xs
xsm
sm
md
lg

“ยาเสพติด” อีกภัยแทรกซ้อน ‘ไฟใต้’ ที่ค้าขายกันได้ไม่ต่างจาก ‘ร้านสะดวกซื้อ’ ในชุมชน?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
รายงานโดย… เมือง  ไม้ขม
 


 
การแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างรวดเร็วในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ช่วงหลายปีมานี้มีอาการส่อแสดงออกชัดเจนจนน่าเป็นห่วงยิ่ง จนเวลานี้สามารถบอกว่าไม่มี “หมู่บ้านปลอดยาเสพติด” เหลืออยู่แล้ว แถมครอบครัวไหนไม่มีคนติดยาเสพติดเลยจะถูกจับตามองว่า “เป็นสิ่งแปลกปลอม” ของชุมชนไปแล้ว 
 
จริงอยู่ภาคใต้ไม่มีการตั้งโรงงานยาเสพติดตามแนวตะเข็บชายแดนหรือในพื้นที่ เพียงแต่ที่ผ่านๆ มาได้ทำหน้าที่เป็นประตูส่งผ่านไปยังประเทศมาเลเซีย หรือต่อเนื่องไปยังประเทศในทวีปอื่นๆ ทั่วโลก ดังนั้นแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้จึงทำได้แค่เพียงเป็น “สถานที่พักยา” ก็ว่าได้
 
ถ้าติดตามข่าวคราวการจับกุมยาเสพติดได้ระดับบิ๊กล็อต ไม่ว่าจะหลักแสนหรือล้านเม็ด ไม่ว่าจะจับได้ที่ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคเหนือ หรือกระทั่งในภาคใต้เอง ผู้ต้องหาที่ถูกรวบตัวได้มักจะให้การที่คล้ายๆ กันคือ รับจ้างส่งยาเสพติดไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะนำไปส่งให้ถึงมือผู้รับที่ จ.นราธิวาส หรือ จ.ปัตตานีเสียเป็นส่วนใหญ่
 
เป็นที่น่าสังเกตว่าคนใต้ที่เข้าร่วมขบวนการค้ายาเสพติดมากที่สุดคือ “มุสลิมชายแดนใต้” และถ้าตรวจสอบให้ลึกไปกว่านั้นอีกจะพบว่า มีทั้งที่เป็นนายทุน ผู้รับจ้างขน ผู้ค้าปลีก เด็กเดินยา ขณะเดียวกันผู้ติดยาก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ และที่สำคัญผู้ที่อยู่ในขบวนการเหล่านี้มักจะเป็น “ผู้มีฐานะ” ทั้งที่ไม่เคยมีเทือกสวนไร่นา หรือดูจากภาพนอกแล้วไม่น่าจะมีอาชีพที่มั่นคงใดๆ เลย
 
อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตต่อแก้ปัญหายาเสพติดของทางการไทยบางประการ กล่าวคือ มาเลเซียที่ถูกจัดว่าเป็นทางผ่านยาเสพติดที่ถูกส่งไปจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย แต่ทำไมแทบไม่เคยปรากฏเป็นข่าวให้เห็นว่า ทางการมาเลเซียมีการจับกุมยาเสพติดได้ล็อตใหญ่หรือผู้ค้ารายใหญ่ ทั้งที่นายทุนใหญ่ส่วนหนึ่งก็เป็นคนมาเลย์เชื้อสายจีน
 
และที่ต้องตั้งข้อสังเกตอย่างเป็นพิเศษไว้ด้วยคือ ทั้งนายทุนและผู้ค้ายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลังถูกออกหมายจับ พวกเขาจะหลบหนีไปฝั่งตัวอยู่ในมาเลเซียเกือบทั้งสิ้น
 

