xs
xsm
sm
md
lg

สงบปากกับมาเลเซีย / ยอมให้ฝรั่งจุ้น / วางเฉยคนส่วนใหญ่หันหลังให้ / เอาแต่แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ..15 ปีไฟใต้ไม่แปรเปลี่ยน?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
เชื่อเถอะว่าสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ใครจะมาเป็น ผบ.ทบ. ใครจะมาเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 จะไม่มีวันที่จะสงบ หรือไม่สามารถแก้วิกฤตนี้ได้อย่างแน่นอน เพราะตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ “ไฟใต้ระลอกใหม่” ปะทุคุโชนขึ้นมา ทุกรัฐบาล ทุกนายกรัฐมนตรี ทุก ผบ.ทบ. และทุกแม่ทัพภาคที่ 4 ล้วนแล้วแต่แก้ที่ “ปลายเหตุ” ของปัญหาทั้งสิ้น
 
ล่าสุดของสถานการณ์ในพื้นที่คือ การก่อวินาศกรรมสิ่งสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.ยะลา ทั้งวางระเบิดเสาไฟฟ้า เสาโทรศัพท์ ตู้เอทีเอ็มและร้านค้าของคนไทยพุทธ ทำให้เสาไฟฟ้าล้มระเนระนาดไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ประมาณการมูลค่าความเสียหายไว้ที่ราว 1.5 ล้านบาท
 
นั่นคือค่าเสียหายของเสาไฟฟ้าที่โค่นล้ม แต่ที่เสียหายมากไปกว่านั้นคือ ความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพราะ กฟภ.ต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมหลายวันก่อนที่จะกลับมาจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ เช่นเดียวกับเสาโทรศัพท์และตู้เอทีเอ็มที่เสียหาย ซึ่งต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมเช่นกัน นั่นล้วนแล้วแต่เป็นความเดือดร้อนของประชาชน
 
และที่สำคัญมีประชาชนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องมารับกรรมจากการกระทำของ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนบาดเจ็บไปอีกเกือบ 10 ราย ซึ่งเมื่อนำไปนับรวมกับ “เหยื่อไฟใต้” ตลอดช่วงกว่า 15 ปีที่ผ่านมายิ่งน่าใจหายนัก เพราะเวลานี้มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 6,000 คน บาดเจ็บจำนวนหลายหมื่นคน อันเป็นผลจากปฏิบัติการของขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ถูกเรียกขานว่า “บีอาร์เอ็นฯ”
 
หลังเกิดเหตุร้ายแทบจะทุกครั้ง หลายคนถามถึงกองกำลังของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่ง “แม่ทัพ” คนปัจจุบันเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า มีการส่ง “ชุด ชป.จรยุทธ์” ลงพื้นที่ป้องกันเหตุไปแล้วถึง 750 ชุด โดยเน้นในพื้นที่เสี่ยงหรือเขตอิทธิพลของบีอาร์เอ็นฯ เวลานี้กองกำลังดังกล่าวอยู่ที่ไหน ทำไมจึงยังป้องกันเหตุไม่ได้ แล้วทำไมสถานการณ์ต่างๆ ยังเหมือนเดิม
 
ในขณะที่ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ออกสื่อเรียกร้องให้กลุ่มผู้ที่ทำหน้าที่ด้านการพิทักษ์ “สิทธิมนุษยชน” ออกมาทำหน้าที่ประณามการกระทำของเหล่าโจรใต้ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยไม่เว้นแม้กระทั่งการทำร้ายเด็กและสตรี พร้อมทั้งขอให้ประชาชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ช่วยชี้เบาะแส ซึ่งนั่นก็เป็นการเรียกร้องแบบเดิมๆ ที่เรียกร้องกันมากว่า 15 ปีแล้ว แต่ไม่เคยเกิดมรรคผลอะไรเลย
.
ถึงเวลานี้มาเป็นการ “วิเคราะห์” เพื่อค้นหา “สาเหตุ” ที่แท้จริงกันดีกว่าไหม?!
.
อย่างทำไมมวลชนในพื้นที่ที่ส่วนใหญ่เป็น “มุสลิม” และส่วนใหญ่ที่เจ็บและตายจากฝีมือโจรใต้ก็เป็น “มุสลิม” แถมผู้ที่เดือดร้อนทุกครั้งจากการก่อวินาศกรรมไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า เส้นทางรถไฟ และสิ่งสาธารณูปโภคอื่นๆ ก็เป็น “มุสลิม” อีกเช่นกัน
 .
แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจึง “นิ่งเฉย” กับการก่อวินาศกรรมที่เกิดขึ้นทุกครั้งครา และยังทำเหมือนกับว่าไม่เดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย ยังวางตัวกันได้แบบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 .
หรือว่าแท้จริงแล้วคนส่วนใหญ่ที่เป็นคนในพื้นที่ “เห็นด้วย” และ “สนับสนุน” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนให้ก่อการร้าย จึงไม่เคยแสดงออกว่าเดือดร้อน และไม่เคยประณามผู้ก่อเหตุ ซึ่งนอกจากจะมีท่าทีไม่รู้สึกรู้สากับการกระทำของโจรใต้แล้ว หลายครั้งกลับยังออกมา “ด่าทอ” หรือกระทั่ง “โจมตี” เจ้าหน้าที่รัฐเอาเสียด้วย อย่างเรื่องเพียงแค่ไม่สบอารมณ์ที่ต้องใช้เวลาหลายวันในการซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคต่างๆ
 
