xs
xsm
sm
md
lg

แม้ ‘ประมงไทย’ จะหลุดพ้น ‘เทียร์ 3’ แต่เอกชนยังคงให้ความสำคัญต่อ ‘สิทธิแรงงาน’

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
3 บริษัทอาหารทะเลรายใหญ่ ยืนยันเดินหน้าส่งเสริมสิทธิแรงงาน แม้พ้นใบเหลือง IUU

จากกรณีประเทศไทยได้ดำเนินแก้ไขปัญหาประมงไทย หลังจากที่ได้รับการแจ้งเตือนจาก IUU เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงเงื่อนไขที่ IUU ได้กำหนดเงื่อนไขต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิแรงงานประมง จนสามารถเป็นที่ยอมรับกันในระดับหนึ่ง ขณะที่หลายฝ่ายยังมีความกังวลต่อประเด็นสิทธิแรงงาน ภาคเอกชนผู้ส่งออกอาหารทะเลแถวหน้าของไทย ได้ให้คำมั่นถึงการปรับปรุง และพัฒนาการส่งเสริมสิทธิแรงงาน ในประเด็นกลไกการร้องเรียนความปลอดภัยในการทำงาน และกระบวนการสรรหาแรงงาน โดยต่างระบุว่ามีความตั้งใจจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมชี้ว่าเป็นเรื่องน่ายินดี พร้อมย้ำถึงความสำคัญของภาคธุรกิจว่าจะต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และจริงจัง รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลาย รวมถึงภาครัฐ เพราะปัญหาแรงงานโดนละเมิด และความเสี่ยงจากการทำงานยังอยู่ในระดับน่าเป็นห่วง แม้จะพ้นใบเหลืองไปแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2562 ทางภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมเพื่ออาหารทะเลที่เป็นธรรมและยั่งยืน ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อปักหมุดว่าตอนนี้เราเดินมาถึงไหน และแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับก้าวต่อไปของประเทศ โดยภาคธุรกิจ หน่วยงานรัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการเข้าร่วม ซึ่งการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นบนเวทีเสวนาในหัวข้อ ‘หลังคลื่น IUU เดินหน้าหรือหยุดนิ่ง? ทิศทาง และความท้าทายล่าสุดประมงไทย’
 

 
ช่องทางการร้องเรียน และคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบการ

นางเบ็ญจพร ชวลิตานนท์ ผู้จัดการฝ่ายบุคคล บริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด (มหาชน) ชี้ถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้คณะกรรมการสวัสดิการสามารถทำงาน และเป็นผู้แทนแรงงานได้จริง ทั้งนี้ จาก 8 ช่องทางกลไกการร้องเรียนที่บริษัทมี คณะกรรมการสวัสดิการเป็นช่องทางการร้องเรียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด โดยที่คณะกรรมการสวัสดิการจะประชุมร่วมกัน ไม่เฉพาะฝ่ายบุคคล แต่ประชุมร่วมกับผู้บริหารเฉลี่ยเดือนละ 1 ครั้ง ปัจจุบันร้อยละ 80 ของคณะกรรมการที่ผ่านการเลือกตั้งจากพนักงานด้วยกันเองทั้งหมด 22 คนเป็นผู้หญิง นอกจากนี้ ยังเสริมด้วยการมี Employee Caring Team ซึ่งเป็นทีมดูแลพนักงานของบริษัทไว้คอยเข้าหาพูดคุยเชิงรุกกับแรงงาน เพื่อรับเรื่องร้องเรียนอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถแก้ปัญหาในเชิงปฏิบัติได้จริง เช่น ปัญหาความไม่เข้าใจในการสื่อสารระหว่างหัวหน้า และแรงงานข้ามชาติ

“หลายๆ เรื่องของพนักงานเกิดจากความเข้าใจผิดระหว่างพนักงานกับหัวหน้า เกิดปัญหาความเข้าใจผิดกัน ไม่รู้ล่ามแปลอย่างไรบ้าง วันนี้เราให้หัวหน้างานในไลน์การผลิตไปเรียนภาษาพม่าเพิ่มขึ้น เริ่มทำตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว วันนี้บรรยากาศการทำงานในไลน์การผลิตดีขึ้น เพราะหัวหน้ากับพนักงานพูดภาษาเดียวกัน โดยเฉพาะศัพท์ง่ายๆ ในไลน์การผลิต” นางเบ็ญจพร กล่าว

นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ผู้จัดการด้านสิทธิมนุษยชน บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ช่องทางการร้องเรียนแต่ละช่องทางมีความเฉพาะตัว และความท้าทายแตกต่างกันออกไป เช่น การร้องเรียนให้ปรับปรุงสวัสดิการ และสภาพการทำงานทั่วไป มักจะมาจากคณะกรรมการสวัสดิการ แต่ถ้าเป็นการร้องเรียนเรื่องที่ร้ายแรงกว่านั้น เช่น ร้องเรียนหัวหน้างานหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนจะมาจากกลไกภายนอกผ่านเอ็นจีโอ เป็นต้น

ด้าน น.ส.พักตร์พริ้ง บุญน้อม ตัวแทนจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า นอกจากบริษัทจะจัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการสวัสดิการตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ภายหลังรับข้อเสนอของภาคประชาสังคม ทางบริษัทจัดให้มีสัดส่วนคณะกรรมการเพิ่มขึ้นจากขั้นต่ำ 5 คน โดยให้เพิ่มตัวแทน 1 คนต่อพักงานทุกๆ 400 คน ทั้งนี้ หากผลการเลือกตั้งยังไม่ครอบคลุมตัวแทนทุกกลุ่ม ก็จะจัดให้มีการเลือกอนุกรรมการที่เป็นตัวแทนของแรงงานให้ครอบคลุมใน 4 ด้าน คือเพศ เชื้อชาติ ศาสนา และความพิการ

โดยคณะอนุกรรมการมีหน้าที่นำเสนอปัญหา และข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการสวัสดิการ ก่อนที่คณะกรรมการสวัสดิการจะประชุมร่วมกับผู้บริหาร บริษัทขอขอบคุณเครือข่ายภาคประชาสังคมที่ให้แนวคิด และจุดประกายเราในเรื่องสัดส่วนตัวแทนนี้ขึ้นมา ซีพีเอฟเริ่มทำมาตั้งแต่ปลายปี 2561 โดยจะให้ครบคลุมโรงงานทั้งหมดของบริษัท ขณะที่ภาครัฐเองก็มีแผนที่จะส่งเสริมบทบาทของคณะกรรมการสวัสดิการมากขึ้นเช่นกัน

นายสมบูรณ์ ตรัยศิลานันท์ รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในอนาคตคณะกรรมการสวัสดิการจะต้องมีส่วนร่วมในพิจารณา ในกรณีนายจ้างจะลงโทษลูกจ้างด้วย ส่วนกระบวนการตรวจสอบสถานประกอบการของภาครัฐเองก็ต้องเข้มข้นขึ้น เช่น พุ่งเป้าไปที่การตรวจสอบบริษัทที่ต้องสงสัย ว่าจะมีปัญหาละเมิดสิทธิแรงงาน มากกว่าการตรวจสอบบริษัทใหญ่ๆ ที่ค่อนข้างจะมีมาตรฐานอยู่พอสมควรแล้ว

“คณะกรรมการสวัสดิการเป็นหนึ่งในช่องทางการร้องเรียนกับบริษัท ครั้นจะรวมตัวกันแบบสหภาพแรงงานก็ยังทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐบาลยังไม่รับรองอนุสัญญาทั้ง 2 ฉบับ คือตัว 87 (อนุสัญญาฉบับที่ 87 ว่าด้วยว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว) และ 98 (อนุสัญญาฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรอง) แต่เป้าหมายและความพึงพอใจอันสูงสุดของเรา คือการที่รัฐบาลรับอนุสัญญาทั้ง 87 และ 98” น.ส.สุธาสินี แก้วเหล็กไหล ผู้ประสานงานเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ กล่าว

ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายฯ เห็นว่า คณะกรรมการสวัสดิการเป็นกลไกการร้องเรียนหนึ่งที่มีอยู่แล้วตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งควรทำให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ให้แรงงานสามารถเข้าถึงเพื่อสื่อสารปัญหาต่างๆ และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม จุดยืนสำคัญของภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมฯ คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 ซึ่งยอมรับในสิทธิเสรีภาพของแรงงาน ทั้งแรงงานไทย และแรงงานข้ามชาติ ในการรวมตัว และเจรจาต่อรองอย่างแท้จริง
 

 
สุขภาพ และความปลอดภัยในการทำงาน

ตัวแทนซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทไม่ได้เป็นเจ้าของเรือประมง จึงทำได้เพียงขอความร่วมมือจากคู่ค้า เช่น ผู้ผลิตปลาป่นให้ตรวจสอบซัพพลายเออร์อีกที ตอนนี้บริษัทซื้อปลาป่นที่เป็น by product ทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ไม่ได้มีการจัดซื้อจากเรือในประเทศไทย ในส่วนของสถานประกอบการมีความท้าทายในปัจจุบัน คือความคาดหวังจากคู่ค้าต่างชาติที่สูงกว่ากฎหมายไทย

