อยู่ดี แต่แน่นอนว่าสัญญานบวกจากนโยบายประกันรายได้ที่ออกมาย่อมส่งผลดี แต่จะจริงหรือไม่? ลองวิเคราะห์จากความจริงที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
 
ผลพวงของนโยบายประกันรายได้แก่ชาวสวนยางล็อตแรกที่มีเอกสารสิทธิ์นี้ เมื่อในช่วงตั้งแต่อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ(กนย.) ที่มี “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จาก “พรรคประชาธิปัตย์” หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาลนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ก่อนเข้าสู่ ครม.ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีนั่งคุมบังเหียน
 
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องของ “ราคายางตกต่ำ” ได้หนักหน่วงรุนแรงอย่างต่อเนื่อง อันที่จริงแล้ว สถานการณ์ราคายางตกต่ำมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานในระยะเกือบ 10 ปีมาแล้ว สลับไปสลับมา โดยเฉพาะในช่วง “รัฐบาลประยุทธ์ 1” ราคายางโดยเฉลี่ยที่จำความได้ไม่เกินกิโลกรัมละ 50 บาท(คิดที่ DRC 100% คือ ยางบริสุทธ์หรือยางแห้ง 100%)
 
ถือเป็นความเข้าใจผิดมาอย่างยาวนานของคนทั่วไปที่อยู่นอกวงการยางว่า ชาวสวนยางเก็บเกี่ยวน้ำยางสดจากต้นได้เท่าไหร่ ก็ให้คูณด้วยราคารับซื้อในช่วงขณะนั้น แล้วนั่นคือรายได้ที่ชาวสวนยางจะได้รับ แต่ทว่านั่นคือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
 
ตัวอย่างชาวสวนยางกรีดยางได้น้ำยางสด 10 กิโลกรัม ขณะที่ราคารับซื้อกิโลกรัมละ 40 บาท ก็ไม่ได้หมายความว่าเอา 10 ไปคูณด้วย 40 ได้ทันที แต่ต้องมีการตรวจวัดเปอร์เซ็นต์ยางแห้ง หรือเนื้อยางบริสุทธิ์แท้จริงที่ซ่อนอยู่ในน้ำหนักน้ำยางสดทั้งหมด เพื่อเอาหักออกจากปริมาณน้ำยางสดที่มีสัดส่วนของน้ำเจือปนอยู่
 
โดยปกติแล้วในทางวิชาการน้ำยางสดปริมาตรา 3 ส่วน จะเหลือยางแห้งอยู่เพียง 1 ส่วนเท่านั้น หลังจากนั้นจึงนำน้ำหนักของยางแห้งที่ตรวจวัดได้มาคูณด้วยราคารับซื้อ นั่นก็จะเป็นตัวเลขรายได้ที่ชาวสวนยางได้รับจริงจากการขายน้ำยางสด
 .
ตัวอย่างคือ น้ำยางสดหนัก 10 กิโลกรัม อาจเหลือยางแห้งเพียงแค่ 3 กิโลกรัม หรือคิดเป็นรายได้ดังนี้ น้ำหนักน้ำยางสด (3 กิโลกรัม) x ราคารับซื้อ (40 บาท) เท่ากับรายได้จากการขายน้ำยางสดดังกล่าวอยู่ที่ 120 บาทเท่านั้น
 .
และหากจินตนาการว่าเป็นรายได้ต่อวันของชาวสวนยาง 1 ครอบครัว แล้วยิ่งถ้าไม่ใช่สวนยางที่มีสวนยางเป็นของตัวเอง โดยไปรับจ้างกรีดให้กับเจ้าของสวนยางรายอื่น นั่นก็ต้องแบ่งรายรับในอัตราส่วนที่ปฏิบัติสืบกันมานับร้อยๆ ปีคือ 60 : 40
 
ดังนั้นคนรับจ้างที่ตามภาษาถิ่นใต้เรียกว่า “คนตัดยางหวะ” หรือคนเล็กคนน้อยเหล่านี้จะได้ส่วนแบ่งรายรับจากการขายน้ำยางสดดังกล่าวเพียงแค่ 40% ขณะที่เจ้าของสวนก็ไม่ได้ว่าจะได้มากมาย เพราะ 60% ของยอดขายในช่วงที่ราคาตกต่ำนั้น มันช่างน้อยนิด ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายหรือค่าครองชีพจิปาถะในยามเศรษฐกิจฝืดเคือง รายจ่ายบวม ขณะที่รายรับหดหายในยามนี้สำหรับทุกสาขาอาชีพในประเทศไทย
 
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น  ในช่วงไม่นานมานี้มีข่าวออกมาจากวงการการค้ายางระดับประเทศว่า มีกลุ่มขบวนการ อาศัยช่องว่างเข้า “ทุบราคายาง” อย่างหนักหนุ่วง ชนิดดิ่งลึกลงสู่ก้นเหวในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันอย่างมีนัยสำคัญ โดยอ้างเหตุปัจจัยที่น่าเชื่อถือแบบพอจะฟังขึ้นและดูสมเหตุสมผล ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่?!
 
