xs
xsm
sm
md
lg

คณะ กมธ.กฎหมายฯ เดินทางเข้า “ค่ายวังพญา 41” ที่ยะลา ฟังบรรยายสรุปการปฏิบัติงานจนท.

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ยะลา - คณะ กมธ.กฎหมายฯ เดินทางเข้า “ค่ายวังพญา 41” อ.รามัน จ.ยะลา รับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ “ช่อ” เชื่อจะสามารถเป็นตัวกลางในการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนในพื้นที่ได้ทุกฝ่าย

วันนี้ (31 ต.ค.) คณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และรองประธานคณะกรรมาธิการ นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และโฆษกคณะกรรมาธิการ นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.พรรคประชาชาติ, นายอาดิลัน อาลีอิสเฮา ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และนางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เดินทางไปยังหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ยะลา โดยไม่มี นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เดินมาด้วยในครั้งนี้ เนื่องจากติดภารกิจด่วนไม่สามารถเดินทางมาร่วมกับคณะในครั้งนี้ได้

โดยเมื่อคณะกรรมาธิการเดินทางมาถึงหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ก็มี พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า/โฆษกกองทัพภาค 4, พ.อ.คมกฤช รัตนฉายา ผู้บัญชาการกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้, พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ต.วังพญา อ.รามัน จ.ยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ทหารที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับคณะฯ ก่อนที่จะเข้าร่วมรับฟังการบรรยายสรุปการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41

โดยในการบรรยายสรุปการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร พ.อ.สิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ได้เป็นผู้บรรยายสรุปการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในกรณีการใช้กฎหมายพิเศษ และการเชิญตัวผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง มาควบคุมตัวยังศูนย์ซักถามภายในหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน

ภายหลังการบรรยายสรุปเสร็จสิ้น พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และโฆษกกองทัพภาค 4 ได้เปิดโอกาสให้ทางคณะกรรมาธิการกฎหมาย ได้ซักถามในข้อประเด็นที่สงสัย ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง

นายรังสิมันต์ โรม โฆษกคณะกรรมาธิการ ได้เปิดประเด็นถามถึงกรณีการตรวจเก็บดีเอนเอของประชาชนในพื้นที่ เพราะมีการร้องเรียน ซึ่งต้องการทราบข้อมูลว่า ทางเจ้าหน้าที่มีการตรวจเก็บดีเอนเอจริงหรือไม่ และมีวัตถุประสงค์อย่างไรในการเก็บดีเอนเอ รวมไปถึงมีวิธีการป้องกันข้อมูลทางดีเอนเอ เรื่องที่ 2 คือการลงทะเบียนซิมส์โทรศัพท์มือถือในระบบ 2 อัตลักษณ์ที่กำลังดำเนินการอยู่ และประเด็นที่ 3 คือสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน นักศึกษาในพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น การเสวนาถึงกรณีการใช้กฎหมายความมั่นคงในพื้นที่ ทางเจ้าหน้าที่จะมีวิธีการสื่อสารหรือสร้างความเข้าใจกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างไร และประเด็นสุดท้ายคือกฎหมายพิเศษหรือกฎหมายความมั่นคงที่ใช้อยู่ในพื้นที่ จะมีความเป็นไปได้เพียงใดที่จะลดอำนาจลง

ต่อมา นายนิรมิตร สุขจารี คณะกรรมาธิการ ได้กล่าวถึงประเด็นของสถานที่ควบคุมตัวผู้ถูกเชิญตัวมาซักถาม โดยยกตัวอย่างการเสียชีวิตในขณะควบคุมตัว ทางเจ้าหน้าที่ควรที่จะมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารอย่างละเอียด และชัดเจน รวมไปถึงการเปิดโอกาสให้ญาติได้เข้าเยี่ยม หรือการขอพบแพทย์ ประเด็นสุดท้ายคือ การยกเลิกกฎหมายพิเศษนั้น ก็ขอให้มีการพิจารณาในที่ประชุมทุกๆ 3 เดือน ตามที่มีการปฏิบัติ และติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง

นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และคณะกรรมาธิการ ได้กล่าวถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในการใช้กำลังเข้าตรวจค้น ขอให้ทุกครั้งที่มีการปฏิบัติการดังกล่าวนั้น ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ในบริเวณดังกล่าว รวมไปถึงการควบคุมตัวหรือการเชิญตัวผู้ต้องสงสัย ให้มีการแจ้งญาติหรือครอบครัวทุกครั้ง ว่าจะนำตัวไปไหนอย่างไรให้มีรายละเอียดชัดเจน เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ครอบครัวหรือญาติพี่น้อง

ในส่วนของ นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการตรวจเก็บดีเอนเอของประชาชนในพื้นที่ว่า มีการกระทำโดยสมัครใจหรือไม่อย่างไร และข้อมูลดีเอนเอที่ได้ไปแล้วจะเก็บไว้ในฐานข้อมูลใด เจ้าของดีเอนเอสามารถรับทราบได้หรือไม่ว่าจะนำไปใช้อย่างไร

