xs
xsm
sm
md
lg

วนไป! อุ้มเข้าศูนย์ซักถามแล้วตาย..ใช้ภาษีเยียวยา “นโยบายประชารัฐ” ดับไฟใต้?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
ในที่สุดเหตุวินาศกรรมสถานที่ราชการและย่านธุรกิจการค้าในกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย กับเหตุปล้นห้างทองสุธาดาที่ อ.นาทวี จ.สงขลา ก็ได้สรุปแล้วว่าล้วนเป็นฝีมือของคนร้ายกลุ่มเดียวกัน นั่นคือ เป็นปฏิบัติการของ “โจรใต้” ที่เป็น “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็น”
 
 
และที่เหมือนกันเดี๊ยะอีกก็คือ การติดตามจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐเป็นไปด้วย “ความล่าช้า” แถมที่จับได้แล้ว 3 รายในดดีก่อวินาศกรรมที่กรุงเทพฯ ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะมี “พยานหลักฐาน” แค่ไหนประกอบการตั้งข้อกล่าวหา
 
ไม่เพียงเท่านั้น คดีปล้นร้านทองที่ตลาดนาทวีย่ำแย่กว่าอีก เพราะขนาดมือสืบสวนชั้นครูอย่าง พล.ต.ท.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ออกโรงด้วยตนเอง เวลานี้ก็ยังได้แค่ “เงา” ของคนร้าย ส่วนตัวจริงและทองของกลางผ่านไปแล้วเกือบ 1 เดือนยังตอบไม่ได้ว่าอยู่ที่ไหน
 
แน่นอนก็เหมือนกับคดีเดิมๆ ที่เกิดขึ้นจากฝีมือโจรใต้คือ การออก “หมายจับ” ทิ้งไว้เพื่อให้ปรากฏบนหน้าสื่อต่างๆ ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นโจรใต้หน้าเดิมๆ ที่มีหมายจับคนละเป็นเข่งหรือกระบุงอยู่แล้วทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าจะเพิ่มอีกสักหมายสองหมายก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร
 
ที่เขียนมายืดยาวเพียงแค่อยากยืนยันว่า “กระบวนการดับไฟใต้ระลอกใหม่” ที่ดำเนินมากว่า 15 ปีแล้วนั้น  ในด้านการกำหนด “ยุทธวิธี” การวาง “ยุทธศาสตร์” และการดำเนิน “นโยบาย” ของฝ่ายความมั่นคงยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรที่ทั้งเก่าๆ และเดิมๆ
 
เช่น ถ้าคนร้ายก่อเหตุแล้วหลบหนีได้ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็จะบอกว่า พวกโจรชำนาญพื้นที่และเส้นทางมากกว่าเจ้าหน้าที่ แต่ไม่เคยคิดทำอะไรได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าจะทำอย่างไรให้เจ้าหน้าที่ชำนาญพื้นที่และเส้นทางแบบโจรได้บ้าง
 
หรือการที่ไม่สามารถเข้าถึงที่หลบซ่อนของโจรได้ ทั้งที่กำลังเจ้าหน้าที่ก็เดินสวนกับโจรในหมู่บ้านอยู่บ่อยๆ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบก็มักจะบอกว่า มวลชนของโจรดีกว่าของฝ่ายเรา เช่นเดียวกันกลับไม่เคยมองเห็นช่องทางว่า เมื่อไหร่จึงจะทำให้มวลชนหันมาเป็นของฝ่ายเราบ้าง
 
อย่างกรณีโจรปล้นร้านทองผู้มีหน้าที่รับผิดชอบกลับบอกว่า โจรจนตรอก เพราะถูกทั้งกดดันและปิดล้อมจากเจ้าหน้าที่ จนต้องทำการปล้นทองเพื่อเอาไปเป็นเงินทุนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยลืมคิดไปว่าถ้าโจรจนตรอกและหมดเงินจริง ป่านนี้คงเอาทองที่ได้จากการปล้นไปขายแล้ว หรือถ้าฝ่ายเรากดดันโจรได้จริง ทำไมจึงยังไม่รู้ว่าโจรหลบอยู่ที่ไหน แล้วที่ออกหมายจับเพิ่มไปแล้วก็ยังจับไม่ได้ ทั้งๆ ที่บอกกับสื่อตลอดว่า ส่งเจ้าหน้าที่ประกบผู้ถูกออกหมายจับไว้แล้ว
 