ด้านซีเฟรชฯ เปิดเผยว่า มีเป้าหมายทำให้อุบัติเหตุในที่ทำงานเป็นศูนย์ แต่แรงงานข้ามชาติส่วนมากมีความรู้ ความเข้าใจ ในการป้องกันอุบัติเหตุในการทำงานน้อย จึงต้องให้ความสำคัญอบรมเรื่องความปลอดภัย และมีหน่วยงานเชิงรุกที่มีหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานการผลิตว่าแรงงานมีความเข้าใจหรือไม่ หากแรงงานไม่รู้ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบคือหัวหน้างาน

ขณะที่ นายปราชญ์ เกิดไพโรจน์ ตัวแทนจากไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ทางบริษัทก็ไม่ได้เป็นเจ้าของเรือประมง แต่สนับสนุนให้คู่ค้าที่เป็นเรือประมงพัฒนามาตรฐาน มีการสุ่มตรวจสอบเรือประมง และที่สำคัญคือการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมในการจัดเวิร์กช็อปอบรมเรื่องสุขภาพ และความปลอดภัยให้แรงงานประมง เจ้าของเรือ โดยดำเนินการกับเรือที่เชื่อมโยงกับสายการผลิตของบริษัท

“คู่ค้า [เรือประมง] น่าจะมองเป็นเรื่องที่ดี เพราะทราบว่าช่วงนี้อาจมีการขาดแคลนแรงงานประมง เพราะฉะนั้นถ้าแรงงานเขาบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตมันไม่เป็นผลดีอยู่แล้ว เขาก็ให้คอมเม้นว่าเขาดีใจที่ได้รับความรู้ เพราะไม่เคยมีใครมาพูดเรื่องสุขภาพความปลอดภัยตรงนี้เลย” ตัวแทนจากไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าว

ด้านรองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ชี้ถึงช่องว่างซึ่งทำให้ไม่สามารถรับรู้ถึงสถานการณ์ที่เป็นจริงในปัจจุบันได้ โดยกล่าวว่า ทางกรมไม่ได้เก็บสถิติอุบัติเหตุ และความปลอดภัยของแรงงานเอง แต่ใช้สถิติของประกันสังคม ปัญหาคือแรงงานประมงยังไม่ได้เข้าระบบประกันสังคม จึงไม่มีสถิติที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวยืนยันว่าหลังจากนี้แรงงานประมงกำลังจะเข้าระบบประกันสังคมแล้ว
 

 
กระบวนการสรรหาแรงงาน

ในประเด็นเรื่องการสรรหาแรงงานอย่างมีความรับผิดชอบ ตัวแทนของทั้ง 3 บริษัท มีแนวทางที่คล้ายคลึงกัน คือการทำงานร่วมกับบริษัทจัดหางานในประเทศต้นทาง เพื่อให้มีการให้ข้อมูลต่อแรงงาน ทั้งเงื่อนไขในการทำงาน ข้อมูลเรื่องสิทธิและสวัสดิการ และค่าใช้จ่ายในการเข้าสู่งาน เป็นต้น และเมื่อแรงงานเดินทางมาถึงเมืองไทย และเริ่มทำงานกับบริษัทแล้ว จะมีการสัมภาษณ์เพื่อหาความผิดปกติในการเก็บค่าจัดหางานเพื่อนำไปสู่การสอบสวน และดำเนินการกับบริษัทจัดหางานต่อไป

ตัวแทนบริษัทไทยยูเนียน กล่าวว่า มีการอบรมที่ประเทศพม่า ร่วมกับเครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติ (MWRN) ก่อนแรงงานจะเดินทางมาทำงาน และเมื่อเดินทางมาทำงานแล้ว บริษัทจะสำรวจกับพนักงานว่าพึงพอใจกับระบบจัดหางานที่ประเทศต้นทางหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีการสุ่มสัมภาษณ์โดย MWRN เพื่อนำไปสู่การจัดความสัมพันธ์ หรือกำหนดเงื่อนไขกับบริษัทจัดหางานอีกด้วย

ส่วนของบริษัท ซีเฟรชอินดัสตรี จำกัด กล่าวว่า บริษัทนำเข้าแรงงานจากพม่าเป็นส่วนใหญ่ โดยมีบันทึกข้อตกลงที่มีเงื่อนไขเรื่องค่าใช้จ่ายที่ชัดเจน บริษัทส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลไปที่พม่าโดยตรงเพื่อให้แรงงานทราบเงื่อนไขการทำงานมากที่สุด ก่อนตัดสินใจมาทำงานกับบริษัท มีการเปิดวีดิโอการผลิตให้เห็นถึงสภาพการทำงาน ข้อมูลเรื่องรายได้ สวัสดิการ สภาพหอพัก ชุดยูนิฟอร์ม เพื่อให้แรงงานเห็นสภาพการทำงานจริงมากที่สุดก่อนการตัดสินใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแม้เป็นบริษัทต่างขนาดกับอีก 2 บริษัทที่ร่วมเวที แต่ก็สามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้

