xs
xsm
sm
md
lg

แจ้งจับ 12 นักการเมืองฝ่ายค้าน-นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม ความหวังดีที่ใช้ “เบนซิน” แทนน้ำราดดับไฟใต้!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
มีข่าวใหญ่เกิดขึ้นในแผ่นดินปลายด้ามขวานที่ผู้คนให้ความสนใจ โดยเฉพาะคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือ ข่าวที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แจ้งความจับ นักการเมืองฝ่ายค้าน และ นักวิชาการ ชื่อดังระดับ “กูรู” ในเรื่องราวของไฟใต้ ซึ่งได้รวมตัวกันไปเปิดเวทีฝ่ายค้านสัญจรพบประชาชนที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา
 
โดยใช้มาตรา 116 ของกฎหมายอาญาในข้อหา “ปลุกปั่นยุยง” สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันเป็นการหยิบประเด็นจากคำปราศรัยบนเวทีกับประชาชนในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญนั่นเอง
 
เรื่องนี้เชื่อว่าจะกลายเป็น “ประเด็นใหม่” ที่อาจจะลุกลามจากการขยายความ โดยเฉพาะการแสดงความคิดเห็นของผู้ที่ “เห็นต่าง” และ “เห็นด้วย” กับทั้งพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลที่แย่งชิงความได้เปรียบ-เสียเปรีย และการมุ่งเน้นในการทำลายล้างทางการเมือง
 
รวมทั้งความคิดเห็นจากนักวิชาการที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา และนักวิชาการที่เห็นด้วยและเห็นต่าง ซึ่งต้องนำเอาประเด็นดังกล่าวที่เกี่ยวกับการแก้รัฐธรรมนูญมาแสดงความคิดเห็นต่อ “สาธารณะ” ซึ่งบางประเด็นยังเป็นเรื่อง “อ่อนไหว”สำหรับสังคมไทย
 
แน่นอนว่าผลกระทบจากเรื่องนี้อาจจะถูกขยายไปทั่วประเทศ แต่ที่ต้อง “รับผลกระทบหนักและโดยตรง” ก็คือ ผู้คนในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ประกอบด้วย จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย เพราะประเด็นนี้คือประเด็นที่อาจจะถูกนำไปขยายผลเพื่อสร้าง “ความแตกแยก” ที่มากขึ้น 
 
และที่น่าเป็นห่วงยิ่งคือ “บีอาร์เอ็น” จะต้องนำเอาไปใช้ในส่วนที่เป็นประโยชน์ต่องาน “ด้านการเมือง” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน
 
แม้แต่หน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นฝ่ายความมั่นคงอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวงานด้านการพัฒนาเพื่อให้ประชาชนมีการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย นั่นคือ เมื่อมีปัญหาใหม่แทรกซ้อนขึ้นมา การแก้ปัญหาต่างๆ ก็ต้องเหนื่อยขึ้น และการเดินหน้าอาจจะต้องล่าช้าลงด้วยนั่นเอง
 
ต้องไม่ลืมว่า “ลิ่มความขัดแย้ง” ในปัญหาไฟใต้ที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ได้ยาวนานนั้น เกิดจากการ “แบ่งแยก”ระหว่าง “พุทธ” กับ” “มุสลิม” ที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งชัดเจน โดยผ่านปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นในการหยิบทุกเงื่อนไขไปสร้างความหวาดระแวง ความเกลียดชัง รวมถึงความโกรธแค้นให้เกิดขึ้นระหว่างคนที่นับถือศาสนาต่างกัน
 
ประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญสำหรับคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เชื่อว่าน่าจะยิ่ง “แปลกแยก” กว่าภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศ อย่างในการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เป็นปัญหาในขณะนี้คนใน จ.ปัตตานีลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญสูงถึง 75% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในประเทศ ขณะที่คน จ.ยะลาไม่รับรัฐธรรมนูญ 65% และคน จ.นราธิวาสไม่รับรัฐธรรมนูญ 63%
 
นั่นแสดงให้เห็นว่าคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความคิดเห็นในเรื่องรัฐธรรมนูญที่ต้องจัดว่า “ก้าวหน้า” เมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ เพราะสุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญที่คนส่วนใหญ่ “ไทยพุทธ” ยอมรับไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง นั่นก็กลายเป็นปัญหาของประเทศจริงๆ
 
ดังนั้น เชื่อว่าประเด็นการแจ้งจับ 12 บุคคลที่เป็นทั้งนักการเมืองและนักวิชาการ รวมถึงตัวแทน ภาคประชาสังคมชาวไทยพุทธ อย่าง นายรักชาติ สุวรรณ จะไม่ได้หยุดอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมอย่างเดียว แต่จะกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของแต่ละฝ่ายที่นำไปขยายผล รวมถึงภาคประชาชนในพื้นที่ที่เป็น “คนส่วนใหญ่” ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อาจจะออกมาขับเคลื่อนบางสิ่งบางอย่างให้เห็นว่าไม่ถูกต้อง
 