เช่นเดียวกับกรณีการเสียชีวิตของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” ที่สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ผู้เขียนวิเคราะห์ไว้แล้วว่า ถ้าหน่วยงานความมั่นคงแก้ปัญหาด้วยการให้คำตอบแบบเดิมๆ อาจจะกลายเป็นไฟลามทุ่งได้ สุดท้ายก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เสียด้วย
 
วันนี้กรณีการตายของอับดุลเลาะ ไม่ใช่แค่สภาผู้แทนราษฎร รวมถึงหน่วยงานและองค์กรด้านประชาสังคมในประเทศเราให้ความสนใจเท่านั้น องค์กรระดับนานาชาติก็ตามติดในเรื่องนี้ใกล้ชิด จึงต้องถือเป็นความเสียหายใหญ่หลวงของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยเฉพาะกับ ศูนย์ซักถามในค่ายอิงคยุทธบริหาร ที่เวลานี้ถูกเพ่งมองจากสายตาทั้งไทยและเทศอย่างสุดแสนจะเคลือบแคลงสงสัย
 
ส่วนคำชี้แจงแถลงไขของ “ท่านผู้นำ” รวมถึง “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” และ “ผู้ใหญ่ในพื้นที่” ซึ่งจะระบุชัดว่าอับดุลเลาะ เสียชีวิตเพราะสาเหตุอะไร แม้จะมีการยกเอาอาการสมองบวมมาพูดหรือไม่ก็ตาม สิ่งเหล่านั้นนั่นกลับกลายเป็นเรื่องปลายเหตุที่ลดความสำคัญลงไปจนแทบไม่น่าสนใจอะไรอีกแล้ว
 
ที่สำคัญมีเรื่องราวที่เกิดขึ้นแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ต้องควักเอา “ภาษีคนไทย” ไปจ่าย “เยียวยา” ให้แก่ครอบครัวของอับดุลเลาะ ถึง 500,000 บาท แถมหน่วยงานของรัฐยังต้องออกมาการันตีว่า อับดุลเลาะ ยังเป็น “ผู้บริสุทธิ์” เพราะยังไม่มีการแจ้งข้อหาให้เป็นผู้ร้ายแต่อย่างใด เพียงแต่เขาถูกเชิญตัวไปให้ได้รับบาดเจ็บขณะที่อยู่ในค่ายทหาร
 
ทั้งหมดทั้งปวงคืออาการ “ญะญ่ายพ่ายจะแจ” ของหน่วยงานความมั่นคง
 
กรณีการเสียชีวิตของอับดุลเลาะ จะเป็นเหมือน “ปีศาจ” ที่ตามหลอกหลอนทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ คนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงคนไทยไปอีกนานด้วย และที่สำคัญยังจะกลายเป็น “เหยื่อ” อันโอชะที่ขบวนการบีอาร์เอ็นในปีก “การเมือง” สามารถนำไปใช้ทำ “ไอโอ” ให้คนในพื้นที่หวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งนำไปใช้ “ป้ายสี” ให้เห็นว่าศูนย์ซักถามในค่ายทหารคือ “สถานที่อันตราย” ของคนมุสลิม
 
ในขณะที่ภาคประชาสังคมก็ได้ทีที่จะ “ขย่ม” ให้เห็นถึงการใช้ “กฎหมายพิเศษ” ในพื้นที่ที่กว่า 15 ปีผ่านมายังไม่สามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ โดยเฉพาะเรื่องราวของการ “ซ้อมทรมาน” ที่ถือเป็นเรื่องเก่าๆ เดิมๆ ก็ยังไม่ได้หายไปไหน หากมีการขุดคุ้ยประวัติของแนวร่วมที่เคยบาดเจ็บและเสียชีวิตมาตอกย้ำเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐเกิดความเสียหาย
 
