xs
xsm
sm
md
lg

นัยแห่งบทสนทนาของ “อำนาจนิยม”..?! (ติดตามแถลงนโยบายในสภาฯ แล้วมาอ่านยิ่งได้อรรถรส)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์... คนทุกข์ลุกสร้างสุข : สมัชชาประชาชนภาคใต้  /  โดย... รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ รักษาการคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
 
แฟ้มภาพ
 
ในสังคมที่ก้าวหน้าและให้คุณค่ากับความเป็นประชาธิปไตย ล้วนตระหนักและให้ความสำคัญต่อการสนทนาหรือพูดคุยกันเสมอภาค เท่าเทียมกันของผู้คนร่วมสังคม โดยไม่พยายามผูกขาด ควบคุม กระทำการ หรือครอบครองการสนทนาไว้ที่บุคคล/ผู้คน/กลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และ/หรือพยายามกีดกัน ปิดกั้นการเข้าร่วมสนทนา
 
ในทางกลับกัน สังคมที่ยึดถือหรือตกอยู่ในสภาวการณ์ที่เบี่ยงเบนไปจากความเป็นประชาธิปไตย หรือพื้นที่ทางสังคมและการเมืองถูกยึดยื้อครอบครองโดยระบอบ “อำนาจนิยม” โดยทั่วไปมักนิยมใช้ “อำนาจ” เป็นพลังบังคับ สั่งการ ควบคุม ชักจูง ครอบงำ กระทำการให้บรรลุอุดมการณ์ แรงจูงใจ แรงปรารถนา ความต้องการทางการเมือง ฯลฯ
 
อำนาจสำคัญประการหนึ่งของ “อำนาจนิยม” คือการสร้าง- ผลิตซ้ำ “ตัวบทการสนทนา” และทำให้ตัวบทสนทนานั้นประสบความสำเร็จ ด้วยการใช้อำนาจรัฐและทรัพยากรของสังคมอย่างหลากหลาย กระทั่งสามารถ “ครอบครองการสนทนา” นั้นอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การครอบครองการสนทนาที่ต่อเนื่อง” เช่น การขอร้อง โน้มน้าว สร้างแรงจูงใจ ครอบงำ สร้างจินตนาการ สร้างแรงบันดาลใจ อารมณ์ ความรู้สึกร่วม และ “การครอบครองการมีส่วนร่วมสนทนา” โดยมองว่าประชาชนเป็นคู่สนทนาที่เป็นของตาย ที่สามารถปิดกั้น กีดกัน จำกัด ตัดสิทธิ การบังคับ สั่งการ ควบคุม การใช้กฎหมาย จนกระทั่งบทสนทนาทั้งหลายสามารถลงหลักปักฐานในความรู้สึก การรับรู้ทั่วไปของผู้คน ปรากฏตัวบทสนทนาในกฎหมาย นโยบาย แผน โครงการ กลไกและสถาบันรัฐ
 
กล่าวได้ว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานับแต่ “การก่อรัฐประหาร” ครั้งล่าสุด ระบอบอำนาจนิยมในสังคมไทยได้ค่อยๆ สถาปนาขึ้นอย่างแข็งแกร่งและทรงพลัง
 
ด้วยการครอบครองการสนทนาต่อเนื่องจากจุดเริ่มต้น “ขจัดความขัดแย้ง คืนความสงบสุข ถึงการผูกขาดสร้างประชาธิปไตย สร้างอนาคตฝ่ายเดียว” ดังบท “กำลังสร้างบ้าน สร้างประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ไม่ให้ใครมาทำลาย” / “เขียนยุทธศาสตร์เป็นการเขียนวางแผนอนาคตเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ใช่รักษาอำนาจไว้” / “การฟื้นฟูชื่อเสียงเกียรติคุณ” / “การเติบโตเชิงคุณภาพ” เป็นต้น
 
เมื่อประสม-ประสานเข้ากับการครอบครองการมีส่วนร่วมการสนทนา จากการปิดกั้น กีดกัน จำกัด ตัดสิทธิการสนทนาด้วยการบังคับ ขู่เข็ญ ทำร้าย ควบคุม การใช้กฎหมาย การเลือกปฏิบัติ การรังแกโดยกฎหมาย การใช้อำนาจมืด
 
ดังรูปธรรมที่สะท้อนผ่านข้อมูลจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ “iLAW” ที่ระบุว่า ตลอดระยะเวลา 5 ปี ของการครองอำนาจมีการออกกฎหมาย คำสั่งพิเศษ ประกาศ มากกว่า 500 ฉบับ มีผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองถึงเกือบ 1,000 คน
 
