xs
xsm
sm
md
lg

เมื่องานประชาสัมพันธ์ไม่ใช่หน้าที่หลัก “ทหาร” จึงต้องคิดใหม่ทำอย่างไรให้ “กองทัพ” พ้นภาพผู้ร้าย?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
และแล้ว “ไทยพุทธ” ก็ร่วงไปอีก 2 ศพ และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง ในขณะที่ “อส.ทพ.” ก็ได้ห่มธงชาติกลับบ้านอีก 1 ราย จากการก่อเหตุของ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งก่อเหตุล่าสุดในพื้นที่ ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา และ ต.นาประดู อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
 
ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวทั้ง “ชาวบ้าน” ที่กลายเป็นเหยื่อของสถานการณ์ และ “เจ้าหน้าที่” ที่เป็นเป้าหมายของแนวร่วม แน่นอนว่าการสูญเสียทุกครั้งที่เกิดขึ้นย่อมมีผลกระทบที่ตามมามากมาย โดยเฉพาะภรรยาและลูกต้องเสียเสาหลักของครอบครัว เกิดหญิงหม้าย เด็กกำพร้า อันล้วนสร้างความเสียใจและความลำบากยากเข็ญในการหยัดยืนต่อไป
 
นอกจากนี้ สิ่งที่ติดตามมาคือ “คนในพื้นที่” สูญเสียความเชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐ ขาดความเชื่อถือต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่สามารถปกป้องพวกเขาให้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สำหรับประเด็นประชาชนขาดความเชื่อมั่นในอำนาจรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐนี้ถือว่าสำคัญมาก และเป็นสาเหตุให้ “ไฟใต้ระลอกใหม่” ยืดเยื้อมายาวนานกว่า 15 ปี
 .
และที่ผ่านๆ มา ก็ยังไม่เคยมี “นายกรัฐมนตรี” หรือ “ผบ.ทบ.” ท่านไหนที่จะยืนยันว่า “ไฟใต้” ใกล้จะยุติลงได้ในอีกไม่ช้านานนี้
 .
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน ความไม่เชื่อมั่นต่ออำนาจรัฐ ต่อเจ้าหน้าที่รัฐ สิ่งนี้ไม่ต่างจากปุ๋ยที่ถูกหว่านใส่ลงไปเร่งการเติบโตให้แก่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ยิ่งคนไทยพุทธเหลืออยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้น้อยเท่าไหร่ และยิ่งเกิดความหวาดระแวงระหว่างพุทธกับมุสลิมเกิดขึ้นมากเท่าไหร่
 .
นั่นยิ่งทำให้งาน “มวลชน” หรืองาน “การเมือง” ของ “ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ” เติบโตมากยิ่งขึ้น
 .
แถมมีข้อน่าสังเกตสำหรับสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้คือ “ยุทธศาสตร์” และ “ยุทธวิธี” ของบีอาร์เอ็นฯ แทบไม่เปลี่ยนแปลงหรือแทบไม่มีอะไรใหม่เลย
 
วางระเบิดเจ้าหน้าที่รัฐ ยิงไทยพุทธ ยิงมุสลิมที่อยู่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อวินาศกรรม ตรงนั้น ตรงนี้ ตรงโน่น ซึ่งล้วนแต่มีเป้าที่เป็นสิ่งสาธารณูปโภคและทรัพย์สินทางราชการ แล้วถ้าถูกเจ้าหน้าที่รัฐกดดัน ไล่ล่า ตรวจค้น จับกุมและวิสามัญมากขึ้น โจรใต้ก็จะหวนกลับมา “ยิงครู” หรือ “ยิงพระ” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผ่อนคลายการปราบปราม
 
โดยเฉพาะการ “โฆษณาชวนเชื่อ” หรือที่สมัยนี้เรียกว่าการทำ “ไอโอ” ที่ฝ่ายบีอาร์เอ็นฯ ไม่ต้องทำอะไรมาก หรือไม่ต้องแสวงหาข้อมูลอะไรเลย นั่งรอให้ฝ่ายรัฐเพลี่ยงพล้ำจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และหยิบเอาเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นไปโฆษณาชวนเชื่อหรือทำไอโอกับคนในพื้นที่และโลกมุสลิมก็ได้แล้ว
 
เช่นกรณีที่ “อุซตาสซอและห์” หรือ นายยูโซะ ยะลา ถูกลอบยิงในปอเนาะพ่อมิ่ง จ.ปัตตานี อีกทั้งหลังจากนั้นยังเกิดเหตุกาณ์เจ้าหน้าที่ตามไปควบคุมตัวครูสอนศาสนาในโรงเรียนไปสอบสวนเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เอาผิดกับใครไม่ได้
 