โดยเฉพาะในส่วนของไทยพุทธบางส่วนที่เชื่อโดยไม่ต้องมีเหตุผลอื่นว่า ฝ่ายค้านอย่าง “พรรคประชาชาติ” คือพรรคที่อยู่ตรงข้ามกับพวกเขา และยังเห็นว่าคือ “พรรคแขก” หรือ “พรรคมุสลิม” ที่เป็นศัตรูกัน วันนี้อาจจะ “สะใจ” กับการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ออกมาแจ้งความเอาผิดกับพรรคฝ่ายค้าน เช่นเดียวกับคนไทยพุทธที่มีอคติกับพรรคเพื่อไทย เพราะยังเชื่อว่ามี “ทักษิณ ชินวัตร” ชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็ดีอกดีใจที่พรรคฝ่ายค้านถูกทหารแจ้งความดำเนินคดี
 
เพราะมีการแสดงออกในโซเชียลมีเดียแจ้งชัดของผู้ที่มี “อคติ” กับพรรคประชาชาติและพรรคเพื่อไทย ทำให้เห็นถึง “รอยร้าว” ที่ขยายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแน่นอนยิ่งนานวันยิ่งแยกห่างออกจากกันระหว่างคนที่นับถือศาสนาต่างกันในพื้นที่
 
วันก่อนมีเพียงประเด็นเดียวเกี่ยวกับไฟใต้คือ เกิดการปลุกระดมใน “งานการเมือง” ของบีอาร์เอ็นเพื่อให้คนในพื้นที่เกลียดชังเจ้าหน้าที่ ใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นผู้สร้างสถานการณ์ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น แต่วันนี้มี “ไฟใต้กองใหม่” ที่ถูกก่อขึ้นและกำลัง “กระพือลม” จากทั้งฝ่ายการเมือง นักวิชาการและประชาชนในพื้นที่ทั้งแบบเจตนาและไม่เจตนา มีทั้งเคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธิ์และซ่อนเร้นแอบแฝง
 
ทั้งนี้ ตามแผนของบีอาร์เอ็นต้องการให้จะช่วยกันโหมไฟกองใหม่ให้โชนแสงยิ่งขึ้น และนี่เป็นทั้ง “ไฟการเมือง” และ “ไฟแค้น” ที่เกิดจากการเมือง โดยมีมวลชนในพื้นที่ของแต่ละฝ่ายเป็นเหยื่ออีกครั้ง
 
ในขณะที่ “ไฟกองเก่า” ก็ยังคงโชนแสงเป็นระยะๆ ซึ่งล่าสุดคือปฏิบัติการโหดของบีอาร์เอ็นที่ได้ปลิดชีพผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบที่เป็น “ผู้หญิง” และมีผู้บาดเจ็บสาหัสด้วย 1 ราย เป็น ชรม.และเป็น “ผู้หญิง”เช่นกันที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา
 
เหตุผลเดียวที่บีอาร์เอ็นต้องการปลิดชีพคนทั้ง 2 เพราะเป็น “คนของรัฐ” ที่ช่วยเหลือรัฐด้วยความเข้มแข็งและดูแลชุมชนไทยพุทธอย่างเต็มกำลัง ซึ่งก่อนหน้าที่ “สายข่าว” ของเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ ต.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ก็ถูก “แนวร่วม” ขบวนการบีอาร์เอ็นใช้อาวุธปืนถล่มถึงบ้านเรือนตัวเองเสียชีวิตและมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง
 
เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า บีอาร์เอ็น “มีธง” ที่จะให้แนวร่วมในพื้นที่ปฏิบัติการต่อประชาชนที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ประเภทผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น เพราะถ้าให้ความร่วมมือกับรัฐมากเท่าไหร่ แนวร่วมบีอาร์เอ็นจะอยู่ยากเท่านั้น
 
มาตรการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หรือ “เขียนเสือให้วัวกลัว” จึงยังเป็นไม้สุดท้ายของบีอาร์เอ็นในการที่จะ “หยุดมวลชน” มิให้ยืนอยู่ข้างรัฐ หรือมิให้ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเชื่อว่าปฏิบัติการที่บีอาร์เอ็นใช้อย่างต่อเนื่องต้องทำให้มวลชนฝ่ายรัฐหวั่นไหวไม่มากก็น้อย เพราะชีวิตและครอบครัวย่อมมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
 
