xs
xsm
sm
md
lg

ถึงเวลาหยุด “ฝรั่งหัวแดง” แทรกแซงสถานการณ์ไฟใต้ แล้วเชิญให้เก็บของกลับบ้านไปหรือยัง?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย… ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
เรื่องราว “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” หรือคนในขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็นฯ” จัดทำแผน “รวมดารา” ครั้งใหญ่ โดยรวบรวม “ดาวดัง” ที่มีประวัติการก่อการร้ายโชกโชนจากทั้ง จ.ปัตตานี จ.นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เข้าปล้นทองครั้งมโหราฬที่ “ห้างทองสุธาดา” ในตลาด อ.นาทวี จ.สงขลา ซึ่งได้กลายเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในเวลานี้นั้น
.
เรื่องราวแบบไม่ใช่เรื่องใหม่ในการปฏิบัติการของโจรใต้หรือสมุนของบีอาร์เอ็นฯ แต่อย่างใด!
 .
เพราะ 15 ปีที่ผ่านมาที่ “ไฟใต้ระลอกใหม่” ปะทุคุโชนขึ้น ณ แผ่นดินปลายด้ามขวาน โจรใต้หรือแนวร่วมบีอาร์เอ็นฯ ได้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันมามากมาย เช่น ปล้นร้านทองที่ อ.สุไหงโก-ลก ปล้นร้านทองที่ตลาดรือเสาะ อ.รือเสาะ ปล้นร้านทองที่ตลาดต้นไทร อ.บาเจาะ ซึ่งทั้ง 3 เหตุการณ์เกิดขึ้นใน จ.นราธิวาสทั้งสิ้น และนอกจากการปล้นร้านทองแล้ว ก็ยังปล้นรถขนเงินของธนาคารในพื้นที่ จ.ปัตตานีมาแล้วด้วย
 
ดังนั้น จะเห็นว่าเรื่องที่เกิดขึ้นใน จ.ชายแดนภาคใต้ โดยเป็นปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นฯ ล้วนเป็น “เรื่องเดิมๆ” เรื่องที่เคยเกิดขึ้นแล้วแบบ “ซ้ำซาก” และพร้อมที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้ทุกเวลาหากมาตรการป้องกันไม่ได้ผล เพราะหน่วยงานที่เป็นผู้รับผิดชอบ “ไม่เคยสรุปบทเรียน” และ “ไม่มีนโยบาย” ในการป้องกันที่ชัดเจน
 
เช่นเดียวกับเรื่องราวของการ “ซ้อมทรมาน” ที่แม้จะเกิดขึ้นหลายครั้งในรอบกว่า 15 ปีไฟใต้ระลอกใหม่ จนกลายเป็น “เงื่อนไข” ให้บีบาร์เอ็นฯ มีการนำไป “ขยายผล” ได้ตลอดทั้งในเวทีโลก ในประเทศมุสลิม ในเวทีของยูเอ็น (UN) และอื่นๆ ไม่เพียงเท่านั้นองค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศ องค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ต่างก็ร่วมกระหน่ำให้กลายเป็นประเด็น “ร้อนแรง” ทั้งในพื้นที่ในประเทศและทั่วโลกด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะด้วยอิทธิพลของ “โซเชียลมีเดีย” ในยุคดิจิทัล
 
ล่าสุด เรื่องราวการเสียชีวิตของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” ก็ถูกลากเข้าไปสู่ความขัดแย้งในกรณีของการซ้อมทรมานที่ฝ่ายญาติของผู้เสียหายได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อพิสูจน์ของเท็จจริง โดยมีฝ่ายต่างๆ ที่อยู่ในซีกขององค์กรสิทธิมนุษยชนให้การดูแลช่วยเหลือ มีภาคประชาสังคมในพื้นที่เป็นผู้สนับสนุนให้ “เปิดบาดแผล” ให้กว้างยิ่งขึ้น
 
และที่สำคัญวันนี้มี “นักการเมือง” มากหน้าและหลายพรรคหยิบเรื่องราวของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” ไปขยายผลใน “สภาผู้แทนฯ” เพื่อให้ “นายกรัฐมนตรี” รับรู้และดำเนินการตามกระบวนการของรัฐสภาแล้วด้วย
 
แน่นอนในกระบวนการตรวจสอบเบื้องต้นของ “คณะกรรมการ 2 ชุด” ที่แต่งตั้งโดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า สรุปว่า การเสียชีวิตของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” ยังหาคนผิดไม่ได้ เพราะในสถานที่ควบคุมไม่มีกล้องวงจรปิดที่พอจะเห็นว่าก่อนจะกลายเป็น “ผู้ป่วยติดเตียง” นั้นเขากำลังถูกกระทำอย่างไรหรือไม่ แล้วอยู่กับใครบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่คนไหนเบิกตัวเขามาเพื่อ “ซักถาม” ตามกระบวนการของทหาร
 
