xs
xsm
sm
md
lg

จากเพลงหนังตะลุง ภาพเครื่องบินทิ้งระเบิด ประสบการณ์ในป่ามืด...สู่การยุติสงครามไทยฆ่าไทยด้วย “นโยบาย 66/23” ของ “ป๋าเปรม”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จากนาบอนถึงริมฝั่งเจ้าพระยา  /  โดย... ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ผู้ดำเนินรายการสภากาแฟช่อง NEWS1
 
คณะผู้เจรจาและสักขีพยาน (ผู้เขียนแถวยืนขวาสุด)
 
“...ผมชาวสุราษฎร์ อยู่ในหลาดพรุพี
พอพวกคอมฯ มี ฉานหนีไปเขาศูนย์...
เขาศูนย์คอมฯ มี ฉานหนีไปพิปูนฯ
แล้วกลับกะทูน เพราะพิปูนฯ คอมฯ ก็มี...
มาอยู่กะทูน ฉานอยู่ไม่ได้
พวกคอมฯ ล้อมนาย ฉันจึงย้ายหนี
หนีมาบ้านส้อง อยู่เหนือคลองสบายดี
ทำไร่หลายปี พอคอมฯ มีหนีเลย...
หนีจากเหนือคลอง มาอยู่ช่องช้าง
ฉานทำงานจ้าง กรีดยางลุงเฉย
พวกคอมฯ เต็มบ้าน ลูกหลานป้าเชย
ไม่อยู่แล้วเหวย ลุงเฉยก็คอมฯ...
หนีจากช่องช้าง ไปทางเหมืองทวด
เดินจนตีนปวด ร่างกายผ่ายผอม
เห็นซากรถถัง ผุพังเพราะคอมฯ
คนอ้วน-คนผอม แถวนี้คอมฯ ทั้งเพ...
หนีมาเหมืองทวด ตีนปวดไม่ทันหาย
พวกคอมฯ ล้อมนาย ฉานต้องย้ายแล้วเด้
ย้ายไปกงตาก คอมฯ มากทั้งเพ
ขาด้วน-ขาเฉ ตาเหล่-ก็มี...
กงตาก กรุงชิง คอมฯ ยังเป็นร้อย
ยิงนายตายบ่อย ฉานเลยถอยหนี
หนีออกห้วยมุด คอมฯ อุด คอมฯ ตี
กลับบ้านพรุพี คอมฯ ตีค่ายโคกแค...
หนีไปพระแสง คอมฯ นอนตะแคงสบาย
หนีออกบางลาย เห็นคอมฯ ชายทอดแห
คอมฯ หญิงถือปืน ยืนยามคอยแล
หนีเข้าลานเข้ คอมฯ ทั้งเพเหมือนกัน...
คลองหนวน ยูงงาม คอมฯ มากเหมือนผึ้ง
กว่าถึงควนเริญ ฉานเดินจนน่องสั่น
คลองตาล บ้านใหญ่ ก็เกือบไปเหมือนกัน
พอดีหนีทัน แถวนั้นไม่ปลอดภัย
หนีออกเคียนซา คิดว่าคอมฯ หาม่าย
แต่ผลสุดท้าย ไปนอนกลางค่ายใหญ่
ฉานคนกลัวคอมฯ ตรมตรอมหัวใจ
ไม่รู้หนี้ไปไหน เลยตัดสินใจเป็นคอมฯ”
.
เพลง “หนีคอมฯ” ประพันธ์โดย “หนังประเคียง ระฆังทอง”
.
บทกลอนนี้สะท้อนชีวิตของชาวบ้านปักษ์ใต้ในช่วงสงครามเย็นได้เป็นอย่างดี สถานที่ต่างๆ ทุกพื้นที่ที่หนีคอมฯ อยู่ไม่ห่างไกลจากบ้านผมเลย
.
ช่วงระยะเวลานั้น “ไฟสงครามแห่งอุดมการณ์” ยังคุกรุ่นในประเทศ
.
ป๋าเปรม - พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
 