ถามว่า ณ วันนี้นอกจากการเยียวยาด้วยเงิน 500,000 บาทแล้ว หน่วยงานความมั่นคงมีวิธีการใดบ้างที่จะสร้างความมั่นใจให้แก่คนที่เป็นผู้นำท้องที่กับผู้นำท้องถิ่นว่า เมื่อเขาทุ่มเทเพื่อสร้างความสงบให้แก่พื้นที่ของเขาแล้ว เขาจะอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่ ถ้าตรงนี้ทำไม่ได้เชื่อว่ามือไม้ของหน่วยงานรัฐที่ช่วยเหลือรัฐมาโดยตลอดจะต้อง “ถดถอย” ลงเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบให้การดับไฟใต้ให้ยืดยาวเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน
 
ดูให้ดีแล้วจะพบว่า แม้แต่การบังคับใช้กฎหมาย หน่วยงานในพื้นที่ก็ทำไม่ได้ หรือทำไม่สำเร็จ หรือไม่กล้าทำ เช่น การเอาผิดกับผู้ให้ที่พักพิง “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ไม่ว่าเป็นบุคคลทั่วไป หรือจะเป็นโรงเรียนสอนศาสนา แม้หลักฐานชัด พยานพร้อม แต่ก็ไม่เคยมีใครถูกตั้งข้อหาหรือความผิดสมคบคิดในการก่อการร้ายแม้แต่รายเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็อย่าหวังจะให้โจรใต้หมดไปจากพื้นที่ หรือเอาแค่ให้กระทำการก่อเหตุร้ายไม่ได้จะได้ผลอย่างไร
 
ล่าสุด กรณี “2 แชะอัตลักษณ์” ที่ กสทช. ร่วมกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ประกาศทำนองต้องการสร้างความเข้าใจ แต่ก็ออกไปทางลีลา “ข่มขู่” ด้วยว่า หลังวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ถ้าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ไม่ไปแสดงตนให้ถ่ายภาพตามกรรมวิธี โทรศัพท์จะใช้ไม่ได้ โดยอ้างว่าวิธีการนี้จะทำให้โจรใต้หรือแนวร่วมใช้ซิมโทรศัพท์เพื่อจุดระเบิดแสวงเครื่องไม่ได้ อันเป็นการ “ทำลายเครือข่ายการสื่อสาร” ของบีอาร์เอ็นเพื่อลดการก่อเหตุและทำให้บ้านเมืองสงบสุขมากขึ้น
 
ทว่าสุดท้ายก็คงเหมือนกับที่ผู้เขียนเคยวิเคราะห์ไว้แล้วว่า มาตรการ 2 แชะอัตลักษณ์จะทำไม่สำเร็จ ไม่ใช่เพราะแรงต้านจากมวลชน หรือ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เกรงบรรดานักสิทธิมนุษยชนที่ดาหน้าออกมาคัดค้านหรอก
 
แต่เป็นเพราะ “บริษัทผู้ให้บริการมือถือ” ซึ่งแต่ละค่ายล้วนเป็น “นายทุน” ที่โยงใยอยู่กับ “ขุนศึก” จะเป็นผู้สั่งการให้เลื่อนออกไป เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าคนในพื้นที่พร้อมจะ “ดื้อด้าน” และผู้ที่เสียหายก็กลายเป็นบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่นั่นเอง
 
จึงเชื่อว่าสุดท้าย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องประกาศ “เลื่อนยาว” ไปหมดเขตในวันที่ 30 มีนาคม 2563 และก็เชื่อว่าเมื่อถึงกำหนดก็ต้องเลื่อนต่อไปอีกอย่างไม่มีกำหนด
 
นี่คือเรื่องดีๆ ที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อยากทำ แต่ทำไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่อง “ถังแก๊ส” ที่ 4 ปีผ่านไปก็ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะนอกจากบริษัทผู้แทนจำหน่ายไม่ให้ความร่วมมือแล้ว ยังได้ผลักภาระให้แก่ประชาชนด้วย หรือให้คนในพื้นที่กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จากการออกคำสั่งบังคับนั่นเอง
 
การดับไฟใต้จะจบสิ้นได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ “ควรทำ” กลับทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ ในเมื่อ “ไฟกองเก่า” ยังไม่ทันถูกดับแต่กลับไปจุด “ไฟกองใหม่” ให้เกิดขึ้นเรื่อยๆ
 
เช่นเดียวกับประเด็นการเอาผิดฐานยุยงปลุกปั่นกับนักการเมือง นักวิชาการและภาคประชาสังคมที่อาจจะกลาย “น้ำผึ้งหยดเดียว” ก็เป็นได้ สุดท้ายอาจจะทำให้ไฟใต้ถูกกระพือให้โชนแสงและลุกลามยิ่งขึ้น
  


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...