ทำให้กลุ่มอำนาจนิยมประสบความสำเร็จในการ “เปลี่ยนนัยแห่งบทสนทนา” และทำให้นัยนั้นกลายเป็นการสนทนาที่สามัญที่ผู้คนยอมรับด้วยกระบวนการการเลือกตั้ง แม้ในเชิงระบบ/โครงสร้างทางการเมือง และระบอบประชาธิปไตยหลังการเลือกตั้งจะอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า “การกำกับ-ควบคุม” และ “การปันแบ่งประสานผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจนำ” ที่ประกอบด้วย รัฐ ราชการ ทุนขนาดใหญ่ ทุนท้องถิ่นสวามิภักดิ์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนทนาพาทีถูกคอ ภาษาเดียวกัน มากกว่าการสนทนากับประชาชนทั่วไปที่ฟังได้เพียงเสียงอู้อี้ (Mumble)
 
กระนั้น ท่ามกลางบทสนทนาที่ถูกกำกับด้วยกลุ่มอำนาจนิยม ก็ไม่สามารถ “ปิดบทสนทนาใหม่ๆ” ให้ผู้คนเข้ามา “เปล่งเสียงสนทนา” ได้ โดยเฉพาะหลังจากการประกาศให้มีการเลือกตั้ง บทสนทนาใหม่ๆ บทสนทนาที่แตกต่าง ได้ส่งเสียงออกมาในพื้นที่สังคม/ทางการเมืองได้โดยไม่พะวักพะวง เป็นบทสนทนาที่หลุดออกจากการถูกพันธนาการ และยิ่งชอบธรรมมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะประชาธิปไตยแบบปันแบ่งประสานผลประโยชน์มักจะกระทำในทุกวิถีทางในการแย่งชิงทรัพยากรไปจากสังคม ทำให้สังคมเกิดการตื่นตัว พยายามลุกขึ้นแสวงหาช่องทางสร้างเปล่งบทสนทนา ท้าทายประชาธิปไตยในลักษณะที่ว่านี้
 
การครอบครองการสนทนาและครอบครองการมีส่วนร่วมสนทนายังคงต่อเนื่องต่อไป จากบทสนทนาชวนเชื่อใหม่ของรัฐบาลที่พรางร่างเป็น “อำนาจนิยมลูกผสม” บทสนทนาที่ “แจ้งชัด แฝงฝัง เบี่ยงบัง” ในนโยบาย กฎหมาย กลไก สถาบันการเมือง เช่น รัฐสภา วุฒิสภา ระบบราชการ กองทัพ อย่างหนาแน่น มั่นคง และมีบทบาทสำคัญในการประคับประคอง สร้างเสถียรภาพสืบอำนาจได้ยาวนานออกไปอย่างไม่คาดคิด
 
การทลายกำแพงการสนทนาในลักษณะนี้ ต้องประสานพลังคนรุ่นใหม่ พลังของข้อมูลความรู้ พลังเครือข่ายทางสังคมใหม่ๆ ที่เติบโตขึ้นในระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การเข้าสู่สังคมผู้ประกอบการ เครือข่ายชุมชน สภาองค์กรชุมชน สังคม ภาคประชาชนและประชาสังคม ด้วยการสร้างบทและมารยาทการสนทนาใหม่ๆ
 
การใช้สื่อสังคมออนไลน์ ที่สนองรับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนผู้ถูกกระทำ การทำให้สอดคล้องต่อกระแสความคิด ทิศทางการพัฒนาสากล การพัฒนาประชาธิปไตย การกระจายอำนาจ การขยายฐานความคิด การจัดการ/กำหนดอนาคตตนเอง
 
ปฏิบัติการไม่ยินยอม ฝืนทนต่อการสนทนาและการกระทำของ “โครงสร้างอำนาจนิยมกลุ่มเดิม” ที่พยายามแสดงตนเป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือสังคม การเมือง เหนือประชาธิปไตยในแบบอย่างที่ไม่คู่ควร
 
การไม่ยอมรับ ขัดขืน แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาให้เห็นว่า “ไม่มีสิทธิทำลายความฝันของสังคม ด้วยบทสนทนาอันหยาบคาย ไร้อนาคต” และทำให้บทสนทนาใหม่ๆ กะเทาะอำนาจนิยมในคราบเงาประชาธิปไตยให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย
 
รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์
 
 
หมายเหตุผู้เขียน : เป็นงานเขียนทางวิชาการเพื่อใช้ประกอบการแถลงเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 กรกฎาคม 2562 ณ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...