แฟ้มภาพ
 
ที่สำคัญคนในขบวนการยาเสพติดของภาคใต้ไม่ได้ค้าขายและเสพติดเฉพาะยาบ้า ยาไอซ์ ฝิ่นและเฮโรอินเท่านั้น โดยเฉพาะคนในจังหวัดที่มีชายแดนติดกับมาเลเซียอย่าง จ.สงขลา พวกเขาคือ “ผู้นำเข้ากระท่อม” ซึ่งเป็นยาเสพติดประเภท 5 จากมาเลเซียเข้ามาขายในไทย โดยนิยมนำมาผลิตเป็น “เครื่องดื่ม 4 คูณ 100” ที่กำลังฮิตมากในภาคใต้ เพราะราคาถูกกว่ายาเสพติดชนิดอื่นๆ และโทษทางกฎหมายก็เบากว่า ไม่ว่าจะในฐานะผู้เสพหรือผู้ค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกลงโทษเพียงการจ่ายค่าปรับเท่านั้น
 
วันนี้ “ตลาดพืชกระท่อม” ในภาคใต้เป็นเรื่องราวกล่าวขานกันใหญ่โตมาก ใบกระท่อมที่นำเข้าจากมาเลเซียถูกส่งขายไปถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว ซึ่งคนที่นั่นก็รู้จักเครื่องดื่ม 4 คูณ 100 เป็นอย่างดี จึงเชื่อว่าถ้ายังไม่มีมาตรการที่ดีพอในการสกัดกั้น อีกไม่นานขบวนการจากใต้จะสามารถกระจายพืชกระท่อนไปขายกันได้ในทุกภูมิแน่นอน และจะมีการพัฒนาสูตรเครื่องดื่มจากพืชกระท่อมที่เข้มข้นยิ่งขึ้นด้วย ถึงวันนั้นบ้านเมืองเราก็อาจจะเต็มไปด้วยคนติดยา 
 
ยิ่งในเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ ผู้คนยากจนลง ผู้ค้ายาเสพติดจึงต้องระบายสินค้าแบบตัดราคากันจนถูกเอามากๆ เพราะถ้าขายแพงผู้เสพก็ไม่มีเงินซื้อ อย่างเวลานี้มีข่าวสะพัดว่ายาบ้าขายกันแค่เม็ดละ 15-30 บาทในหลายพื้นที่ นี่จึงเป็นเหตุให้เยาวชนที่ชอบลองของ โดยเฉพาะนักเรียนทั้งประถมและมัธยมรวบรวมเงินกันซื้อยาบ้ามาแบ่งกันเสพได้อย่างสบายใจเฉิบ กลายเป็นว่า “เด็ก ป.4-ป.6” หันมาเสพยาบ้ากันมากขึ้น
 
มีการตั้งสังเกตว่า เมื่อมีการทลายขบวนการค้าเสพติดที่จับได้ทั้งของกลางและผู้ต้องหาเป็นจำนวนมากแบบถี่ยิบขึ้น แต่ทำไมยาเสพติดก็ยังแพร่ระบาดไปได้ในแทบจะทั่วทุกพื้นที่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะลดลงได้ โดยเฉพาะกับพื้นที่ภาคใต้ และที่สำคัญกับแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
หนึ่งในคำตอบสำคัญถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ขบวนการค้ายาเสพติดที่ถูกสกัดจับได้ว่ากันว่ามีแค่เพียงประมาณ 10% ของปริมาณที่นำเข้า ส่วนที่เหลืออีกราว 90% ยังดำเนินการได้อย่างเป็นปกตินั่นเอง
 
เช่นเดียวกับ ใบกระท่อมจากมาเลเซียที่ลักลอบนำเข้ามาตามแนวชายแดนด้าน อ.สะเดา จ.สงขลามากที่สุดนั้น “รั้วกั้นเขตแดน” ระหว่างไทย-มาเลเซียระยะทางหลายสิบกิโลเมตรได้ถูกขบวนการค้าใบกระท่อม “ตัดถ่าง”เป็นช่องๆ ไว้แล้วมากมายหลายจุดเพื่อการขนส่งกระสอบใส่ใบกระท่อมข้ามเข้ามาในฝั่งไทย
 