จากข่าวลือในวงการการค้ายางระดับประเทศ เมื่อย้อนกลับไปช่วงไม่เกิน 1 เดือนก่อน ครม.จะมีมติเรื่องประกันรายได้ ราคาน้ำยางสดหน้าสวนเฉลี่ยอยู่ที่ 30 บาทปลายๆ ต่อกิโลกรัม ขณะที่นโยบายประกันรายได้ก็กำลังเร่งดำเนินการจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างขะมักเขม้น เพื่อเร่งบรรเทาความเดือดร้อนแก่เกษตรกร
 
ทั้งนี้นโยบายดังกล่าวได้ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยเจตนาที่ดีทั้งในระดับหน่วยงาน ระดับกระทรวง และระดับนโยบาย แต่พอเรื่องถูกส่งขึ้นไปข้างบนตามลำดับชั้น กลับดำเนินการได้ไม่เร็วนักอย่างที่ตั้งใจไว้
 
ที่เล่ามาทั้งหมดอาจซับซ้อนเข้าใจยาก ดังนั้นจะขอเล่าเชิงวิเคราะห์แบบบ้านๆ หรือแบบที่ชาวบ้านร้านตลาดเข้าใจกันง่ายๆ ถึง “ขบวนการทุบราคายางไทย” หากจะมีหรืออาจจะเกิดขึ้น ภายหลังนโยบายประกันรายได้อันมาจากเจตนาที่ดีเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยาง ดังนี้
 .
ผลในทางดีนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ที่ต้องมองโลกในแง่ลบ เนื่องจากใช้หลัก “กัลยาณมิตร” ที่สะท้อนแง่มุมที่หลากหลาย รอบด้าน อันอาจจะเป็นผลพวงในหลากหลายแง่มุมจากนโยบายประกันรายได้ยางที่นับหนึ่งแล้ว ดังนี้
 .
1. ต่อไปนี้สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้และยังไม่มีมาตรการใดๆ มาการันตีความปลอดภัยคือ เมื่อรัฐตัดสินใจเติมเม็ดเงินส่วนต่างที่ขาดไปจากการขายยางให้กับเกษตรกรจนเต็มเพดานราคาประกัน โดยไม่มีเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ใดๆ มากำกับดูแลราคารับซื้อของภาคเอกชน อาจส่งผลให้เอกชนรายใหญ่รับซื้อยางในราคาต่ำ หรือกดราคาเพื่อหวังทำกำไรสูงสุด เพราะจากนโยบายนี้รัฐเป็นผู้เติมเงินให้สำหรับส่วนต่างที่เกิดขึ้น
 
เข้าใจว่าตามกฎการของเสรี รัฐบาลย่อมไม่สามารถออกกฎหมาย ข้อบังคับ หรือสั่งการให้เอกชนรับซื้อในราคาขั้นต่ำได้ เพราะขัดต่อหลักการค้าเสรีและกลไกตลาด นั่นอาจนำไปสู่การตีความสองแง่สองง่ามต่อนโยบายนี้ว่า อาจมีผลช่วยให้เอกชนกดราคารับซื้อได้ถูกลงอย่างรุนแรง หรือเป็นการช่วยเอกชนกดราคายางทำกำไรได้ แม้เจตนาภาครัฐจะทำด้วยความหวังดีต่อเกษตรกรก็ตาม
 
2. เงินที่เติมให้กับส่วนต่างที่หายไปมาจากภาษีของคนไทยทุกคน อาจนำไปสู่ช่องว่างทางความรู้สึกได้ หากการดำเนินการเกิดข้อผิดพลาดในอนาคต และอาจต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล กระทบระบบการเงินการคลัง หรือส่งผลต่อการผูกพันงบประมาณข้ามปีอย่างไม่มีที่สิ้นสุดหรือไม่ เข้าสมการเดียวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับ “นโยบายรับจำนำข้าว” หรือไม่ และหากเกิดช่องโหว่หรือปัญหาขึ้นจะอุดหรือแก้ไขกันอย่างไร
 