จากนั้นทางคณะกรรมาธิการ ได้เดินเยี่ยมชมสถานที่บริเวณศูนย์ซักถาม ที่ตั้งอยู่ภายในหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 41 โดยมีทั้งสถานที่ซักถาม ซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง สถานที่ประกอบพิธีละหมาดทางศาสนา และห้องพัก ที่ปรับเปลี่ยนให้มีความสะดวกสบาย และมองเห็นได้ชัดเจน พร้อมทั้งการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมมากถึง 18 ตัว

น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ และรองประธานคณะกรรมาธิการได้ให้สัมภาษณ์ว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ได้รับฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทั้งของทางเจ้าหน้าที่ และการเปิดเวทีรับฟังข้อมูลจากประชาชน ซึ่งประเด็นหลักๆ ที่ได้รับคือการใช้กฎหมายพิเศษ ที่รู้สึกว่าส่งผลกระทบต่อประชาชน เรื่องของการลงทะเบียนซิมส์โทรศัพท์มือถือ และเรื่องของการตรวจดีเอนเอ ซึ่งประชาชนรู้สึกไม่ไว้วางใจ ทำให้คณะกรรมาธิการฯ คิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องเป็นเวทีกลางให้แต่ละฝ่ายได้มาชี้แจง ซึ่งปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ไม่ใช่ปัญหาของความมั่นคง แต่เป็นเรื่องของการสร้างความเชื่อใจกัน ดังนั้นทางคณะกรรมาธิการฯ เชื่อว่า การเปิดเผยความโปร่งใส ในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐได้รับการตรวจสอบ โดยสื่อมวลชนหรือประชาชนจะเป็นผลดีกับทุกฝ่าย

“อย่างน้อยการเดินทางลงมาของคณะกรรมาธิการฯ จะสามารถทำให้ประชาชนได้เห็นว่า ทางเจ้าหน้าที่มีการปฏิบัติงานกันอย่างไร ในสถานที่ควบคุมตัว ศูนย์ซักถาม มีความเป็นอยู่อย่างไร อีกทั้งทางคณะกรรมาธิการฯ ก็ได้ให้ข้อชี้แนะแก่เจ้าหน้าที่ว่า ประชาชนภายนอกมองการทำงานการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่างไร ซึ่งทางเจ้าหน้าที่เองก็ควรที่จะเพิ่มความชัดเจนให้ประชาชนได้เกิดความมั่นใจ ในส่วนของเรื่องการงทะเบียนซิมส์ ก็จะมีการติดต่อสอบถามไปยัง กสทช.ว่ามีการดำเนินการอย่างไร หากไม่มีการลงทะเบียนซิมส์ตามกำหนดจะมีการตัดสัญญาณหรือไม่ และหากมีการตัดสัญญาณมือถือจริง จะเข้าข่ายขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่” น.ส.พรรณิการ์ วานิช กล่าว

สำหรับการพูดถึงประเด็นของการให้กาชาดสากล เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบหรือดำเนินการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น น.ส.พรรณิการ์ วานิช กล่าวว่า การเปิดข้อมูลไม่ว่าจะทั้งหน่วยงานในประเทศหรือต่างประเทศ ที่เข้ามาก็จะทำให้เจ้าหน้าที่มีความโปร่งใส มีประโยชน์ในการสร้างความเชื่อมั่น และหากทางกาชาดสากลเข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ทางคณะกรรมาธิการก็เชื่อว่า หน่วยงานกาชาดสากล สามารถเขียนรายงานได้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการ ก็สนับสนุนให้มีการเปิดเผยข้อมูลในการปฏิบัติงาน

“ในเวทีกรรมาธิการก็มีครอบครัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร ที่ได้รับผลกระทบ และสูญเสียจากการปฏิบัติหน้าที่ หรือถูกฝ่ายตรงข้ามลอบทำร้าย ก็ได้มีการพูดคุยให้ข้อมูลถึงการได้รับการช่วยเหลือเยียวยา ซึ่งก็พบข้อมูลที่น่าตกใจว่าบางครอบครัว การเยียวยาก็ยังไม่ถึงตามกำหนดกฎเกณฑ์ หรืออาจจะยังไม่ครบตาม พ.ร.บ.การเยียวยา ซึ่งหากใครมีความเดือดร้อนจากตรงนี้ หรือยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ก็สามารถที่จะร้องเรียนเข้ามาได้ เพื่อให้ทางคณะกรรมาธิการได้ช่วยตรวจสอบให้ความยุติธรรม สำหรับผู้ที่สูญเสียไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม ในส่วนของเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดมา 15 ปี จนทำให้มีหลายพื้นที่ถูกละทิ้งถิ่นฐานไป การที่จะดำเนินการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนได้อาศัยอยู่ร่วมกันนั้น คงเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ ทางคณะกรรมาธิการ ซึ่งอยู่ในสภาก็คงจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้เต็มที่ แต่ในฐานะกรรมาธิการ การเปิดเวทีกลางให้หลายๆ ฝ่ายได้เข้ามาเปิดข้อมูล และสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเชื่อว่าหากทางคณะกรรมาธิการเป็นผู้ที่จะพูดในฐานะที่เป็นกลาง ก็จะสามารถสร้างความเข้าใจให้กับประชาชน และหน่วยงานในพื้นที่ได้” น.ส.พรรณิการ์ วานิช กล่าว

