xs
xsm
sm
md
lg

“ศอ.บต.” ไม่หยุดดึงทุนนอกติดเทอร์โบเศรษฐกิจ ดันต่อปลูกไผ่ 3 แสนไร่ป้อนโรงไฟฟ้าที่เกาหลีใต้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย... ศูนย์ข่าวหาดใหญ่
 

 
การแก้ปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ระลอกใหม่ที่ยาวนานมากว่า 15 ปี มี 2 มิติที่ต้องจับตาคือ “มิติด้านความมั่นคง” ใต้ปีกโอบของ “กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.)” ซึ่งยังคงต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะเห็นหน้าเห็นหลัง กับ “มิติด้านการพัฒนา” ใต้ปีกโอบของ “ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่วันนี้เริ่มมองเห็นถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น
 .
และมิติหลังนี้เองที่ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะหนุนเสริมให้ “ไฟใต้มอดดับ” ได้เร็วขึ้น
 

 
ที่ผ่านมา ศอ.บต.ผลักดันให้กลุ่มทุนจีนยอมทุ่มเงินนับพันล้านบาททำโครงการลงทุนขนาดใหญ่บนแผ่นดินปลายด้ามขวานทองของไทย ด้วยการตั้งโรงงานแปรรูปทุเรียนเพื่อการส่งออกที่ อ.เทพา จ.สงขลา ได้เป็นผลสำเร็จอย่างเป็นที่ประจักษ์แล้ว ไม่เพียงเท่านั้นเวลานี้ยังมีกลุ่มทุนใหญ่ทั้งของไทยและต่างประเทศจ่อคิวขอตั้งโรงงานขนาดใหญ่อยู่อีกไม่น้อยกว่า 3 โรงคือ โครงการลงทุนสร้างโรงงานแปรรูปมะพร้าว โรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ยางพารา และโรงงานผลิตเครื่องหนังที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี
 
พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต.เปิดเผยว่า หมุดหมายด้านการเดินหน้าเร่งพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไปของ ศอ.บต.คือการผลักดันให้เกิดการสร้างเงินและสร้างงานให้กับประชาชนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตามแผนงานจะผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ต่อไปคือ โครงการปลูกต้นไผ่ในพื้นที่รกร้างว่างเปล่ากว่า 300,000 ไร่ ครอบคลุมทั้ง จ.ปัตตานี จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส ซึ่งนอกจากจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในพื้นที่ได้จำนวนมากแล้ว ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย
 

 
โครงการปลูกต้นไผ่นี้ทาง ศอ.บต.ได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาคเกษตรและพลังงานต่างๆ ทำการศึกษามาอย่างรอบด้านแล้ว โดยพบว่าการปลูกไผ่ขุนพลเพื่อใช้เป็นพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ ถือเป็นแนวทางใหม่ที่จะช่วยหนุนเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ ประกอบกับมีนักลงทุนจากเกาหลีใต้ส่งตัวแทนมาประสานว่าพร้อมจะทุ่มเงินลงทุนในโครงการนี้ โดยพร้อมที่จะรับซื้อต้นไผ่ทั้งหมดจากเกษตรกรทั้งหมดเพื่อนำทำเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ดป้อนให้กับโรงไฟฟ้าในประเทศเกาหลีใต้
 
“พูดคุยกันมาจนล่าสุดทางโรงงานผลิตไฟฟ้าของเกาหลีใต้ได้แต่งตั้งให้บริษัทวู๊ดพลัส (wood plus) เป็นตัวแทนในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียวเพื่อดำเนินการจัดซื้อจัดหาไผ่ให้ได้ในปริมาณ 100 ล้านตัน/ปี รวมเป็นเวลา 21 ปี โดยนอกจากจะจัดซื้อจัดหาในไทยแล้วยังให้รวมไปถึงประเทศพม่าได้ด้วย เพื่อป้อนให้กับโรงงานผลิตไฟฟ้าที่เกาหลีใต้”
 

 
พล.ร.ต.สมเกียรติกล่าวว่า ช่วงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ศอ.บต.ได้เชิญตัวแทนของบริษัทดังกล่าว สภาเกษตรกร พร้อมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาร่วมประชุมจัดทำแผนความร่วมมือเพื่อส่งเสริมการปลูกไผ่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีการจัดทำแผนการเพาะปลูกและดูแลต้นไผ่ รวมถึงระบบการซื้อขายให้อยู่ในรูปแบบของข้อมูลทางอีเล็กทรอนิค เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ประกาศขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 มาอย่างต่อเนื่อง
 
หลังจากนี้จะมีการทำ MOU ระหว่าง ศอ.บต.และตัวแทนเกษตรกรของชายแดนใต้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ประมาณ 10 แห่ง อาทิ บริษัทจากเกาหลีใต้ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นต้น จาดนั้นจะผลักดันให้มีการปลูกไผ่นำร่องในพื้นที่ราว 5,000 ไร่ใน อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อให้ทั้งเกษตรกรและองค์กรภาคเอกชนมีความเชื่อมั่นว่า การปลูกไผ่ให้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ เป็นอนาคตของชาวจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง
 

 
เลขาธิการ ศอ.บต.กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2562 บริษัทตัวแทนผู้รับซื้อไม้ไผ่ในไทยเพื่อป้อนให้โรงไฟฟ้าที่เกาหลีใต้ได้เดินทางประชุมร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ ศอ.บต. เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนโครงการให้เดินหน้าไปได้แบบครบวงจร ที่สำคัญมีการหาพื้นที่จัดตั้งสำนักงานและจัดตั้งศูนย์พัฒนาเนื้อเยื้อ และได้ลงพื้นที่พร้อมกับสภาเกษตร จ.ยะลา เพื่อนำพันธุ์ไผ่ ปุ๋ยและสารเร่งรากไปมอบให้กับเกษตรที่ ต.วังพญา อ.รามัน และ ต.ท่าสาป อ.เมือง จ.ยะลาด้วย
 