ต้องขอบอกว่าไม่ได้ตื่นตูมไปเกินกว่าเหตุ แต่ข้อกังวลนี้ได้สะท้อนว่าเกิดขึ้นแล้วในช่วงก่อนหน้าที่ราคาน้ำยางสดหน้าสวนดิ่งลงทุกวันอยางมีนัยสำคัญ โดยราคาลดลงวันละ 1-2 บาทต่อกิโลกรัมแบบเป็นขั้นบันได หากทำเป็นกราฟก็จะเป็นกราฟแบบหัวทิ่มดินอย่างแปลกประหลาด
 
เมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมาวงการค้ายางระดับประเทศซุบซิบกันว่า มีขบวนการปล่อยข่าวมาจากผู้จัดการโรงงานยางยักษ์ใหญ่ส่งออกที่ถูก “ล้งข้ามชาติ” ซื้อหุ้นครอบกิจการไปแล้วแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคใต้ ว่า โรงงานยางที่เมืองฉงชิ่ง มณฑลเสฉวน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนเจ๊งแล้ว และจะทำให้ราคายางตกลงอย่างมาก
 
โดยมีการนำลิงค์ข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิกส่งไลน์ต่อๆ กันในแวดวงพ่อค้ายาง จนเกิดภาวะแตกตื่น หลายรายที่ถือสต็อกยางไว้ในมือจำนวนมากรีบเทขายยางสู่ท้องตลาดในภาวะที่ราคาดิ่งลงจากขบวนการที่คนในวงการเชื่อว่า อาจจะมีการ “ทุบราคายาง”
 
แต่เมื่อเช็คต้นตอที่มาของข่าวดังกล่าว กลับไม่มีที่มาที่ไป เป็นเพียงการแปลข่าวดังกล่าวมาจากสำนักข่าวท้องถิ่นเล็กๆ ของจีนสำนักหนึ่งตามปกติวิสัย และในต้นตอเนื้อข่าวกลับไม่ได้มีการบอกถึงสาเหตุที่โรงงานดังกล่าวเจ๊ง ที่สำคัญไม่บอกด้วยซ้ำว่าเป็นโรงงานผลิตสินค้ายางประเภทไหน เป็นยางล้อรถยนต์หรือยางประเภทใด แต่ทั้งหมดนี้เป็นความสอดคล้องต้องกันกับช่วงของวันหยุดประจำ “วันชาติจีน” ของทุกปี
 
โดยในทางความเชื่อของจีน ทุกกิจการร้านรวงจะหยุดทำงาน หยุดการซื้อขาย ตลาดล่วงหน้า “ไซคอม” ที่ตั้งอยู่ที่เซี่ยงไฮ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลกเรื่องการซื้อขายยางก็มีการปิดการซื้อขายในช่วงนั้น
 .
อนึ่ง วันชาติสาธารณรัฐประชาชนจีน (国庆节) ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคมของทุกปี และกิจการต่างๆ แทบทั้งประเทศก็มักจะหยุดในห้วงเวลานี้ถึง 7 วัน หรือระหว่างวันที่ 1-7 ตุลาคมของทุกปี
 .
และก็บังเอิญอีกว่า ข่าวลือหรือข่าวบอกต่อเป็นทอดๆ ที่เกิดขึ้นก็สอดคล้องต้องกันกับจังหวะเวลาในช่วงปลายปีที่ผลผลิตยางทั้งประเทศมีปริมาณผลผลิตออกมากที่สุดตามฤดูกาล อีกทั้งในวงการรับซื้อน้ำยางสดระดับหมู่บ้าน ตำบลและอำเภอก็ได้รับข่าวลือในทิศทางเดียวกัน ถึงขั้นว่าราคาน้ำยางสดจะดิ่งลงถึง 25 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหนักสุดในประวัติการณ์ด้วยซ้ำ
 
เรื่องวงจรยางทั้งระบบในเชิงโครงสร้างจึงทั้ง “กว้าง” และ “ลึก” ยากที่จะเข้าใจโดยง่าย เหมือนดินแดนเร้นลับที่ยากต่อการเข้าถึงมานานนับร้อยๆ ปี ตั้งแต่เกิดกระบวนการซื้อขายและส่งออกยาง โดยเฉพาะสำหรับคนนอกวงการยางอย่างเราๆ ท่านๆ ยากนักที่จะเข้าใจและเท่าทัน?!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...