น.ส.พักตร์พริ้ง บุญน้อม บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เผยว่า บริษัทมีแรงงานต่างด้าวประมาณ 12,000 คน จากกัมพูชา 8,000 คน จากพม่า 4,000 คน ทำงานในโรงงานแปรรูปไก่ และกุ้ง โดยบริษัทแม้ยังไม่ได้ส่งเจ้าหน้าที่หรือทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม ในการจัดอบรมแรงงานก่อนข้ามแดนโดยตรง แต่ได้จัดให้บริษัทจัดหางานมาเยี่ยมโรงงาน และเห็นกระบวนการทำงาน เพื่อที่จะนำไปถ่ายทอดต่อกับแรงงาน โดยบริษัทจัดหางานจะได้รับข้อมูลเรื่องสถานที่ทำงาน สวัสดิการ หอพัก โดยสิทธิและสวัสดิการได้เท่ากันกับแรงงานไทย (แตกต่างกันไปตามแหล่งที่ทำงาน) นอกจากนั้น บริษัทได้ร่วมงานกับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ในการสัมภาษณ์แรงงาน (Post-arrival interview) เมื่อแรงงานเริ่มทำงานที่บริษัทแล้ว เพื่อให้ได้ข้อมูลเรื่องการเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ หากมีการเก็บเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดจะมีการประสานกับบริษัท รวมถึงกับบริษัทจัดหางานลูก (sub-agency) ด้วย

ด้านความคุ้มค่าของการสรรหาแรงงานอย่างมีความรับผิดชอบ นางเบ็ญจพร จากทางซีเฟรช กล่าวว่า ถามว่าคุ้มไหม เราดูผลที่เกิดขึ้น เด็กที่เดินทางมาอยู่กับเรา อัตราการคงอยู่ในช่วงก่อนพ้นโปร 98% เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่แล้วประมาณ 75%

น.ส.นาตยา เพ็ชรัตน์ เลขาธิการภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมฯ กล่าวย้ำว่า เป็นความน่ายินดีที่ทางบริษัทยืนยันถึงการแก้ไขปัญหาการจ้างงานในธุรกิจประมง และแปรรูปสัตว์น้ำ ต้องยอมรับว่าปัญหาแรงงานมีความซับซ้อน ไม่สามารถจัดการได้โดยใครหรือหน่วยงานใดเพียงลำพังหรือระยะเวลาอันสั้นได้ จุดที่สำคัญที่สุดคือผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคธุรกิจได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจริงจังตามที่ชี้แจงไว้ ขณะเดียวกันความเสี่ยงคือการส่งเสริมสิทธิแรงงานเพียงชั่วครั้งชั่วคราว หรือเพียงเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น ซึ่งการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งรัฐ ธุรกิจ ภาคประชาสังคม จึงมีความสำคัญในการที่จะทำให้มั่นใจได้ว่า แรงงานจะได้รับความใส่ใจในสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ประโยชน์ตรงนี้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับแรงงานเท่านั้น แต่จะช่วยยกมาตรฐานอุตสาหกรรมไทยในการแข่งขัน และสร้างความยอมรับในระดับสากลด้วย

ด้าน ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล ศูนย์วิจัยการย้ายถิ่นแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การพูดคุยวันนี้ทำให้เห็นการประสานความร่วมมือในประเด็นข้อท้าทายระดับโลก โดยเฉพาะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ

“คนอาจมองว่าปัญหาไอยูยู และแรงงานผิดกฎหมาย เป็นปัจจัยภายนอกที่อียูบังคับให้เราทำ แต่วันนี้มีพลวัตร คือเกิดความพยายามของภาคส่วนต่างๆ ภายในประเทศ โดยไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกบังคับให้ทำ ขณะที่มีความกังวลว่า หากไม่มีใบเหลืองแล้วสถานการณ์จะเป็นอย่างไร แต่เวทีวันนี้ทำให้เห็นว่ามีปัญหา มีทางออก และมีนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้น จึงต้องคิดไปข้างหน้าว่าในอีก 4-5 ปี อุตสาหกรรมประมงจะเป็นอย่างไร และคนอาจมองว่าบริษัทใหญ่มีต้นทุนสำหรับการจัดการที่ดี และนวัตกรรม แต่สิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กได้” ผศ.ดร.นฤมล กล่าวในที่สุด
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...