แฟ้มภาพ
 
หากถามว่ามีการจับกุมจากเจ้าหน้าที่หรือไม่ คงต้องตอบว่าก็มีการจับกุมทั้งจากฝ่ายทหาร ฝ่าย ตชด. ฝ่ายปกครองและกระทั่งศุลกากรที่มีหน้าที่ตรงเกือบแทบจะทุกวัน เพียงแต่ปริมาณที่จับกุมได้มีน้อยกว่าเอามากๆ เมื่อเทียบปริมาณที่ยังไม่ถูกจับ
 
ในกรณีการลำเลียงยาเสพติดข้ามประเทศลอดรั้วลวดหนามและมุดกำแพงที่กางกั้นระหว่างประเทศนั้น เป็นที่ทราบกันว่าขบวนการทำได้สำเร็จได้เพราะเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐของทั้ง 2 ชาติต้อง “สมรู้ร่วมคิด” ด้วย มิฉะนั้นเชื่อว่าลำพังนายทุนหรือคนในขบวนการค้ายาเสพติดเองคงทำไม่สำเร็จ 
 
ประเด็นที่สำคัญคนที่อยู่ในขบวนการค้ายาเสพติดนอกจากนายทุนทั่วๆ ไปแล้ว ยังมี “ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่” รวมอยู่ด้วย อย่างในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส ถ้าเปิดรายชื่อในบัญชีผู้ค้ายาเสพติดแล้วจะพบว่า ส่วนหนึ่งเป็น “ผู้นำท่องที่” หรือ “ผู้นำท้องถิ่น” หรือ “นักการเมืองลูกที่” ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นรวมถึงบรรดา “คนใกล้ชิด” ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ล้วนเป็นผู้มีอิทธิพล มากบารมี ร่ำรวยพรรคพวกที่อยู่ในแวดวงราชการแทบจะทั้งสิ้น
 
ประเด็นสุดท้ายที่การปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติดในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใตยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร เป็นเพราะ “ตำรวจ” ในแต่ละท้องที่ยังแสวงหาผลประโยชน์จากเครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มระดับกลางๆ หรือพวกที่เป็นนายทุนน้อย เด็กเดินยา หรือกระทั่งผู้เสพติด
 
โดยแต่ละโรงพักจะมีการจัดตั้ง “ชุดปราบปรามยาเสพติด” โดยเฉพาะ และจะมี “เซฟเฮาส์” เพื่อนำตัวผู้ถูกจับกุมไปสอบสวนเพื่อ “รีดข้อมูล” โดยเฉพาะรายชื่อคนในเครือข่าย แต่สุดท้ายมักจะจบลงที่การบังคับ “รีดเงิน”ของชุดจับกุมดังกล่าง จนมีคำพูดที่รู้กันในหมู่ของนักค้ายา นักเดินยาและผู้ติดยาว่า “กระท่อม 5 พัน” ส่วน “ยาบ้า 5 หมื่น” นั่นหมายถึงผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้เสพยาและไม่ต้องการติดคุกต้องจ่าย
 
อย่าลืมว่าคนบนโรงพักแทบทุกแห่งจะรู้ดีว่าใครเป็นนายทุน ใครเป็นคนเดินยาและใครเป็นผู้ติดยาในพื้นที่ ดังนั้นถ้าทุกโรงพักมีนโยบายในการปราบปรามยาเสพติดให้น้อยลงหรือหมดไปจริงคงทำได้ไม่ยาก เพราะมีบัญชีรายชื่อของคนเหล่านี้อยู่ในมือ หรือสามารถรีดเอาจากต้นตอของการระบาดของยาเสพติดที่มาจาก “เด็กเดินยา” ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร เพราะคนพวกนี้ทำหน้าที่คล้ายร้านสะดวกซื้อแถมขายกันตบลอด 24 ชั่วโมงเลยด้วย
 

