xs
xsm
sm
md
lg

15 ปีไฟใต้หาใช่แค่สูญเสียงบฯ กว่า 3 แสนล้าน แต่ยังมี “ค่าตอบแทน” จาก “สงครามประชาชน” อีกมากมาย?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


 
2 เดือนสุดท้ายก่อนที่จะสิ้นปี 2562 สถานการณ์ไฟใต้กลับ “โชนแสง” ขึ้นมาอย่างรุนแรงอีกครั้ง เพราะนอกจากการสูญเสียครั้งใหญ่จากการที่โจรใต้ หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น” ยกกำลังเข้าโจมตีจุดตรวจ หรือป้อมยาม ชรบ.ทางลุ่ม บ้านทุ่งสะเดา หมู่ที่ 5 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ที่ทำให้เหล่า ชรบ.และ อรบ. ต้องพลีชีพถึง 15 ศพแล้ว ยังตามมาด้วยการที่ 2 สามีภรรยาที่เป็น “ไทยพุทธ” ซึ่งเป็นราษฎรใน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ถูกโจรใต้ปลิดชีพอีก 2 ราย กลายเป็นว่าแค่ 1 สัปดาห์เกิดความสูญเสียถึง 17 ศพด้วยกัน
 
นั่นหมายถึง “ค่าตอบแทน” ที่เกิดขึ้นจาก “ความขัดแย้ง” ระหว่างขบวนการแบ่งแยกดินแดนกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และยังมองไม่เห็นทางออกจากการใช้ “อาวุธเข้าโจมตี” ระหว่างกัน และทุกครั้งมักจะจบลงที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงประชาชนที่เป็น “กองกำลังท้องถิ่น” ที่ติดอาวุธเพื่อรักษาความสงบในหมู่บ้าน ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งปฏิบัติการเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เห็นถึงความรุนแรง และเป็นการ “เอาคืน” เจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายทหารและตำรวจที่สร้างความสูญเสียให้แก่สมาชิกของขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
เป็นการจ่าย “ค่าตอบแทน” ที่ไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับงบประมาณปีละกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งต้องจ่ายให้แก่ “กอ.รมน.ภาค 4” ในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ยาวนามมาก เพราะกินเวลาถึง 16 ปีแล้วที่ไม่ได้ทำให้กองกำลังของบีอาร์เอ็นอ่อนแอลง หรือหยุดการปฏิบัติด้วยความรุนแรง
 
แม้ว่าล่าสุด บีอาร์เอ็นก็ต้องจ่าย “ค่าตอบแทน” ของ “สงครามประชาชน” หรือ “สงครามการก่อการ้าย”ด้วยการสูญเสีย “แนวร่วมระดับหัวหน้า” ไป 2 ศพจากปฏิบัติการล้อมปราบของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในพื้นที่หมู่ที่ 1 ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งปฏิบัติการครั้งนี้อาจจะได้ “ความสะใจ” จากชาวไทยพุทธส่วนหนึ่งในพื้นที่ และอาจจะทำให้ประชาชนเห็นถึง “ความพร้อม” ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะเป็นการปฏิบัติการที่ “ยกระดับ” ของการใช้ความรุนแรงต่อโจรใต้หรือสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
เพราะมีการสนธิกำลังเข้าปิดล้อม มีการใช้ “แฟร์” หรือพลุในการยิงสู่ท้องฟ้าเพื่อส่องแสงสว่าง และมีการปฏิบัติการด้วยการใช้ “ยานปีกหมุน” เข้าร่วมปฏิบัติการ ซึ่งไม่บ่อยครั้งนักที่จะเห็นการปฏิบัติการของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อย่างที่ใช้ในการ “จับตาย 2 โจรใต้” ที่เป็นแนวร่วมระดับหัวหน้าของบีอาร์เอ็น
 
แต่การได้ลบชื่อ 2 แนวร่วมระดับหัวหน้าของบีอาร์เอ็นครั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องจ่าย “ค่าตอบแทน” ที่สูงลิ่วและอาจจะไม่คุ้มค่า เพราะหลังปฏิบัติการครั้งนี้ยังต้องจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งการซ่อมแซมบ้านเรือนที่ถูถล่มด้วยกระสุนและระเบิด ต้องมีการเยียวยาจิตใจของคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งไม่ต่างจากคนในพื้นที่บ้านทุ่งสะเดา ต.ลำพะยา ที่ต้องสูญเสีย ชรบ.ถึง 15 ศพ
 
และยังมี “ค่าตอบแทน” ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อาจจะต้องจ่ายมากกว่าคือ ในขณะที่บีอาร์เอ็นสูญเสียแนวร่วมระดับหัวหน้าไป 2 คน แต่อาจจะได้ “มวลชน” และได้ “แนวร่วมหน้าใหม่ๆ” เข้าสู่ขบวนการที่มากกว่า ซึ่งอาจจะได้เป็นร้อยหรือเป็นพันก็ย่อมได้
 
