xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “บิ๊กตู่” ปลุกใจให้ชาวบ้านสู้โจรใต้! ก็ไม่ต่างจากยุ ‘แมลงเม่า’ บินเข้าสู่ “กองไฟ”?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ :  จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 


 
“น้ำตาท่วมวัด” 
.
ใช่แล้ว! นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วัดลำพะยา ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา เมื่อชาวบ้านผู้พลีชีพ 10 ศพ ถูกนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
 .
แต่โดยข้อเท็จจริงหลังการเกิดเหตุที่ ชรบ., อรบ., ผรส. และอื่นๆ ซึ่งถูกแนวร่วม ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบุกเข้าโจมตีจุดตรวจจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 15 ศพ และบาดเจ็บสาหัสอีก 5 คน น้ำตาของญาติๆ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ น้ำตาของคนชาวลำพะยา ชาวยะลา ชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงชาวไทยทั้งประเทศก็ “ท่วมใจ” นับตั้งที่คืนเกิดเหตุแล้ว
.
นั่นคือ “น้ำตาแห่งความสูญเสีย” และ “น้ำตาแห่งความคับแค้นใจ” ในเรื่องราววิกฤตปัญหาไฟใต้ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่อย่างยาวนาน
.
ข้อเท็จจริงการโจมตีจุดตรวจ ชรบ.ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ไม่เคยเกิด จริงๆ แล้วกลับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเอาเสียด้วย เพราะ ชรบ. และ อรบ.ต่างเป็น “เป้าหมายเปราะบาง” ที่สุด เนื่องจากผ่านการฝึกด้านยุทธวิธีทางทหารมาแบบเบาๆ
 
เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการสูญเสียมากมายอย่างนี้เท่านั้น เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในป้อมหรือจุดตรวจไม่เกิน 5-6 คน ถ้าสูญเสียก็สูญเสียประมาณนั้น รวมทั้งส่วนใหญ่ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” มักจะต้องการเพียงแค่ “ชิงอาวุธปืนไปใช้” โดยมิได้ “หมายเอาชีวิต” สักเท่าไหร่
 
แต่ในเหตุการณ์ครั้งนี้ที่ต้องสูญเสียมากมายถึง 15 ศพและบาดเจ็บอีก 5 คนนั้น เป็นเพราะมีการนัดประชุมพบปะของคนในพื้นที่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรักษาความสงบในหมู่บ้านด้วย จึงทำให้มีทั้ง ชรบ. อรบ. และ ผรส. มาร่วมชุมนุมกันมากกว่า 20 คน ซึ่งโจรใต้หรือแนวร่วมรู้ล่วงหน้าแล้วว่าในวันดังกล่าวจะมีการชุมนุม ณ จุดตรวจแห่งนี้ จึงได้เข้าโจมตีและประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดที่ฝ่ายพลเรือนต้อง “พลีชีพ” ถึง 15 ศพ
 
คงไม่ต้องไปกล่าวโทษใคร เพราะถึงจะกล่าวโทษกันถึง “ความล้มเหลว” ในการแก้ปัญหาไฟใต้ นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้คนตายฟื้นคืนชีพ ไม่ได้ทำให้คนบาดเจ็บหายบาดเจ็บ และไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด
 
ทว่า มีสิ่งที่ต้องถามไถ่กันให้รู้เรื่องคือ “หน่วยงานความมั่นคง” จะดำเนินการอย่างไรต่อ “กองกำลังท้องถิ่น” หรือบรรดา “ประชาชนอาสา” ที่เรียกว่า ชรบ. และ อรบ. ซึ่งเป็นกองกำลังที่รัฐฝึกอบรมและติดอาวุธให้ทำหน้าที่รักษาความสงบในหมู่บ้าน และที่สำคัญคือ ณ เวลานี้ก็มีเป็นจำนวนมากมายเสียด้วย
 