ทางด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองเลขาธิการ กองอำนวยการักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า และโฆษกกองทัพภาค 4 เปิดเผยว่า การดำเนินนโยบายของแม่ทัพภาค 4 ต่อการใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่นั้น ก็บังคับใช้เท่าที่จำเป็นในบางมาตรา ตามเหตุที่เห็นสมควร ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้เลือกนำมาปฏิบัติเพียงบางมาตราเท่านั้นเอง เช่น การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ใช้เพียง 2 มาตรา คือการควบคุมตัว และขยายเวลาในการควบคุมตัว แต่ในประเด็นข้อสงสัยจากคณะกรรมาธิการฯ นั้น เป็นเพียงการรับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ใช่ความคิดเห็นโดยรวมของคนทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะผู้ที่ร้องเรียนส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมาย

ซึ่งในวันนี้ ก็ได้ให้ความเข้าใจแก่คณะกรรมาธิการกฎหมายฯ ในภาพใหญ่ว่า กลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมาย แต่ยังมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทำจากการกระทำของผู้ที่ก่อเหตุรุนแรง ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องปรับให้เกิดความสมดุลกับทั้งสองฝ่ายให้ได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้อธิบายมาตลอดว่า การบังคับใช้กฎหมายด้วยเหตุผลอะไรบ้าง และมีความจำเป็นอย่างไร ซึ่งการดำเนินการสืบคนบุคคลที่กระทำการก่อเหตุนั้น ต้องใช้อำนาจของกฎหมายพิเศษในการปฏิบัติ ซึ่งไม่สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่ตามปกติที่พึงกระทำได้

และอีกเหตุผล คือผู้ที่มีส่วนรู้เห็นในการก่อเหตุบางส่วนนั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง ถ้าหากกระบวนการกฎหมาย ป.วิอาญา กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะถูกออกหมายจับ ป.วิอาญาด้วยเช่นกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาตามามากมาย และในกระบวนการซักถาม ก็จะเจาะจงเพียงบุคคลที่มีพฤติกรรมต้องสงสัย หรือมีข้อมูลข่าวปรากฏมาก่อนหน้า หรือถูกซัดทอดจากผู้ที่ถูกจับกุมก่อนหน้า ซึ่งก็จะดำเนินการเชิญตัวมาสอบปากคำซักถาม ถ้ามีความเกี่ยวพันก็จะดำเนินการตามกฎหมาย แต่หากไม่พบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องก็จะปล่อยตัวกลับไป

“ในส่วนของการลงทะเบียนซิมส์มือถือ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ ไปรับฟังความคิดเห็นมาจากผู้ที่ร้องเรียนหรือประชาชน ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มีการชี้แจงประชาสัมพันธ์ไปอย่างต่อเนื่องว่ามีความจำเป็น และสำคัญต่อบุคคลเพียงใด เนื่องจากที่ผ่านมานั้น ในการก่อเหตุพบว่ามีกลุ่มผู้ก่อเหตุใช้ซิมส์โทรศัพท์เคลื่อนที่ก่อเหตุ โดยแอบอ้างข้อมูลในการไปซื้อซิมส์มาใช้ในการดำเนินการ อย่างที่เคยสืบสวน และจับกุมได้ที่ จ.สงขลา กรณีการก่อเหตุระเบิดนางเงือก ซึ่งซิมส์โทรศัพท์ถูกสั่งซื้อมาจากกรุงเทพมหานคร โดยครูสอนศาสนาในพื้นที่ จำนวน 20 ซิมส์ และนำไปให้สามีแจกจ่ายให้กับกลุ่มก่อเหตุ ซึ่งการลงทะเบียนซิมส์การ์ดนั้นจะต้องดูว่าใครได้ประโยชน์ และใครเสียผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมาทาง กสทช. เคยรายงานว่ามีการขโมยซิมส์ หรือเอกสารไปจดทะเบียนซิมส์ เพื่อก่ออาชญากรรมหรือก่อเหตุ ทั้งนี้หากบริสุทธิ์ใจก็ลงทะเบียนเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง”

ในส่วนของกฎหมายพิเศษ ก็จะมีการหารือทุกๆ 3 เดือนในแต่ละพื้นที่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และทำการประเมินสถานการณ์ จึงขอให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่น และมั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และในชีวิตทรัพย์สินของประชาชน
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...