ช่วงปี พ.ศ.2519-2520 ยังจำได้ว่าช่วงบ่ายๆ แทบไม่มีสมาธิที่จะได้เรียนหนังสือในห้องเรียน เพราะเครื่องบินทิ้งระเบิดโอวี 10 ของกองทัพบินมาทิ้งระเบิดที่ภูเขา เมื่อไหร่ที่มันบินปักหัวดิ่งลง นับเวลาไปประมาณ 15 วินาที “ตรึม!” เสียงระเบิดก็จะดังสนั่นก้องหุบเขา
.
พวกเราซึ่งเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถม 4 ตื่นเต้นกับภาพเหล่านี้ คุณครูก็ไม่เคยเห็นเครื่องบินทิ้งระเบิด นักเรียนทั้งชั้นต้องชะโงกหน้าต่าง บางคนก็เฮโลไปที่ห้องน้ำ ซึ่งมองไปทางภูเขาที่ห่างไกลเห็นเครื่องบินกำลังปักหัวทิ้งระเบิด ลำแล้วลำเล่า 
.
“โรงเรียนบ้านนาบอน” อยู่บนเนินสูงใน อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช พวกเราจึงมองเห็นภาพเหล่านั้นชัดเจน บางวันก็มีทหารลาดตระเวนมาขอพักตั้งค่ายที่โรงเรียน
.
ครูบอกพวกเราว่า เขาทิ้งระเบิดใส่ “คอมมิวนิสต์” ที่ภูเขา
.
จำได้ว่ารัฐบาลและกองทัพภาคที่ 4 ช่วงเวลานั้น มีนโยบายสกัดกั้นการลำเลียงเสบียงอาหารจากมวลชน เพื่อหยุดหรือสกัดกั้นการหนุนช่วย “กองทัพปลดแอก” บนภูเขา
.
ทุกบ้านต้องมีการจดบันทึกที่ร้านค้า บ้านไหนซื้อน้ำตาลไปเท่าไหร่ ซื้อกะปิไปกี่กิโลฯ ซื้อข้าวสารไปกี่ถัง ชีวิตแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังเรียนอยู่ชั้นประถม มันคือเรื่องราวส่วนหนึ่งของชีวิตในวัยเด็กที่บ้านนาบอน
.
เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี พ.ศ.2528 พวกเราจะตื่นเต้นกันมาก เมื่อพบรุ่นพี่ๆ ที่เขาต้องทิ้งการเรียนไปอยู่ตามป่าดงพงไพร แต่กลับมาเรียนใหม่ที่สถาบันท่าพระจันทร์ เพราะทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีนโยบายให้กลับมาเรียนต่อได้ หลังเหตุการณ์พลัดพรากปี พ.ศ.2519 ยุติลง
 .
ตอนนั้นพวกเราน้องๆ ได้รุมสอบถามพี่ๆ กันใหญ่ว่า พวกเขาลำบากไหม อยู่กันอย่างไร หลบระเบิดกันยากไหม ในป่ามีขนมหวานกินกันไหม ฯลฯ
.
พี่บางคนทราบเล่าให้พวกเราฟังว่า มีเพื่อนของพี่ๆ บางคนต้องเสียสละ “ทิ้งร่าง” ไปตามหุบเขา ซึ่งเพื่อนก็จะฝังร่างไว้ตามโคนไม้ใหญ่ หลายศพครอบครัวและเพื่อนๆ เพิ่งจะได้ตามไปเก็บกระดูกกลับมาทำบุญกระดูกเข้าบัวกันเมื่อไม่นานมานี้เอง
.
แล้วไฟสงครามภายในประเทศก็ดับมอดลงด้วยการประกาศ “นโยบาย 66/23” ของรัฐบาลในห้วงเวลานั้นที่นำโดย “ป๋าเปรม-พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” นับเป็นการยุติสงครามแห่งการเข่นฆ่ากันเองของคนในชาติเดียวกัน
.
จากนั้นประเทศไทยก็เดินเข้าสู่ช่วงหลังสงครามเย็น สังคมไทยก็เปลี่ยนไปตามวิถีโลก ซึ่งสถานการณ์ในทางสากลก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
.
สภาพกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์(ภาคใต้) หลังปี 2519 และปกหลังหนังสือ ดับไฟใต้ ที่ พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์ เขียนถึงการดับไฟสงครามภายในประเทศ
 