ที่ผ่านมา “ขบวนการบีอาร์เอ็น” ไม่ได้ “เอาจริง” กับเป้าหมายกองกำลังท้องถิ่นอย่าง ชรบ.และ อรบ.สักเท่าไหร่ เพียงแค่ทำการ “หยอกเอิน” ด้วยการจับมัดบ้าง จับขังบ้าง แล้วยึดอาวุธปืนเอากลับไป ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นปืนลูกซองยาวและปืนพกสั้น แต่ไม่ถึงกับที่จะเอาชีวิตอย่างที่เกิดขึ้นที่ป้อมยามบ้านทางลุ่ม ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา แบบหนนี้
 
เพราะถ้าบีอาร์เอ็นเอาจริงกับ “กองกำลังติดอาวุธภาคประชาชน” ต่างๆ ที่มีอยู่จำนวนมากมายเหมือนอย่างที่กระทำกับ ชรบ.บ้านทางลุ่ม เชื่อได้ว่ากองกำลังเหล่านั้นจะไม่มีทางสู้ หรือทำได้ก็คือ “สู้ตาย” อย่างที่เกิดขึ้น
.
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามนับจากนี้ต่อไป “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ควรต้องหาทางอย่าให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยขึ้นอีก
.
ดังนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องเร่งดำเนินการในการ “ป้องกัน” ทุกวิถีทาง และอย่าเชื่อว่าขบวนการบีอาร์เอ็นจะไม่มีการปฏิบัติการแบบเดียวกันนี้อีก เพราะขึ้นชื่อว่า “โจรแบ่งแยกดินแดน” พวกเขาก็สามารถจะกระทำทุกอย่างเพื่อให้สมประโยชน์
 
เมื่ออ่านข่าวพาดหัวตัวเป้งของหนังสือพิมพ์บางฉบับที่ว่า “ปลุกชาวบ้านสู้ไฟใต้” จากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เรื่องนี้กลับทำให้ไม่เข้าใจว่า การที่นายกรัฐมนตรีมีวิธีคิดให้ชาวบ้านสู้กับโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน สิ่งนี้เป็นวิธีคิดที่ถูกต้องหรือไม่
 
เนื่องเพราะโดยสภาพที่เป็นจริงนั้น ชาวบ้านในพื้นที่เป็น “มุสลิม 90%” ส่วนผู้ร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็เป็น “มุสลิมถึง 100%” เมื่อคนในพื้นที่ส่วนใหญ่กับผู้ก่อการร้ายเป็นคนในเผ่าพงศ์เดียวกัน การที่จะปลุกให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาต่อสู้นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากยิ่ง
 
ที่สำคัญการใช้ความรุนแรงระดับขั้น “โหดร้าย” ที่บีอาร์เอ็นใช้กับ “ศัตรู” หรือคนที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกับตนเองนั้น ย่อมทำให้คนส่วนใหญ่ “หวาดกลัว” และพร้อมจะยอมอยู่นิ่งๆ ยอมที่จะตกอยู่ในอิทธิพลหรือเชื่อฟังคำข่มขู่เพื่อการ “อยู่รอดปลอดภัย” ของตนเองและครอบครัว
 
หรือจะปลุกให้ “ไทยพุทธ” ลุกขึ้นสู้กับบีอาร์เอ็น นั่นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากคนไทยพุทธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เคยมีอยู่กว่า 200,000 คน แต่ในวันนี้ลดลงเหลือไม่ถึง 60,000 คนแล้ว แถมยังมีการอพยพหนีภัยไฟใต้ออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่องตามสถานการณ์ที่ยังนับวันมีแต่จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
 
ณ วันนี้คนไทยพุทธที่ชายแดนใต้กำลังตกอยู่ในสภาพ “ชุมชนถดถอย” อย่างสาหัสสากรรจ์ การที่จะปลุกใจให้พวกเขาลุกขึ้นสู้กับบีอาร์เอ็น นั่นก็ไม่ต่างไปจากยุยงบรรดา “แมลงเม่า” ให้บินเข้าไปเล่นกับกองไฟชัดๆ
 