สำหรับต้นไผ่ที่จะส่งเสริมให้ปลูกคือ พันธุ์ขุนพล เพราะเป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาและปรับปรุงเพื่อให้เป็นไผ่มีคุณสมบัติที่เหมาะแก่การเป็นเชื้อเพลิงป้อนสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะ เนื่องจากมีปริมาณเนื้อไม้ไผ่มาก มีน้ำหนัก ไร้หนาม ให้ความร้อนสูง ขี้เถ้าน้อย เก็บเกี่ยวง่าย โดยใช้เวลาในการปลูกครั้งแรกเพียง 8 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้เลย หลังจากนั้นก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องทุกๆ 1-2 สัปดาห์ต่อครั้ง ที่สำคัญคือแผนดินของชายแดนใต้เหมาะสมที่จะใช้ปลูกต้นไผ่สายพันธุ์นี้ได้ดี
 

 
“หลังมีการปลูกไผ่นำร่องแล้ว ศอ.บต.ก็จะดำเนินการจัดตั้งองค์กรเพื่อให้ความรู้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ โดยในเบื้องต้น ศอ.บต.จะเป็นฝ่ายอำนวยการให้กับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนในการให้ความรู้ ทำความเข้าใจ รวมทั้งการจัดหากิ่งพันธุ์และหาแหล่งทุน เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยสามารถดำเนินการตามโครงการได้ ซึ่งขณะนี้ ศอ.บต.มีการเตรียมการพร้อมทุกอย่าง และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลด้วยแล้ว ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปลูกไผ่แล้วกว่า 800 ราย”
 
อย่างไรก็ตามแผนพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ศอ.บต.ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงพลังงานให้ดำเนินการส่งเสริมให้มีการตั้งโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กในพื้นที่ถึงกว่า 100 โรง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับพื้นที่ และมุ่งเน้นให้เป็นพลังงานสะอาดและให้คนในพื้นที่มีส่วนร่วม ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการสร้างงานและสร้างรายได้ ซึ่งก็สอดรับกับการผลักดันโครงการปลูกไผ่กว่า 300,000 ไร่ที่กำลังดำเนินการอยู่พอดี
 

 
“หลังจากที่ตัดต้นไผ่ส่งขายให้โรงไฟฟ้าที่เกาหลีใต้ตามข้อตกลงแล้ว เศษไม้ไผ่และกิ่งไผ่ที่เหลือเกษตรกรสามารถนำไปขายให้กับโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดเล็กที่กระจายอยู่ในชายแดนใต้กว่า 100 โรงได้อีก ถือเป็นการสร้างรายได้ให้กับเจ้าของสวนไผ่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นยังไผ่ยังเป็นไม้เศรษฐกิจที่สามารถนำแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายที่สามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นอีกทางด้วย” พล.ร.ต.กล่าวและเสริมว่า
 
ตนเชื่อมั่นว่าการผลักดันให้ใช้นาร้างหรือพื้นที่รกร้างใน 3 จังหวัดรวมกว่า 300,000 ไร่เพื่อการปลูกไผ่ตามโครงการนี้ ถือเป็นนโยบายในการนำพาแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเมื่อโครงการนี้เกิดขึ้นจริงก็ยังมีสิ่งที่จะติดตามมาอีกมาก เช่น การใช้แรงงานของคนในพื้นที่ ทั้งการขนส่ง การแปรรูปที่ต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และยังมีงานที่ต่อเนื่องจากการทำสวนไผ่ด้วย เช่น การทำปุ๋ย การเพาะพันธุ์ เป็นต้น
 

 
“ถึงวันนี้ยังมีชาวชายแดนใต้ที่ยังตกเกณฑ์ จปถ.เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะยังมีคนว่างงานจำนวนสูงมาก ขณะเดียวกันกลุ่มทุนทั้งในพื้นที่และจากต่างถิ่นก็พร้อมจะลงทุนในโครงการที่สามารถได้รับประโยชน์และมีความเป็นไปได้ ที่ผ่านๆ มามีคนไทยพุทธทิ้งถิ่นฐานย้ายออกจากพื้นที่ไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเขาจะกลับเข้ามา ถ้าเขามั่นใจว่าโครงการที่ ศอ.บต.ผลักดันสามารถทำให้คุณภาพชีวิตของเขาดีขึ้นและมีความปลอดภัย”
 
พล.ร.ต.สมเกียรติกล่าวอย่างเปี่ยมความหวังว่า สวนไผ่กว่า 300,000 ไร่ที่กำลังจะเกิดขึ้น นอกจากจะช่วยสร้างความเขียวขจีให้กับจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว ยังจะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ตนเชื่อว่าโครงการนี้จะสร้างจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกครั้งให้กับพื้นที่ โดยเฉพาะจะเป็นเหมือนสปอร์ตไลท์ขับไล่ความมืดมนของภัยการก่อการร้าย เพราะสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐกลัวไม่ใช่กำลังทหารและ แต่การพัฒนาเศรษฐกิจต่างหากที่จะช่วยสร้างรายได้และความมั่นคงให้จนประชาชนหันหลังให้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนในที่สุด 
  




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...