แม้แต่หน่วยงานของ “ฝรั่งหัวแดง” หน่วยงานหนึ่งที่มีสำนักงานอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ได้ใช้กรณีการตายของอับดุลเลาะให้เป็นประโยชน์อย่างเป็นกระบวนการแล้ว ซึ่งนั่นไม่ได้เป็นคุณกับประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย มีแต่จะกลายเป็นคุณกับขบวนการบีอาร์เอ็น เป็นการช่วยสร้างความชอบธรรมให้แก่บีอาร์เอ็นถึงการเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อการแบ่งแยกดินแดน
 
ทั้งนี้ทั้งนั้น เรื่องการเสียชีวิตของอับดุลเลาะยังจะเป็น “หนังยาว” ซึ่งทางออกของรัฐบาลที่มีคือต้องตั้ง “คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีกชุดหนึ่ง” ที่สังคมยอมรับ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ เพราะคณะกรรมการสอบสวนทั้ง 2 ชุดที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่ตั้งขึ้นมาแล้วยังไม่มีความสามารถพอในการแสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งยังขาดความรู้ความสามารถในการเข้าถึงและการแสวงหาข้อมูลในกรณีนี้
 
วันนี้หาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังต้องดำเนินการจับกุมหรือควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไปยัง “ศูนย์ซักถามในค่ายทหาร” เพื่อประโยชน์ในการดับไฟใต้ “ผู้รับผิดชอบ” จึงต้อง “สำเหนียก” ในเรื่องราวที่เกิดขึ้น และต้องหยุดการใช้ “กำปั้นเหล็ก” ในการซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูล
 
รวมทั้ง “ผู้หลักผู้ใหญ่” ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เองก็ต้องปรับเปลี่ยนกฎระเบียบต่างๆ ที่ใช้ในการควบคุมผู้ต้องหา เพื่อให้เกิดความผ่อนคลายกับญาติมิตรที่ไปเยี่ยม ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถอยู่กับครอบครัวและญาติๆ ได้โดยที่ไม่เจ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ข้างกายขนิดขาดอิสรภาพที่จะสื่อสารกันได้
 
ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่จะกลัวอะไรไปทำไม ถ้ากระบวนการซักถามเป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างเช่นที่ “แม่ทัพ” หรือ “ผบ.ทบ.” และ “รมช.กลาโหม” ตอบคำถาม ส.ส.ในสภา
 
หรือการที่ต้องมีเจ้าหน้าที่คอยประกบตัวอย่างใกล้ชิดในขณะที่ญาติและทนายไปพบผู้ถูกควบคุมตัว นั่นก็เพื่อไม่ต้องการให้มีการสื่อสารความจริงระหว่างกัน หากเป็นเช่นนั้นจริงแสดงว่า “กระบวนการซักถาม” ย่อมต้องมีอะไร “ผิดปกติ” หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชนใช่หรือไม่
 
สุดท้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ผู้ถูกควบคุมตัวบาดเจ็บหรือล้มตาย โดยที่ไม่สามารถตอบข้อเท็จจริงได้ว่าการตายมาจากสาเหตุใด ใครเป็นคนทำ แต่กลับพร้อมที่จะเลือกวิธีการจ่ายค่าเยียวยาด้วยเงินสูงถึง 500,000 บาท และยังต้องช่วยเหลือคนในครอบครัว เช่น การส่งเสริมอาชีพหรือด้านการศึกษาของบุตร-ธิดา เป็นต้น
 
จึงเป็นหน้าที่ของสังคมที่จะต้องถามว่า “รัฐบาล” และ “หน่วยงานความมั่นคง” ไม่สามารถหาทางออกที่ดีกว่านี้แล้วใช่หรือไม่
 
หรือนี่ก็คือ “นโยบายประชารัฐ” ที่สามารถใช้แก้ไขได้แบบ “ครอบจักรวาล” ไม่เว้นกระทั่ง “วิกฤตไฟใต้” ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เน้นการใช้เงิน “ซื้อ” ไปเสียทุกอย่าง แม้กระทั่ง “ชีวิต” ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...