แต่กลายเป็นประเด็นให้บีอาร์เอ็นฯ หยิบสร้างกระแส นอกจากโฆษณาแบบปากต่อปาก ทั้งที่ผ่านการจัดตั้งและไม่ต้องจัดตั้งแล้ว คนจำนวนมากที่คิดตามเสพโซเชียลมีเดียได้ผ่านตาแฟนเพจเฟซบุ๊กของโจรใต้ นั่นอาจจะทำให้เขาเชื่อในข่าวสารที่ได้รับทันทีว่า เจ้าหน้าที่รังแกครูสอนศาสนา และการที่อุซตาสซอและห์ ถูกลอบยิงก็เป็นการสร้างสถานการณ์ของเจ้าหน้าที่
 
ทุกกรณีการทำไอโอของฝ่ายโจรใต้คือ “งานยาก” และเป็นเรื่องน่าเห็นใจอย่างมากสำหรับ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ทราบถึงข้อเท็จจริง เพราะหลายครั้งแม้จะมีการ “บิดเบือน” อย่างเห็นได้ชัด แต่ประชาชนจำนวนมากก็พร้อมที่จะเชื่อ การพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงกลับถูกแปรความว่าเป็นการ “แก้ตัว” ของเจ้าหน้าที่รัฐไปได้อย่างหน้าตาเฉย
 
ไม่ใช่ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก และ พ.อ.ธนาวีร์ สุวรรณรัตน์ รองโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่เก่งในงานประชาสัมพันธ์ เพียงแต่ไม่ว่าจะให้ข้อมูลอย่างไร คนจำนวนมากก็พร้อมจะเชื่อว่าไม่ใช่เรื่องจริง เหตุเพราะถูกทำไอโอไว้นานแล้วให้เชื่อว่า นอกจาก “กองทัพ” จะไม่มีความจริงใจแล้ว ยังถือเป็น “ผู้ร้าย” ในความรู้สึกของคนในพื้นที่ด้วย ซึ่งตลอดเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ก็ยังไม่มีใครสามารถล้างความรู้สึกแบบนี้ออกไปได้
 
เนื่องเพราะโดยข้อเท็จจริงงานด้าน “การสื่อสารกับสังคม” ให้เกิด “ความน่าเชื่อถือ” งานลักษณะนี้ไม่ใช่งานในหน้าที่ของ “ทหาร” อยู่แล้ว แต่ควรจะมอบให้เป็นหน้าที่ของ “พลเรือน” เข้ามารับผิดชอบ เช่น ให้ฝ่ายปกครองรับไปดำเนินการ
 
แต่เมื่อเวลานี้ทั้ง “งบประมาณ” และงานทุกอย่างถูก “รวมศูนย์” ที่ “กอ.รมน.” ก็ต้องยอมรับถึงความจริงที่เกิดขึ้น นั่นคือ “ได้ทำ” แต่ทำไปแล้วกลับ “ไม่ตอบโจทย์” นั่นเอง
 
นอกจากนั้น ยังมีบางเรื่องที่เจ้าหน้าที่กลับกลายเป็นไป “สร้างเงื่อนไข” จนถูกบีอาร์เอ็นฯ นำไปทำไอโอเพื่อให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายตนและปลูกฝังความเกลียดชังเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น กรณีการสั่งปิด “ปอเนาะอัลอูลูมุลอิสลามียะห์” หรือปอเนาะบ้านควนดิน ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ด้วยสาเหตุคือ ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ตั้งของโรงเรียน
 
ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงที่ดินที่ใช้ในการสร้างโรงเรียนในอดีตมีเอกสารสิทธิ และถูกนำไปแบ่งแยกเป็น 2 แปลง โดยแปลงแรกมีการออกเอกสารสิทธิเรียบร้อย แต่แปลงที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเจ้าของทอดเวลาไม่ได้รีบไปยื่นขอเอกสารสิทธิ แล้วเมื่อไปยื่นขอทำเอกสารสิทธิช่วงหลังๆ ก็ถูกแจ้งว่าทำให้ไม่ได้ ทั้งที่หน่วยงานของรัฐก็รู้ดีว่าที่มาที่ไปของที่ดินเป็นอย่างไร ซึ่งต้องมีหลักฐานเก่าที่สามารถยืนยันได้
 
สุดท้ายเมื่อปอเนาะอัลอูลูมุลอิสลามียะห์ ต้องปิดตัวลงด้วยเงื่อนไขที่สามารถแก้ได้ จึงกลายเป็นผลเสียให้แก่ผู้ที่ไม่เข้าใจ ที่สำคัญถูกนำไปทำไอโอจากฝ่ายบีอาร์เอ็นฯ ให้เข้าใจผิดว่าฝ่ายรัฐสั่งปิดโรงเรียนสอนศาสนาด้วยเงื่อนไขบางอย่าง อันเป็นสาเหตุของการเพิ่มความเกลียดชังต่อเจ้าหน้าที่รัฐได้อีกคราครั้ง
 
