xs
xsm
sm
md
lg

“ศอ.บต.” ในบทบาทที่ไม่ได้ทิ้ง “กลุ่มไทยพุทธ” ไว้ข้างหลัง?!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 
พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กับบทบาทที่ไม่ต้องการท้ิงคนไทยพุทธไว้ข้างหลัง
 
วิกฤตไฟใต้ยิ่งผ่านไปนานปี ยิ่งพบเห็นถึง “รากเหง้า” ความขัดแย้งที่น่าตระหนก วันนี้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มี บีอาร์เอ็น เป็นแก่นแกนก่อเหตุเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่และประชาชนที่เป็น “มวลชน” ของรัฐกลายเป็นเรื่อง “พื้นผิว” ที่อาจจะแก้ได้ด้วยยุทธวิธีที่งานปกติของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่ความขัดแย้งที่หยั่งรากลึกและมี “อคติ” ของกลุ่มคนในพื้นที่เกี่ยวข้องด้วยมีแต่จะยิ่งยากแก้ได้ เห็นได้จากการแสดงออกของ กลุ่มคนไทยพุทธ ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งเวลานี้ไม่ใช่แค่เห็นต่างกับเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องการดับไฟใต้เท่านั้น ยังมากมายความรู้สึกของ “ความเหลื่อมล้ำ” เพราะถูกทำให้ด้อยกว่า มุสลิม ที่เป็นคนส่วนใหญ่ในพื้นที่
 
จึงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกเกลียดชัง ไม่เป็นมิตร หวาดระแวงของ กลุ่มคนต่างศาสนา อันเป็นผลจาก “สังคมเชิงเดี่ยว” ถูกขยายมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหน่วยงานความมั่นคงก็ทราบดีถึงประเด็นนี้ จึงพยายามจะสร้าง “พหุวัฒนธรรม” ให้เกิดขึ้นมาทดแทน เพราะเล็งเห็นว่าหากทิ้งไว้ย่อมไม่เป็นผลดีกับผืนแผ่นดินปลายด้ามขวานอย่างแน่นอน
 
มีตัวเลขที่ปรากฏชัดในเรื่องของ “ชุมชนเชิ่งเดี่ยว” ที่รัฐยังแก้ปัญหาไม่ได้ เช่น ใน จ.ยะลามี 390 ชุมชน แบ่งเป็นไทยพุทธเชิงเดี่ยว 23 ชุมชน เป็นมุสลิมเชิงเดียว 219 ชุมชน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม 134 ชุมชน และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเข้มแข็งแค่ 14 ชุมชน, จ.ปัตตานีมี 632 ชุมชน เป็นไทยพุทธเชิงเดี่ยว 50 ชุมชน เป็นมุสลิมเชิงเดี่ยว 434 ชุมชน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม 96 ชุมชน และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเข้มแข็งแค่ 52 ชุมชน, จ.นราธิวาสมี 606 ชุมชน เป็นไทยพุทธเชิงเดี่ยว 47 ชุมชน เป็นมุสลิมเชิงเดี่ยว 444 ชุมชน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม 99 ชุมชน และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเข้มแข็งแค่ 16 ชุมชน, ส่วน จ.สงขลาเฉพาะใน 4 อำเภอคือ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อยมี 360 ชุมชน เป็นไทยพุทธเชิงเดียว 111 ชุมชน เป็นมุสลิมเชิงเดี่ยว 150 ชุมชน เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม 94 ชุมชน และเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมเข้มแข็งแค่ 15 ชุมชน
 
ทั้งนี้ในส่วนของ ชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรม และ ชุมชนสังคมพหุวัฒนธรรมเข้มแข็ง ที่กล่าวมา นั่นก็ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นจริงขนาดไหน เพราะวิธีปฏิบัติงานในพื้นที่ของหน่วยงานความมั่นคงนั้น หลายครั้งหลายคราถูกทำให้เชื่อว่าเป็นเพียงตัวเลขของการ “สร้างภาพ” ซึ่งอาจจะไม่เป็นจริงตามที่กล่าวอ้างก็เป็นได้
 