เนื่องเพราะถ้าดูจากพิธี “ฝังศพ” ของโจรใต้ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งไม่มีทั้งการละหมาด ไม่มีการอาบน้ำมายัตตามประเพณีทั่วไปด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าญาติพี่น้องผู้ตาย คนในพื้นที่และผู้นำศาสนาก็เห็นพ้องกันด้วยว่า “ผู้ตายเป็นนักรบ” 
 
เนื่องเพราะมีทั้งภาพและเสียงปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์ได้จากการแห่ศพเคลื่อนขบวนการไปยังสุสาน (กุโบร์) มีชายฉกรรจ์ที่จัดว่าเป็นเยาวชนตะโกนร่ำร้องไปตลอดทางว่า “ตักบีร” หรือ “ตักเบส” และดูจะเหมือนกันแทบทุกศพของคนที่เป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ถูกเจ้าหน้าที่ “วิสามัญ” จากเหตุปะทะกัน อันเป็นการที่พยายาม “สร้างกระแส” ให้การเสียชีวิตของแนวร่วมเหล่านี้เป็นผลมาจาก “สงครามศาสนา” ที่มีภาพของผู้ตายเป็นการพลีชีพในรูปแบบ “ซาอีด” ที่สมบูรณ์
 
ดังนั้น ในการสูญเสียของฟากฝั่งขบวนการบีอาร์เอ็นแต่ละครั้ง ฝ่าย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงต้องมีการจ่าย “ค่าตอบแทน” ที่มากยิ่งกว่า ซึ่งเชื่อว่าบรรดา “แม่ทัพ” หรือ “นายกอง” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าเอง ก็เข้าใจในเรื่องของ “ค่าตอบแทน” แต่ละครั้งที่เกิดจาก “สงครามประชาชน” แต่เมื่อสถานการณ์บังคับให้ต้องวิสามัญ เพราะฝ่ายของโจรใต้หรือแนวร่วมยอมที่จะพลีชีพแทนการถูกจับกุม
 
นอกจากนี้ การ “ยอมตาย” เมื่อถูกล้อมปราบของกำลังขบวนการแบ่งแยกดินแดน นั่นก็ต้องถือเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าเป็น “ไม้ตาย” ของบีอาร์เอ็น เพราะถ้าแนวร่วมตายยิ่งมากเท่าไหร่ นั่นเท่ากับจะทำให้สามารถเพิ่มจำนวน “มวลชน” รวมถึงดึง “นักรบหน้าใหม่” ให้ผู้เข้าร่วมขบวนการได้มากขึ้นเท่านั้น
 
ไม่เพียงเท่านั้น “ค่าตอบแทน” ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังต้องจ่ายแบบประเมินค่าไม่ได้อีกคือ หลังปฏิบัติการเด็ดชีพ 2 แนวร่วมระดับหัวหน้าของบีอาร์เอ็น ยังจำเป็นต้องมีแผนในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แบบ “เหวี่ยงแห” ตามมาด้วย เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านๆ มาทุกครั้งที่บีอาร์เอ็นสูญเสีย นั่นจะต้องมีการ “เอาคืน” และถ้ากระทำกับเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ก็ต้องหันไปกระทำการฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์แทน
 
ดังนั้น ครั้งนี้ก็น่าจะไม่ต่างกัน เพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ตระหนักดี จึงได้แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ระวังหรือป้องกันอันตรายที่จะเกิดจากการ “เอาคืน” ของโจรใต้หรือแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่า ใครหรือสถานที่ไหนจะกลายเป็นเหยื่อต่อไป
 .
นี่จึงเป็นการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องจ่าย “ค่าตอบแทน” ของสถานการณ์การก่อการร้ายด้วย “ชีวิตประชาชน”
 .
สถานการณ์ความรุนแรงจากการใช้กองกำลังและใช้อาวุธในการประหัตประหารกัน นอกจากจะได้ “ความสะใจ” แล้ว คนในพื้นที่ยังได้รับ “ผลกระทบในวงกว้าง” ตามมาอีกมากมายด้วย ซึ่งเป็นการจ่าย “ค่าตอบแทน” แบบที่ประเมินค่าไม่ได้ เช่น ความสูญเสียจากการค้าชายแดนที่ได้รับผลกระทบสูงมาก เป็นต้น
 
อย่างเวลานี้มีการเข้มงวดอย่างมากที่บริเวณชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งการค้า การท่องเที่ยว รวมถึงการเดินทางเข้า-ออกทั้งใน ต.ปาดังเบซาร์ ใน ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา รวมถึงชายแดนด้าน อ.สุไหงโก-ลก และ อ.ตาบใบ จ.นราธิวาส อันเป็นผลกระทบจาก “ยุทธการ” ของฝ่ายความมั่นคง จนทำให้เกิดความ ซบเซาทางเศรษฐกิจหนักขึ้นไปอีก
 