แฟ้มภาพ
 
อย่างไรก็ตามมีสิ่งที่อันตรายที่สุดในภาวะเศรษฐกิจถดถอยช่วงปัจจุบันคือ “อัตราคนว่างงาน” ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก และในปีการศึกษาหน้าจะมีคนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีอีก 2-3 แสนคน คนหนุ่มคนสาวที่มีการศึกษา ที่ต้องว่างงานเหล่านี้ส่วนหนึ่งเจะดินเข้าสู่วงจร “อบายมุข” โดยเฉพาะไม่มีอาชีพไหนที่สามารถหาเงินได้ง่ายและได้มากเหมือนกับการเข้าร่วม “ขบวนการค้ายานรก”
 
เป็นที่น่าสังเกตว่าคนค้ายาส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นจาก “คนว่างงาน” ที่เคลียดและไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิต จึงเริ่มต้นด้วยการ “เสพยา” และเมื่อ “ติดยา” ก็ต้องเข้าสู่วงจรของการ “เดินยา” ให้กับนายทุน ก่อนที่บางรายจะพัฒนายกระดับตัวเองไปเป็น “นายทุนรายย่อย” เสียเอง
 
ส่วนที่ต้องจัดว่าเป็นเรื่องอันตรายที่สุดในเวลานี้คือ คนที่อยู่ในแวดวงการค้ายาเสพติดในระดับหมู่บ้านหรือตำบล ทั้งในพื้นที่ภาคใต้และโดยเฉพาะในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พวกเขาล้วนเห็นดีเห็นงามกับอาชีพการค้ายาเสพติด เหตุผลหลักเป็นเพราะอาชีพอื่นๆ รายได้ไม่พอใช้ เพราะไหนจะค่ากินอยู่ ค่าบ้าน ค่ารถยนต์ ค่าส่งลูกๆ เรียนหนังสือ ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ล้วนได้มาจากการขายยาทั้งนั้น แถมยังมีเงินก้อนให้เก็บซุกซ่อนไว้ใช้จ่ายได้อีกด้วย
 
เมื่อคนค้ายาในหมู่บ้านและตำบลดูดีมีฐานะ การที่ใครๆ จะเข้าร่วมขบวนการค้ายาเสพติดกับเขาบ้าง ในเวลานี้จึงถูกมองเป็นเรื่องที่แสนจะ “ปกติ” หรือ “ธรรมดา” เอามากๆ เช่นเดียวกับการที่ “ใครจะติดยา” แล้วใช้ชีวิตร่วมอยู่ในหมู่บ้านหรือตำบลก็ไม่ได้เป็นสิ่ง “แปลกปลอม” อะไรเลย แถมคนทั้งครอบครัวยินดีจะช่วยกันค้ายาเสียอีก ส่วนเรื่องการผลัดกันเดินเข้า-ออกเรือนจำก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอับอายขายหน้าแต่อย่างใด
 
ดังนั้นคำถามที่สังคมควรต้องช่วยกันตะโกนให้ดังที่สุดเท่าที่จะทำได้คือ รัฐบาลมีนโยบายหรือมาตรการอะไรที่จะแก้ปัญหาหรือหยุดขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งกำลังระบาดและกัดกินแผ่นดินด้ามขวานทอง รวมถึงทั้งประเทศชาติอย่างหนักหน่วงอยู่ในขณะนี้?!
 
โดยเฉพาะกับ “แผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้” ที่ปัญหายาเสพติดถือเป็น “ภัยแทรกซ้อน” ที่กำลังช่วยโหมกระหนำให้ “ไฟใต้” โชนเปลวไหววาบเอิบอาบไปทั่ว ณ เวลานี้?!
  

แฟ้มภาพ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...