ในกระบวนการทางการแพทย์ก็ระบุชัดว่า เขาเสียชีวิตจาก “โรคปอด” ไม่ใช่เรื่องของ “สมองบวม” แต่โดยข้อเท็จจริงเขาถูกหามจากค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี ส่งโรงพยาบาลถึง 3 แห่ง เพราะมีอาการ “สมองบวม” ในระหว่างอยู่ในความดูแลของ “ทหาร” มาก่อน ส่วน “โรคปอด” มาเป็นหลังจากที่เขาได้มาอยู่ในความดูแลของ “แพทย์” แล้วต่างหาก
 
ดังนั้น ญาติๆ ของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” จึงยังติดใจเรื่อง “สมองบวม” ว่าเกิดจากอะไร เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเองได้เหมือนกับการเป็นโรคลมปัจจุบัน หรือมีใครกระทำให้เกิด
 
จากประเด็นนี้ พบว่า กอ.รมนต.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้คำตอบ “สวนทาง” กับ “คำถาม” มาโดยตลอด หรือกลายเป็นเรื่อง “ไปไหนมา สามวาสองศอก” ในระยะกว่า 1 เดือนที่ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” นอนรักษาตัวอยู่ในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลจนสิ้นลมหายใจ
 
เรื่องราวของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” กลายเป็นเรื่องใหญ่ครึกโครมยิ่ง เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาหลักฐานไม่ได้ถึงความเป็นมาของอาการ “สมองบวม” ทำให้ญาติพี่น้องและองค์กรต่างๆ ในซีกของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชนมีคำถามแบบไม่หยุดหย่อน
 
แต่ที่เป็นเรื่องใหญ่กว่านั้นอีกคือ ณ วันนี้คนส่วนใหญ่ที่เป็น “มุสลิม” ซึ่งเป็น “คนหมู่มาก” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต่างเชื่อกันไปแล้วว่า “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” เสียชีวิตเพราะ “การกระทำของเจ้าหน้ารัฐ” นั่นเอง
 
มีประเด็นสำคัญที่ให้ขบคิดคือ “ความเชื่อ” กับ “ความจริง” ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือ เพราะเรื่องเท็จหรือเรื่องไม่จริง ถ้ามีคนหมู่มากเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงเมื่อไหร่ นั่นย่อมจะถูกรับรองว่าเป็น “เรื่องจริง” ขึ้นมาทันที
 
ดังนั้น ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบหา “หลักฐาน” และ “พยาน” ที่หนักแน่นมา “หักล้าง” ไม่ได้ นั่นก็จะกลายเป็น “เงื่อนไข” ที่นำไปสู่ความยุ่งยาก จนอาจจะกลายเป็น “เงื่อนตาย” ที่ซ้ำเติมให้สถานการณ์ที่เลวร้ายอยู่แล้วกลับยิ่งเลวร้ายขึ้นไปแบบทบเท่าทวีคูณ
 
เรื่องราวของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” เมื่อเดินมาถึงจุดนี้ก็ยากยิ่งที่จะทำให้ “คลี่คลาย” ไปในทิศทางที่ดี เพราะการตายของเขากลายเป็นเรื่องทาง “การเมือง” ระดับชาติไปเสียแล้ว
 
ดังนั้น ไม่ว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะออกมา “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ” ในสิ่งที่เกิดขึ้นก็มีค่าเท่ากัน แม้ว่าสุดท้ายจะมีการ “จ่ายค่าเยียวยา” เพื่อเป็นทางออกที่เห็นว่าดีที่สุด แต่ก็ต้องถือเป็นการ “สูญเปล่า” ทั้งสิ้น
 
นับแต่นี้ไปการขยับขับเคลื่อนของ “มาตรการดับไฟใต้” ก็จะไม่ราบรื่น ซึ่งนั่นก็จะเหมือนกว่า 5 ปีของรัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีมาจาก “หัวหน้า คสช.” โดยผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต้องระมัดระวังและรอบคอบอย่างมาก จนอาจจะไม่กล้าที่จะทำอะไรที่ “นอกกรอบ” และไม่กล้าขยับขับเคลื่อนให้ไปในแนวทางที่ยังจำเป็นที่จะต้องใช้ดับไฟใต้
 