หรือว่าแท้จริงแล้วสาเหตุที่คนมุสลิมส่วนใหญ่ไม่เอะอะโวยวายต่อการกระทำของโจรใต้ เพราะพวกเขา “หวาดกลัว” หรือกระทั่ง “หวาดระแวง” อิทธิพลของขบวนการแบ่งแยกดินแดน เพราะการอยู่ในพื้นที่จึงได้รู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นมากมาย รู้ว่าที่ในหมู่บ้านนั้นใครเป็นใคร
 .
ที่สำคัญกว่า 15 ปีผ่านไป คนในพื้นที่ก็ยังไม่มีความเชื่อมั่นใน “อำนาจรัฐ” และ “เจ้าหน้าที่รัฐ”!!
 .
ถ้า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังไม่มีการ “วิเคราะห์หาสาเหตุ” แห่งความเงียบเชียบของมุสลิมในพื้นที่ เชื่อว่าการออกมา “ร้องแรกแหกกระเชอ” เพื่อให้ประชาชนออกมาช่วยเจ้าหน้าที่หรือช่วยรัฐบาลแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น นั่นมีแต่จะเป็นเรื่องที่เหนื่อยเปล่า
 .
และนี่ก็เป็นหนึ่งของการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” เช่นกัน!!
 .
เช่นเดียวกับเรื่องของ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)” หรือผู้ที่อยู่ในวงการสิทธิมนุษยชนกลุ่มต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ รวมทั้ง “ภาคประชาสังคม” ในพื้นที่ที่มีมากกว่า 500 องค์กร เรื่องนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่า ทำไมบรรดาคนเหล่านั้นจึงไม่ร่วมมือ แถมยังกลับเห็นต่างกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเอาเสียด้วย
 .
ถ้ายังวิเคราะห์เรื่องราวเหล่านี้ไม่ออกก็ “ป่วยการ” ที่จะออกมา “ฟูมฟาย” แบบ “ตีโพยตีพาย” ให้ขายขี้หน้าไปทั้งกลม!!
 .
เพราะแม้แต่ภาคประชาสังคมในพื้นที่กว่า 500 องค์กร ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จัดงบประมาณปีละ 50-60 ล้านบาทให้ไปทำกิจกรรม ผ่านมาแล้วหลายปีทำไมกลับยังไม่ได้ใจคนในองค์กรเหล่านั้นบ้างเลย!!
 
ระเบิดที่เกิดขึ้นใน 6 อำเภอของ จ.ยะลา ล่าสุดนี้เป็นฝีมือของบีอาร์เอ็นฯ ที่ต้องการบอกว่า พวกเขา “ยังมีตัวตน” อยู่นะ และยังสามารถ “เคลื่อนไหว” ก่อการร้ายได้เช่นเดียวกับที่ไปปฏิบัติการบึ้มป่วนกลางกรุงเทพฯ มาแล้วถึง 18 ลูก
 
เรื่องนี้แกนนำบีอาร์เอ็นฯ “ยอมรับ” กับบุคคลที่ข้ามไปเจรจาด้วยแล้ว แถมยังให้ประเด็นถึงสาเหตุของการก่อวินาศกรรมในกรุงเทพฯ ไว้ 4 ข้อด้วยกัน ซึ่งหน่วยข่าวความมั่นคงทราบดี ไม่จำเป็นต้องนำมาขยายผลในที่นี้อีก?!
 
ส่วนเรื่องที่บีอาร์เอ็นฯ รุ่นเก๋าอายุกว่า 70 ปีที่ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ เรียกร้องให้รัฐไทยปล่อยผู้ต้องหาด้านความมั่นคง และกล่าวว่า ระเบิดที่กรุงเทพฯ เมื่อต้น ส.ค.ไม่ใช่ฝีมือของบีอาร์เอ็นฯ นั่นเป็นเพียง “กลยุทธ์” หนึ่งในการ “สร้างค่า” ของกลุ่มคนและของหน่วยข่าวบางกลุ่มเท่านั้น
 