ไม่รู้ว่าเป็นการ “สร้างภาพ” หรือเป็น “ความมุ่งมั่น” กันแน่ ที่ผ่านมาการแก้ปัญหาความแตกแยกหรือความหวาดระแวงระหว่าง กลุ่มคน 2 ศาสนานิก ในชุมชนเพื่อสลายสังคมเชิงเดี่ยว แล้วให้แปรเป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เราได้เห็นบทบาทของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งในส่วนของ “ศูนย์สันติวิธี” และการขับเคลื่อนที่ผ่านทาง พล.อ.มณี จันทร์พิทย์ ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 4 และผู้แทนพิเศษของรัฐบาล โดยพยายาม “แชร์ความรู้สึก” ของพี่น้องไทยพุทธด้วยการจัดตั้ง “สมาคม” และ “สมาพันธ์” คนไทยพุทธในพื้นที่เพื่อสร้างความเป็น “กลุ่มก้อน” และการจัดงบประมาณส่งเสริมพระพุทธศาสนา บูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามทั้งที่เป็น “วัดร้าง” ก็มี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มั่นคง
 
ในขณะที่เดียวกันหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านงานของฝ่ายพลเรือนอย่าง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ในเวลานี้หัวเรือใหญ่คือ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร ในฐานะเลขาธิการ ศอ.บต. อันเป็นหน่วยงานที่เคยมีบทบาทในการ “จัดสรรงบประมาณ” เพื่อทำกิจกรรมให้กับพี่น้องชาวไทยพุทธ ซึ่ง ณ วันนี้ว่ากันว่ามีเหลืออยู่ในพื้นที่เพียงประมาณ 50,000 คน จากที่เคยมีอยู่ก่อนเกิด “ไฟใต้ระลอกใหม่” หรือก่อนปี 2547 ถึงกว่า 200,000 คน เพื่อที่จะให้พี่น้องไทยพุทธที่ยังไม่โยกย้ายถิ่นฐานสามารถอยู่ในพื้นที่ต่อไปอย่างปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะต้องการสร้างความรู้สึกว่า ไฟใต้ไม่ใช่เป็นผลมาจากความขัดแย้งทางศาสนา
 
แต่ถ้าติดตามดูงานด้านการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาใน “มิติงานพลเรือน” ของ ศอ.บต.จะพบว่า ในปีงบประมาณที่ผ่านมาได้มีแผนงานและโครงการที่มุ่งเน้นในการช่วยเหลือคนไทยพุทธและพุทธศาสนาเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะในเรื่องวัดร้าง ไม่มีพระสงฆ์ในวัด ที่กลายเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนใจต่อคนไทยพุทธเป็นอย่างมาก ซึ่งมีข้อมูลว่าในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส มีวัด สำนักสงฆ์และที่พักสงฆ์รวม 386 แห่ง แบ่งเป็นวัด 301 แห่ง เป็นสำนักสงฆ์ 63 แห่ง และเป็นที่พักสงฆ์ 22 แห่ง ในจำนวนนี้เป็นวัดร้างเสีย 16 แห่ง โดย ศอ.บต.ได้จัดสรรงบประมาณกว่า 26 ล้านให้กับการทำนุบำรุงวัดเหล่านี้ รวมทั้งการให้พระสงฆ์กลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่เพื่อเป็นขวัญกำลังใจของคนไทยพุทธและเป็นการทะนุบำรุงพุทธศาสนาสืบไป
 
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม อาทิ การฟื้นฟูวัดร้างคือ “วัดจินดาพลาราม” หมู่ที่ 3 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา และ “วัดนพวงศาราม” ถ.มะกรูด อ.เมือง จ.ปัตตานี โดยเฉพาะวัดจินดาพลารามนั้นมีการส่งเสริมให้คนไทยพุทธกลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ แล้วมุ่งสร้างพื้นที่ให้ปลอดภัยโดยความร่วมมือของคนในพื้นที่ที่เป็นมุสลิม
 
ในปี 2562 ศอ.บต.ได้ร่วมมือกับพุทธสมาคมใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สำนักพุทธและวัฒนธรรมจังหวัด จัดกิจกรรม “ยกย่องพระเถระผู้ควรแก่อัญชลี” โดยการยกย่องพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่ควรแก่การกราบไหว้ ให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อเป็นทั้งขวัญและกำลังใจแก่พระสงฆ์และคนไทยพุทธ
 