สุดท้าย “ผู้รับผิดชอบ” อาจจะ “นิ่งเฉย” ไม่ปฏิบัติการเปิด “แนวรุก” ต่อขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ก็เป็นได้ เพราะการรุกอาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้น หรืออาจจะเดินเข้าสู่ “กับดัก” ของบีอาร์เอ็นฯ ซึ่งวันนี้ยังสามารถเกาะกุมกลไก “งานการเมือง” ทั้งในพื้นที่และการเมืองในสภาผู้แทนฯ ได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้วนั่นเอง
 
ที่เขียนถึงเรื่องราวของ “อับดุลเลาะ อีซอมูซอ” เสียยืดยาว ต้องขอบอกชัดๆ ไว้ตรงนี้ว่า ไม่ได้มีเจตนาเข้าข้างบีอาร์เอ็นฯ ไม่ได้ยกย่องว่าบีอาร์เอ็นฯ เก่ง หรือคนใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่เอาไหนกับการดับไฟใต้ แต่ต้องการที่จะชี้ให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาแล้ว และกำลังจะติดตามมาอีกมากมาย เพื่อที่จะบอกว่าวิธีที่ดีที่สุดคือ อย่าให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นอีกในอนาคต
 
เนื่องเพราะเมื่อเรื่องอย่างนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้ว นั่นก็จะพาสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ย้อนหลังกลับไปสู่ “ความเลวร้าย” เหมือนในอดีต เหมือนกับการ “ถอยหลังเข้าคลอง” ซึ่งเป็นเสมือนกับว่ากว่า 15 ปีที่ผ่านมา เรายังคงอยู่กับปัญหาเดิมๆ เงื่อนไขเดิมๆ ประหนึ่งว่าการดับไฟใต้วนเวียนอยู่ใน “เขาวงกต” ที่หาทางออกไม่พบ กลายเป็นว่า “ไฟกองเก่า” ที่เคยดับแล้ว กลับถูกจุดขึ้นใหม่และนับเป็น “ไฟกองใหม่” ที่ทยอยมีขึ้นเรื่อยๆ อันเป็นการเพิ่มเติมปัญหาที่มีอยู่มากแล้วให้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง
 
ในที่สุดก็จะกลายเป็นว่า แม้รัฐบาลจะ “ทุ่มเทงบประมาณ” เพื่อการ “ซื้อใจ” ลงไปเป็นจำนวนมากแล้ว แต่ “คนมุสลิม” ยังไม่ “เทใจ” ให้แก่หน่วยงานความมั่นคง แถมยังมี “คนพุทธ” ที่ถือเป็นคนจำนวนน้อยในพื้นที่จำนวนมากด้วยเช่นกันที่ยัง “ไม่พอใจ” กับนโยบายของรัฐ และเห็นว่าหน่วยงานความมั่นคงไม่สามารถปกป้องคุ้มครองพวกเขาได้เช่นกัน
 
ยกตัวอย่างของ “คนพุทธ” ในพื้นที่ให้เห็นภาพชัดๆ ก็เช่นการหยิบยกเรื่องราวของ “อาหารผู้ป่วย” ในโรงพยาบาลยะลาขึ้นมาเพื่อให้แก้ปัญหาใน “ไม่ความเท่าเทียม” หรือเรื่องการ “แต่งกาย” ของ “นักเรียนโรงเรียนอนุบาลปัตตานี” ที่จนบัดนี้ก็ยังกลายเป็น “เงื่อนปม” ที่ไม่มีใครกล้าที่จะแก้ให้คลี่คลาย จึงทำให้กลายเป็น “ไฟสุมขอน” จนชาวพุทธที่เป็นคนกลุ่มน้อยในพื้นที่เข้าใจเองว่า “ถูกทอดทิ้งจาก” เจ้าหน้าที่รัฐ
 
ทั้งหมดคือ “เรื่องเก่าๆ” หรือ “เรื่องเดิมๆ” ที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม แต่ในบางเรื่องบางประเด็นต้องถือเป็น “ความอ่อนหัด” และเป็นการ “ชักศึกเข้าบ้าน” ของหน่วยงานความมั่นคงเองด้วย อย่างเช่นกรณี “ฝรั่งหัวแดง” บางหน่วยงานที่ “ทรงพลังในเวทีโลก” ที่อาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงจาก “ภายใน” ให้กลายเป็น “ภายนอก” แล้วนำไปสู่เรื่องราวของ “เขตปกครองพิเศษ” แถมขยายกลายเป็นการ “ลงประชามติ” เพื่อแยกประเทศในอนาคต
 
ถึงวันนี้รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงต้องหาทางให้ “หน่วยงาน” ของพวก “ฝรั่งหัวแดง” เลิก “แทรกแซง” เรื่องราวและสถานการณ์ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ และหาหนทางในการ “ผลักดัน” ให้กลับบ้านไปโดยเร็วที่สุด?!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...