ปี พ.ศ.2534 หลังปีใหม่มาแค่ 10 วัน ก่อนเที่ยงของวันอันสำคัญของชีวิตการทำงานสื่อสารมวลชน “พี่รุ่งมณี เมณโสภณ” กับ “พี่คำนูณ สิทธิสมาน” บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ผู้จัดการบอกกับผมว่า ให้เก็บเสื้อผ้าสัก 3 วันโดยประมาณ ไม่สามารถบอกได้ว่าต้องไปกี่วัน
.
แล้วติดตามนายทหารรุ่นพี่ที่น่ารัก “พ.อ.บัญชร ชวาลศิลป์” ลงไปภาคใต้
 .
สำหรับพิกัดสถานที่ผมไม่รู้เลยว่าจะไปกันที่ไหน แห่งใด ทราบแต่เพียงว่าจะได้ไปพบกับ “คอมมิวนิสต์ตัวเป็นๆ”ในเวลาพลบค่ำ
.
เรานั่งเครื่องบินไปลงที่กองทัพภาคที่ 4 จ.นครศรีธรรมราช รอตะวันพลบค่ำก็ขับรถไปตามเส้นทางขึ้นเขาพับผ้ารอยต่อ จ.ตรัง กับ จ.พัทลุง เพื่อไปสู่สถานที่นัดหมาย แล้วทำหน้าที่เป็นทั้งสักขีพยานการเจรจาเพื่อยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ภาคใต้กับกองทัพบก และเก็บซับเรื่องราวมารายงานข่าวให้สังคมรับรู้
.
และแล้วสังคมไทยก็ผ่านเหตุการณ์และวันเวลาอันแสนน่าหวาดหวั่นเหล่านั้นมาได้ 
.
ภาพความทรงจำของเครื่องบินทิ้งระเบิดบนภูเขา เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมยังอยู่ในความทรงจำจนวันนี้ ผมจึงอยากจะให้สังคมไทยได้ขบคิดกัน ณ ห้วงเวลานี้ว่า
.
มีแรงบันดาลใจอะไรหนอ! ที่ทำให้ทั้งทหารและคนหนุ่มสาวผู้เคยกรำศึกมาหลายปี ถึงกลับยินยอมวางปืนเพื่อหยุดสงครามเข่นฆ่ากันเองของคนไทย
.
แล้วเอาศรัทธาอันยิ่งใหญ่มาจากไหนรึ! จึงกล้าเดินเข้าไปในราวป่ายามค่ำคืนที่มืดมิด โดยแทบไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในพิกัดใดของภูมิประเทศ
.
ความเชื่อมั่นอะไรหนอ! ที่ทำให้บรรดาทหารและสหายฝ่ายตรงข้ามวางใจหันมาสานมิตรภาพต่อกัน ปรึกษาหารือและให้เกียรติซึ่งกันและกันในค่ำคืนเดือนมืด เพื่อหยุดไฟสงครามภายในประเทศ
.
ผมเชื่อว่า “ประทีป” แห่งศรัทธาที่ถูกจุดไล่ความมืดมิดในสังคมไทย “น้ำมัน” ที่ใช้หล่อเลี้ยงดวงประทีปนี้ก็คือ “นโยบาย 66/23” ที่ลงนามโดย “ป๋าเปรม” รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในหัวใจคนไทยที่เพิ่งลาจากโลกไปไม่นานนัก
 
สภาพปัจจุบันของเมืองในหุบเขาที่ อ.นาบอน จ.นครศรีธรรมราช
 
หมายเหตุ : ขอบพระคุณภาพจากหนังสือ “ดับไฟใต้” บันทึกโดย พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์ ข้อมูลจากหนังสือ “บนเส้นทางภูบรรทัด” และบทกลอน “หนีคอมฯ” จากพี่สมมาตร เกราะแก้ว
  



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...