รวมถึงมีกิจกรรมส่งเสริมศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นอย่างทั่วถึง เช่น สนับสนุนงานชักพระ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คนไทยพุทธในพื้นที่ยึดมั่นสืบสานให้เป็นงานใหญ่ของจังหวัด อีกทั้งจัดสรรงบประมาณให้กับกิจกรรมต่างๆ ทั้งงานบุญผ้าป่า บุญกฐิน และยังจัดงบประมาณสำหรับดูแลผู้สูงอายุ สนับสนุนกิจกรรมของคนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งมุ่งเน้นให้มีการทำกิจกรรมในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง
 
ที่สำคัญ ศอ.บต.ได้เข้าไปดำเนินการในชุมชนที่ที่เป็น “ชุมชนไทยพุทธถดถอย” ด้วย ตัวอย่างที่ “ชุมชนบ้านท่าด่าน” ต.ดอกรัก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ในการช่วยเหลือสร้างบ้านให้ 10 หลัง และดูแลในเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างพหุวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อที่ให้พี่น้องชาวไทยพุทธอยู่ได้ และไม่คิดจะทิ้งถิ่นโยกย้ายหนีไปอยู่ที่อื่น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของชาวไทยพุทธที่จะต้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน
 
นอกจากนี้ยังสนับสนุน “โครงการไทยพุทธคืนถิ่น” คือการเข้าไปส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้กับคนไทยพุทธใน 44 ชุมชน ซึ่ง ศอ.บต.กำหนดให้เป็นโครงการระยะยาวที่ต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากต้องการให้คนไทยพุทธกลับถิ่นฐานเดิมแล้ว ยังต้องอาศัยอยู่ได้โดยปลอดภัย ซึ่งแค่นั้นก็ยังไม่พอต้องให้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นด้วย
 
ความจริงแล้ว ศอ.บต.ไม่ใช่ดูแลเพียงพี่น้องชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาพุทธเท่านั้น ในวันนี้ยังให้การดูแล ชาวโอรังอัสรี หรือ ซาไก ที่อาศัยอยู่ที่บ้านนากอ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลากว่า 300 คนด้วย ซึ่งกลุ่มชนพื้นเมืองกลุ่มนี้คือคนดั้งเดิมของคาบสมุทรมาลายู โดยต้องการดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ให้เข้าถึงการศึกษา เข้าถึงการรักษาพยาบาลและสวัสดิการอื่นๆ เท่าเทียมกับทุกคนในประเทศ เพราะพวกเขาก็คือคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เช่นกัน
 
“การดูแลพี่น้องไทยพุทธ วัดวาอารามและพระภิกษุสงฆ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ศอ.บต.ถือเป็นเรื่องหลักที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนและให้ต่อเนื่องไปในระยะยาวด้วย หลายเรื่องหลายประเด็นเราอาจจะต้องทำแบบเงียบๆ เพราะบางเรื่องถ้าสร้างภาพด้วยการโฆษณาประชาสัมพันธ์อาจจะถูกนำไปสร้างเป็นเงื่อนไขให้กับขบวนการบีอาร์เอ็นนำไปขยายผลในทางลบ หรือสร้างความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้นกับพี่น้องมุสลิมได้ จึงส่งผลให้มีคนไทยพุทธจำนวนหนึ่งไม่ทราบ แถมยังเข้าใจผิดว่าถูกทอดทิ้ง หรือมีความเหลื่อมล้ำ หรือได้รับการใส่ใจน้อยกว่าการดูแลชาวไทยมุสลิม” พล.ร.ต.สมเกียรติบอกเล่าให้ฟัง
 
เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวด้วยว่า ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าชาวไทยมุสลิมคือคนส่วนใหญ่ของพื้นที่ ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณ การกำหนดมาตรการส่งเสริมต่างๆ จึงต้องมีมากกว่าอยู่แล้ว ที่ผ่านมาคนไทยพุทธส่วนใหญ่จะเข้าใจและรับได้ ซึ่งในบางเรื่อง ศอ.บต.เองก็ต้องทำความเข้าใจกับคนในพื้นที่ให้มากกว่าเดิม
 
ทางออกของไฟใต้สำหรับ ศอ.บต.คือ พัฒนาคน พัฒนาอาชีพ พัฒนาการศึกษา และสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะยากเท่าไหร่ก็ต้องทำและต้องทุ่มเวลาให้เต็มที่ เพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แม้จะต่างศาสนา ต่างวัฒนธรรมและประเพณี แต่ทุกคนล้วนเป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้น
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...