อย่างไรก็ตาม เห็นที่ถูกอยู่อย่างหนึ่งก็ที่ระบุว่า “มาสเตอร์มายด์” ในการสั่งการให้วางระเบิดที่กรุงเทพฯ คือ “เด็ง อะแวจิ” นี่ต้องยอมรับว่าเขาคือ “ผบ.กองกำลังทางทหาร” ของบีอาร์เอ็นฯ ตัวจริง ซึ่งในขบวนการนอกจาก “ดูลเลาะ แวมะนอ” แล้วก็ยังมี “เด็ด แวกะจิ” กับ “อดุลย์ มุณี” ที่ร่วมเป็นแกนนำคนสำคัญที่ฝังตัวอยู่ในประเทศมาเลเซีย
 
หลังการก่อวินาศกรรมใน 6 อำเภอของ จ.ยะลา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกลาโหม ก็ออกคำสั่งให้หน่วยความมั่นคงในพื้นที่เร่งจับกุมผู้ก่อเหตุมาดำเนินการตามกฎหมายให้ได้ ความจริงไม่ต้องสั่งหน่วยงานในพื้นที่ก็ต้องทำอยู่แล้ว เพราะก็ได้ทำอย่างนี้มาแล้วกว่า 15 ปี
 .
บทบาทของ “ท่านผู้นำ” ดังกล่าวก็ต้องนับได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” อีกเช่นกัน!!
 .
ในขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนมาตรการดับไฟใต้ในหลายๆ กรณีก็เป็นไปอย่าง “หอยทากไต่เขา” เช่นเรื่องการให้ประชาชนใช้ถังบรรจุแก๊สหุงต้มแบบ “คอมโพสิต” แทน “เหล็ก” เพื่อป้องกันการนำ “ถังแก๊สเหล็ก” ไปประกอบเป็นระเบิด ซึ่งมาตรการนี้ทำมาแล้ว 3 ปี ได้ผลเพียง 33.13% นี่ถ้าจะทำให้สำเร็จ 100% คงต้องใช้เวลา 10 ปี ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นโจรใต้ก็พัฒนาการประกอบระเบิดไปไกลโขแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้ถังแก๊สเหล็กแล้วนั่นเอง
 
เช่นเดียวกับเรื่อง “2 แชะอัตลักษณ์” ที่ขีดเส้นตายไว้ในวันที่ 31 ต.ค.2562 นี้ ถ้าผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่ไม่ยอมเข้าโครงการก็จะถูกตัดสัญญาณ ถึงวันนี้เหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเพิ่งจะมีคนยอมเข้าโครงการเพียง 15.98% เท่านั้น แถมเชื่อกันว่าสุดท้ายแล้วอาจจะล้มเหลว หรือไม่ก็ต้องเลื่อนเส้นตายออกไป เพราะผู้ที่เดือดร้อนไม่ใช้ผู้บริโภคที่ใช้โทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว แต่บริษัทผู้ให้บริการจะกลายเป็นต้องได้รับผลกระทบหนักสุด
 
ถึงวันนั้นเสียงของเจ้าของค่ายโทรศัพท์มือถืออาจจะดังและสำคัญกว่าเสียงของประชาชนแน่นอน เช่นเดียวกับผู้จำหน่ายแก๊สหุงต้มในชายแดนใต้ 2-3 บริษัทที่ก็คงเสียงดังและได้รับความสำคัญกว่าหน่วยงานความมั่นคงเป็นแน่?!
 
ความจริงแล้วต้นเหตุของไฟใต้อยู่ในมาเลเซีย บีอาร์เอ็นฯ มีฐานที่มั่นและสั่งการมาจากมาเลเซีย โดยมีผู้ดูแลและให้การคุ้มครองอย่างมั่นคงคือ “รัฐบาลมาเลเซีย” ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทย ถ้ากองทัพไทยยังไม่กล้ายกระดับจากการ “เจรจา” ที่เคยเป็นแบบ “ใต้โต๊ะ” ให้ขึ้นมาเป็น “บนโต๊ะ” ก็อย่าหวังว่าการไล่จับโจรใต้หรือแนวร่วมในพื้นที่ได้ เช่นเดียวกัน ก็อย่าหวังว่าจะยุติการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งในกรุงเทพฯ หรือในจังหวัดอื่นๆ ลงได้
 
เช่นเดียวกับที่รัฐบาลปล่อยให้หน่วยงานอย่าง “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC)” มาตั้งสำนักงานนำบ้านเราเพื่อทำหน้าที่ “จุ้น” กับเรื่องราวไฟใต้ ทั้งที่สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นต้องมีองค์กรนี้ในประเทศไทย
 .
ถามว่าวันนี้คนทั้งโลกเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลไทยแถลง หรือเชื่อในข้อมูลของไอซีอาร์ซีกันเล่า?!
 .
ดังนี้แล้ว ต้นเหตุของไฟใต้อยู่ตรงไหน ถ้าต้องการให้หยุดโชนแสงก็ต้องไปดับที่นั่นใช่หรือไม่ แล้วเพื่อไม่ให้มีใครช่วยกระพือให้โชนเปลวได้อีก นั่นก็ต้องเร่งส่งฝรั่งตาน้ำข้าวกลับบ้านให้เร็วที่สุด?!?!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...