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าจาก “สายข่าว” ของฝ่ายเจ้าหน้าที่ระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นคนไทยพุทธและมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นผู้นำท้องที่หรือผู้นำท้องถิ่นที่ทำหน้าที่เป็น “มือส่งข่าว” ให้แก่หน่วยงานของรัฐ ห้วงเวลานี้ยังตกอยู่ในเป้าหมายถูก “ปลิดชีพ” เป็นว่าเล่น
 
ดังนี้แล้ว การที่จะปลุกใจให้ชาวไทยพุทธหรือชาวไทยมุสลิมลุกขึ้นต่อสู้ ผลที่ได้ก็ไม่น่าจะแตกต่างอะไรกับการขอร้องให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นประณามขบวนการบีอาร์เอ็น ซึ่งก็กระทำกันแบบนี้มาต่อเนื่องยาวนานกว่า 15 ปีมาแล้ว โดยที่ก็ไม่ได้ทำให้ขบวนการบีอาร์เอ็นสำนึกถึงความผิดบาปใดๆ แต่อย่างใด
 
ที่สำคัญการปลุกให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นมาสู้กับบีอาร์เอ็น หรือให้หยัดยืนอยู่กับฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ เรื่องนี้ใครจะการันตีได้ว่าพวกเขาจะอยู่รอดปลอดภัยจากการตกเป็นเหยื่อสถานการณ์ได้เล่า และที่สำคัญกว่านั้นอาจจะทำให้ “ช่องว่าง” ระหว่างคน 2 ศาสนิกถูกถ่างให้กว้างออกไปยิ่งขึ้นอีกหรือไม่ ซึ่งอาจจะไปเข้าทางหรือเข้าแผนขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เร่งเร้าให้เกิด “สังคมเชิงเดี่ยว” อย่างเป็นที่ประจักษ์ชัดเจนยิ่งขึ้นหรือไม่
 
สิ่งที่ทั้ง รัฐบาล รวมถึง กองทัพ และ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องทำจึงไม่ใช่เรื่องของการ “ปลุกเร้า” ให้คนในพื้นที่ลุกขึ้นต่อสู้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพราะนอกจากไม่สำเร็จแล้ว ยังอาจจะนำไปสู่การสร้าง “ความขัดแย้ง” อันถือเป็น “เงื่อนไขใหม่” ให้เพิ่มขึ้นหรือไม่
 
การที่ปัญหาไฟใต้โชนเปลวระลอกใหม่ผ่านมากว่า 15 ปี หรือกำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 16 ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า แต่ถึงเวลานี้กลับยังเต็มไปด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงนั้น เป็นเพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คิดเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ได้คิดที่จะ “สลายความขัดแย้ง” อันถือเป็น “ต้นตอ” หรือ “รากเหง้า” ของวิกฤตปัญหาที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนาน
.
จึงอย่าได้แปลกใจที่กว่าทศวรรษครึ่งมาแล้ว ท่ามกลางเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ มากมายก่ายกอง สังคมไทยกลับแทบไม่เคยได้เห็น “แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ปรากฏขึ้นสักครั้งเดียว
.
ขอถามหน่อยได้ไหมว่า การที่ “รัฐบาล” และ “กองทัพ” ใช้นโยบาย “การทหารนำการเมือง” เพื่อดับไฟใต้มาแล้วกว่า 15 ปี เมื่อไฟใต้ไม่มีวี่แววว่าจะมอบดับได้เลย ทำไมจึงไม่คิดที่จะให้มีการปรับเปลี่ยนบ้างเล่า
.
อย่างเช่นการปรับกลับมาใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” แบบที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วในอดีต อันทำให้ความรุนแรงลดลงแบบแทบจะหมดไป จนผู้ถืออำนาจรัฐสมัยนั้นถึงกับเคยประกาศก้องว่า บรรดาโจรใต้ก็ไม่ต่างอะไรกับ “โจรกระจอก” แล้วให้รีบกวาดล้างให้สิ้นซาก
 