ถึงวันนี้คนในพื้นที่ โดยเฉพาะไทยพุทธต้องเข้าใจให้ตรงกันว่า ประการแรกคนในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ประการที่สอง ปอเนาะหรือโรงเรียนสอนศาสนายังต้องมีอยู่ควบคู่กับสังคมต่อไป และประการสุดท้าย การเคลื่อนไหวต่อต้านปอเนาะ หรือต่อต้านโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม กระทั่งมองมุสลิมเป็นศัตรู นั่นย่อมไม่ใช่หนทางที่ถูกต้องของการที่จะอยู่ร่วมกัน เพราะรังแต่จะสร้างความแตกแยกและความเกลียดชังต่อกันเพิ่มขึ้น
 
สิ่งที่คนไทยพุทธควรทำคือ การผลักดันให้หน่วยงานของรัฐทุกภาคส่วน ตั้งแต่กองทัพ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฝ่ายการศึกษา ฝ่ายปกครอง ฯลฯ ได้ใช้มาตรการในการตรวจสอบและควบคุมอย่างมีมาตรฐานเดียว เพื่อสร้างความเสมอภาค ความเท่าเทียม ความเป็นธรรให้เกิดขึ้นแก่สังคมในพื้นที่
 
พื้นที่ “จุดคบไฟใต้” นี้เคยพูดไว้หลายครั้งแล้วว่า การเอาชนะขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้ง “การเมือง” และ “การทหาร” สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างสำคัญยิ่งคือ ทำอย่างไรจึงจะสลายกองกำลังฝ่ายตรงข้ามรัฐให้ได้ และต้องไม่เฉยเมยที่จะพูดคุยกับรัฐบาลมาเลเซียให้ยุติการสนับสนุนและช่วยเหลือบีอาร์เอ็นฯ
 
อีกทั้งต้องไม่ยินยอมให้ “ต่างชาติ” เข้ามายุ่มย่ามกับปัญหาไฟใต้ รวมถึงการควบคุมและติดตามตรวจสอบโรงเรียนปอเนาะเพื่อให้การเรียนการสอนมีมาตรฐานและถูกต้องตามกฎระเบียบ โดยเฉพาะต้องไม่ให้มีการใช้ปอเนาะเป็นสถานที่ “บ่มเพาะเยาวชน” เข้าสู่ขบวนการ
 
เช่นเดียวกับการที่กองทัพมีความพยายามผลักดันให้ “คนไทยพุทธกลับบ้าน” ถามว่าเขาจะกลับไปทำไมถ้ายังไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แถมกลับไปแล้วความเท่าเทียมและเป็นธรรมก็ยังไม่มี ไม่ต้องพูดถึงสิทธิพิเศษใดๆ อีก
 
ความจริงแล้วแรงจูงใจที่จะให้คนไทยพุทธกลับคืนถิ่นเอง แบบไม่ต้องทำโครงการอะไรให้เสีย “งบประมาณแผ่นดิน” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องทำให้เกิดขึ้นได้จริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ การสร้าง “ความสันติสุข” ให้เกิดขึ้น
 
แต่เอาเถอะ! วันนี้ทุกฝ่ายก็คงจะต้องช่วยกันให้กำลังใจ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่พยายามทำหลายๆ อย่างเพื่อหวังให้สถานการณ์ดีขึ้น เช่น การสั่งให้ทหารนอกนอนฐาน เลิกเดินลาดตระเวนบนถนน จัดชุด ชป.จรยุทธ์กว่า 700 ชุดเข้าควบคุมพื้นที่
 
และที่สำคัญยิ่งในเวลานี้คือ การควบคุมไม่ให้เกิดการก่อการร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัดคือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา คือ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ด้วยมาตรการควบคุมซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือโดยให้ผู้ใช้ไปขึ้นทะเบียนแบบ “2 แชะอัตลักษณ์” เพื่อป้องกันเหตุและสามารถตรวจสอบได้
 
นอกจากนี้ ในงานด้านมวลชนก็มีการทำ “อีเวนต์” แบบให้มีเวทีใหญ่ๆ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน จนหลายครั้งปรากฏการณ์ที่ได้เห็นคนยังเข้าใจว่า พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ยังเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 อยู่อีกล่ะหรือ เป็นต้น
 
อย่างไรก็ตาม ถ้าทำทุกอย่างแล้วยังไม่สามารถเอาชนะขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ไฟใต้ยังไม่มีทีท่าว่าจะมอดดับได้อีก นั่นควรถึงเวลาที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะต้องกลับมาวิเคราะห์สถานการณ์ใหม่อีกครั้งแล้วหรือไม่
 
เพราะอย่างน้อยๆ ก็ดีกว่าการที่จะอยู่โดยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือมีมาตรการใหม่ๆ เพื่อการเอาชนะศัตรู เพราะการที่ประชาชนเห็นว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว นั่นย่อมดีกว่าถูกกล่าวหาว่า “เลี้ยงไข้” เพื่อ “ผลาญงบประมาณ” ไปวันๆ
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...