xs
xsm
sm
md
lg

5 องค์กรเรียกร้อง สตช.เลิกบิดเบือนใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินคุมตัวผู้ต้องสงสัยบึ้มกรุง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ศูนย์ข่าวภาคใต้ - ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ 4 องค์กรเรียกร้อง สตช.ใช้กระบวนการทางกฎหมายปกติดำเนินคดีผู้ต้องสงสัยคดีลอบวางวัตถุคล้ายระเบิดหน้า สตช. เลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหตุพื้นที่เกิดเหตุคือ กทม.ไม่ใช่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชี้ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ บิดเบือนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม ร้องสอบกลุ่มชายอุ้มญาติผู้ต้องสงสัยไปซักถาม

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์กรต่างๆ ประกอบด้วย (1) สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน (2) มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (3) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ (4) มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม ร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อให้ชี้แจงข้อสงสัยและดำเนินการเกี่ยวกับกรณีการจับกุมควบคุมตัว 2 ผู้ต้องสงสัยลอบวางวัตถุคล้ายระเบิดหน้า สตช. จำนวน 3 ข้อ ดังนี้ (1) ขอให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาผู้กระทำความผิดจากเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ อย่างเร่งด่วน โดยใช้กระบวนการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

(2) ยุติการนำตัวผู้ต้องสงสัยจากเหตุระเบิดในกรุงเทพฯ ไปควบคุมตัวในพื้นที่ จ.ยะลา โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้ใช้กลไกตามกฎหมายปกติในการสอบสวนและดำเนินคดี และ (3) ขอให้ดำเนินการสอบสวนหาบุคคล ซึ่งอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวญาติผู้ต้องสงสัยไปสอบถามข้อมูล เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ไปจากที่ทำงานย่านสุขุมวิท เพื่อสอบถามข้อมูล โดยไม่มีการแสดงตัว ไม่เปิดเผยสังกัด และสถานที่ และบังคับให้ลงชื่อในบันทึกการสอบถาม (คลิกอ่านข่าว - อ้างเป็น จนท.อุ้ม “น้าสาวลูไอ แซแง” เข้าอาคารย่านสถานีรถไฟสามเสน)

ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรต่างๆ ดังกล่าวกังวลถึงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นและเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีความกดดันในการค้นหาตัวผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม การสืบสวนสอบสวนเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินการตามกฎหมายนั้นต้องเป็นไปตามบรรทัดฐานทางกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือน ปราศจากฐานอำนาจทางกฎหมายที่ถูกต้อง ย่อมส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม อันอาจก่อความเสียหายมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนและองค์กรต่างๆ ข้างต้น ได้ตั้งข้อสังเกตทางกฎหมายต่อกรณีการควบคุมตัวไว้ 3 ข้อ คือ (1) การปกปิดชะตากรรมผู้ต้องสงสัยใน 3 วันแรก โดยช่วงระยะเวลาอย่างน้อย 3 วัน ระหว่างวันที่ 2-4 ส.ค. ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมตัวหรือหน่วยงานรัฐใดให้ข้อมูลแก่ญาติหรือทนายความถึงเหตุในการจับกุมและอำนาจที่ใช้ในการควบคุมตัว อีกทั้งเจ้าหน้าที่รัฐยังให้ข้อมูลไม่ตรงกันถึงสถานที่ที่ใช้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสอง อันถือได้ว่าเป็นการปกปิดข้อมูลหรือชะตากรรมของผู้ถูกควบคุมตัวในระยะเวลาดังกล่าว ซึ่งหากเป็นการจับกุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 87 กำหนดให้ควบคุมตัวบุคคลผู้ถูกจับไว้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับถูกนำตัวไปถึงที่ทำการของพนักงานสอบสวน และผู้ถูกจับต้องได้รับแจ้งสิทธิในการแจ้งให้ญาติหรือทนายความรับรู้ถึงการจับกุมดังกล่าว

(2) อำนาจในการควบคุมตัวบุคคลตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รองโฆษก สตช.ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 4 ส.ค.ว่า ตำรวจอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คน ปัจจุบันทั้งสองถูกควบคุมอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติการ สตช. ส่วนหน้า อ.เมือง จ.ยะลา ทั้งนี้ ตามมาตรา 12 พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พนักงานเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบุคคลไว้ในสถานที่อื่น ซึ่งมิใช่สถานที่คุมขังได้ไม่เกิน 7 วัน โดยได้รับอนุญาตจากศาลและร้องขอต่อศาล เพื่อขอขยายระยะเวลาในการควบคุมตัวต่อได้อีกคราวละ 7 วัน รวมแล้วไม่เกิน 30 วัน

เหตุที่ใช้ในการควบคุมตัวบุคคลทั้งสองคือเหตุการณ์ระเบิดในกรุงเทพฯ ไม่ใช่เหตุที่เกิดภายในพื้นที่ จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่จะมีอำนาจควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ก็ต่อเมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามมาตรา 11 วรรคสองก่อน การควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งสองจาก จ.ชุมพร และนำมาควบคุมตัวต่อที่ จ.ยะลา โดยอ้างว่าอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จึงไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ซึ่งต้องมีประกาศใช้เฉพาะบางพื้นที่และต้องมีการทบทวนการประกาศใช้ทุก 3 เดือน

“หากเหตุในการกระทำความผิดเกิดนอกพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่เจ้าหน้าที่นำตัวบุคคลผู้ต้องสงสัยไปควบคุมตัวในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อขยายระยะเวลาในการควบคุมตัว ย่อมเป็นการใช้อำนาจอย่างบิดเบือนและก่อให้เกิดผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม”

และ (3) การควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ไปจากที่ทำงานย่านสุขุมวิทเพื่อสอบถามข้อมูล โดยกลุ่มบุคคลซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ สังกัด และสถานที่ในการควบคุมตัว ไม่มีหมายเรียกหรือหมายจับ รวมถึงการบังคับให้ลงชื่อในเอกสารเพื่อแลกกับการปล่อยตัวนั้น เป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบ และกระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...