นอกจากนี้ การใช้ “กฎหมายพิเศษ” ต่อเนื่องยาวนานมาถึงกว่า 15 ปี นอกจากเป็น “เงื่อนไข” ให้บรรดานักสิทธิมนุษยชนและภาคประชาสังคม ทั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในประเทศไทยและในต่างประเทศต่างใช้ “โจมตี” ได้แล้ว
 
ต้องขอถามตรงๆ ไว้ ณ ตรงนี้ว่า แท้จริงแล้ว “กฎหมายพิเศษ” ที่ประกาศใช้กันมาต่อเนื่องยาวนานได้ “สร้างผลกระทบ” อะไรบ้างไหมให้เกิดแก่โจรใต้หรือแนวร่วม และโดยเฉพาะกับบรรดา “แก่นแกน” ของขบวนการบีอาร์เอ็น
 
คำตอบในเรื่องนี้แม้จะไม่เคยหลุดออกมาจากเรียวปากงามๆ ของผู้นำรัฐบาล กองทัพ หรือกระทั่งหน่วยงานความมั่นคง แต่สำหรับสังคมไทยต่างรับรู้ในใจกันมาตลอดคำตอบนั้นมีว่า ถือเป็นเรื่อง “เปล่าดาย” เป็นอย่างยิ่ง เพราะ โจรแบ่งแยกดินแดนไม่เคยกลัวและไม่เคยสนใจ “กฎหมายพิเศษ” อยู่แล้ว
 
เคยมีการวิเคราะห์หรือประเมินกันบ้างไหมว่าการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ใช้ “งบประมาณ” ถมลงไปจำนวนมากมายมหาศาล เพื่อหวังให้ไฟใต้มอบดับหรือเพียงแค่ให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นเท่านั้น อย่างเรื่องราวของการสร้าง “พหุวัฒนธรรม” และ “กำปงตักวา” ที่ดำเนินการต่อเนื่องมาหลายปี
.
ในวันนี้ได้ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาบ้างเล่า หรือเพียงแค่ “ได้ทำ” และได้ “ใช้งบฯ ตามใจ” ไปแล้ว ส่วนจะตอบโจทย์การดับไฟใต้หรือไม่ นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย
.
อย่างไรก็ตาม ณ เวลานี้ก็เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายพิเศษอยู่ แต่นั่นหมายความว่าใช้แล้วต้องให้ได้ผลในทางปฏิบัติ กล่าวคือ สามารถทำให้เหตุร้ายลดลงได้ เป็นต้น อันเป็นผลจากกฎหมายพิเศษได้สร้างผลกระทบโดยตรงต่อขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
แต่ถ้ามีกฎหมายพิเศษแล้วไม่สามารถที่จะสร้างผลกระทบใดๆ กับบรรดาโจรใต้เลย นั่นก็ต้องถึงเวลากลับไปประเมินเสียใหม่ว่า กฎหมายพิเศษที่ใช้เป็น “ยาหมดอายุ” หรือว่าบรรดาโจรใต้ทั้งหมดสามารถปรับตัวให้ “ดื้อยา” ได้เป็นเวลานานเกินไปแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ควร “ดันทุรัง” ที่จะใช้อีกต่อไป
 