ผลกระทบเหล่านี้ถ้าเกิดขึ้นระยะสั้นๆ ก็น่าจะไม่เสียหายนัก แต่เมื่อสถานการณ์ภายในยิ่งเกิดความสูญเสียมากและยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นมาก การเข้มงวดกับแนวชายแดนก็ยิ่งเข้มงวดมาก เพราะในวันนี้กระสุนปืนและยุทโธปกรณ์ต่างๆ ที่แนวร่วมใช้ก่อเหตุส่วนใหญ่มาจากประเทศมาเลเซีย การควบคุมชายแดนย่อมเข้มงวดมากขึ้นและยาวนานยิ่งขึ้น
 .
เหล่านี้จึงคือ “ค่าตอบแทน” ของ “สงครามประชาชน” ที่หลายคนทำเป็นมองไม่เห็นและไม่อยากจะพูดถึง
 .
โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์โจมตี 15 ศพ ชรบ.และ อรบ.ที่บ้านทุ่งสะเดา ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา ได้มีแถลงการณ์ 2 ฉบับที่อ้างว่าเป็นของบีอาร์เอ็น ซึ่งฉบับแรกมีลักษณะยอมรับว่าปฏิบัติการละลายฐานป้อม ชรบ.ครั้งนี้เป็นฝีมือของขบวนการบีอาร์เอ็น และฉบับหลังมีเนื้อหาเตือนให้ “กองกำลังติดอาวุธภาคประชาชน” ให้รับรู้ถึงอันตรายในการเป็น “ผู้ช่วยเหลือ” เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเวลานี้ได้กลายเป็นเรื่องที่สร้าง “ความหวั่นไหว” ให้แก่คนในพื้นที่อย่างท่วมท้น โดยเฉพาะกับ “ไทยพุทธ” ที่ถูกจับจ้องให้ต้องเป็นเหยื่อสถานการณ์แทบทุกครั้ง
 .
และนี่เป็นอีกหนึ่งของการที่ต้องจ่าย “ค่าตอบแทน” จากการที่รัฐบาล กองทัพ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่สามารถสร้างความสงบให้เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง
 .
อีกเดือนกว่าๆ ก็จะถึงช่วงสิ้นปี 2562 ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเชื่อว่า วันนี้ประชาชนที่ยังต้องอยู่ในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย โดยเฉพาะกับ “คนไทยพุทธ” และ “กองกำลังประชาชนติดอาวุธ” ที่เป็น ชรบ. หรือ อรบ. และอีกหลายๆ ชื่อเรียก พวกเขาย่อมต้องไม่มีความสุขอย่างแน่นอน จึงไม่รู้ว่าห้วงเวลาเฉลิมฉลองปีใหม่และอื่นๆ จะกร่อยไปมากน้อยแค่ไหน
 
เนื่องจากไม่รู้ว่า “ศัตรู” จะมาเยือนเมื่อไหร่ และยิ่งหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่า “หมู่บ้าน” หรือ “ตำบล” ไหนที่ให้ ชรบ.เป็นผู้รักษาความสงบเป็นพื้นที่ “ปลอดการเคลื่อนไหวของแนวร่วม” ด้วยแล้ว พื้นที่นั้นๆ ยิ่งอาจต้องตกอยู่ในอันตรายยิ่งขึ้น เนื่องจากกำลังบีอาร์เอ็นอาจจะฉวยโอกาสเข้าโจมตีได้ทุกเวลา
 .
เพราะหน่วยงานความมั่นคงคิดอย่างนี้มิใช่หรือ จึงต้องสูญเสียชีวิตของ ชรบ.และ อรบ.ในเหตุการณ์เดียวกันถึง 15 ศพมาแล้วที่ จ.ยะลา
 .
นับแต่เวลานี้จนถึงช่วงสิ้นปีจึงเป็นห้วงแห่งอันตรายสำหรับคนในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะต้องจ่าย “ค่าตอบแทน” อย่างประเมินค่าไม่ได้จากสถานการณ์การก่อการร้ายที่เกิดขึ้น ยกเว้นแต่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สารมารถที่จะควบคุมพื้นที่ หยุดการเคลื่อนไหวของโจรใต้หรือแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นอย่างได้ผล
 
ดังนั้น “การประเมินความสูญเสีย” อันเนื่องมาจากมาตรการดับไฟใต้ไว้แค่ตัวเลข 15 ปี รวมแล้วกว่า 300,000 ล้านบาทของงบประมาณที่ใช้ไป นั่นต้องถือว่าเป็นเรื่องไม่ครบถ้วนกระบวนความ เพราะยังต้องคิดรายจ่ายเป็น “ค่าตอบแทน” ของความสูญเสียในด้านอื่นๆ ที่ตามมาอีกมากมายก่ายกองจาก “สงครามศาสนา” หรือ “สงครามประชาชน” รวมเข้าไว้ด้วย
   


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...