การที่ กอ.รมน.ภาค 4 ได้ออกมากล่าวถึงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเป็นเรื่องการจัดกำลังชุด “ชป.จรยุทธ์”โดยการให้ทหารเลิกนอนนอกฐาน แต่ให้ไปนอนใต้ถุนบ้านชาวบ้าน หรือการลาดตระเวนในป่า การปิดล้อมตามแนวชายแดน ฯลฯ ซึ่งถือเป็นเรื่องของการแค่ปรับเปลี่ยน “ยุทธวิธี” ทั้งสิ้น แต่กลับยังไม่เห็นการก้าวรุกเข้าสู้การปรับเปลี่ยน “ยุทธศาสตร์” ของการแก้ปัญหาไฟใต้แต่อย่างใด
.
สิ่งที่สำคัญในการแก้ปัญหาไฟใต้คือ ต้องมี “ยุทธศาสตร์” ที่ถูกต้องและชัดเจน
.
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้รับรู้ความจริงว่าความรุนแรงและความเลวร้ายที่เกิดเป็นน้ำมือของบีอาร์เอ็น และเพื่อให้ทราบว่าเวลานี้บีอาร์เอ็นมีการตั้งฐานกำลังอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเพื่อนบ้านเรานี่แหละที่เป็นหลังพิงอันเข้มแข็งให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้เปิดปฏิบัติการก่อการร้ายขึ้นในบ้านเมืองเรา
 
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อให้รู้ว่า “หมู่บ้านตามแนวชายแดน” โดยเฉพาะด้าน จ.นราธิวาส ได้ถูก “จัดตั้ง” โดยขบวนการบีอาร์เอ็นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เวลานี้ได้ใช้เป็นที่ผลิตระเบิดแสวงเครื่อง เป็นที่เก็บสะสมอาวุธยุทโธปกรณ์ และเป็นที่พักพิงเมื่อลงมือก่อเหตุได้สำเร็จ เป็นต้น
 
ถ้ามี “ยุทธศาสตร์” ที่ถูกต้องและชัดเจนแล้ว นั่นก็จะทราบได้ว่าการดับไฟใต้อย่างถาวรมีเพียง 2 หนทางเท่านั้น ประการหนึ่งคือ เปิดการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเป็นกิจจะลักษณะและเอาจริงเอาจังเสียที เพื่อให้ยุติการเป็นหลักพิงให้แก่บีอาร์เอ็น และอีกประการหนึ่งคือ ต้องเปิดฉากคุยกับผู้นำบีอาร์เอ็นอย่างเป็นทางการ เพื่อยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธให้ได้เร็ววัน
.
สำหรับวิธีการอื่นๆ ที่ใช้อยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ถ้าจะบอกว่าล้วนแล้วแต่เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” ทั้งสิ้นก็ไม่น่าจะผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงแต่อย่างใด
.
สุดท้ายมีประเด็นสำคัญที่สุดที่จะบอกเล่าไว้ ณ ที่นี่คือ ห้วงเวลาประมาณ 2 เดือนที่เหลือก่อนจะย่างกรายเข้าสู้ปี 2563 ขบวนการบีอาร์เอ็นได้ส่งสัญญาณให้รับรู้แล้วว่า พวกเขายังจะพยายามก่อเหตุรุแรงให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง
.
ดังนั้น เวลานี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะหยัดยืนใช้แค่ “ยุทธวิธี” ในการต่อสู้เพียงเท่านั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว แต่ควรจักต้องมีการกำหนด “ยุทธศาสตร์” ใหม่ๆ เพื่อการเอาชนะต่อศัตรูของชาติบ้านเมืองเราด้วย
.
ทั้งหมดทั้งปวงแล้วในเวลานี้มีเรื่องสำคัญมากคือ “แม่ทัพ” และ “นายกอง” ทั้งหลายต้องอย่างมอง “กลุ่มคนเห็นต่าง” ไม่ว่าจะเป็นนักสิทธิมนุษยชน นักการเมืองในพื้นที่ เอ็นจีโอ นักวิชาการ และแม้แต่ “สื่อมวลชน” ว่าเป็นพวกไม่รักชาติบ้านเมือง หรือเป็นแนวร่วมให้แด่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะอย่าทำเกินเลยจนถึงขั้นผลักคนเหล่านี้ให้ไปเป็น “ศัตรู” ที่จะต้องเอาเป็นเอาตายกัน
.
เนื่องเพราะวิธีคิดเยี่ยงนี้มีแต่จะนำไปสู่ “ความล้มเหลว” ในทุกๆ นโยบายและมาตรการที่ใช้ดับไฟใต้นั่นเอง
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...