xs
xsm
sm
md
lg

นับแต่นี้การดับไฟใต้หาใช่เรื่องของ “กองทัพ” แต่เพียงเท่านั้น “ส.ส.” ในสภาฯ ต้องรับผิดชอบด้วย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 
ภาพจากประกอบ สำนักปฏิบัติการข่าวสาร กอ.รมน.ภาค 4 สน.
 
เริ่มแรกของ “จุดคบไฟใต้” ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อคอรบครัว “จุงสกุล” ที่ต้องสูญเสีย “นายไพศาล” และ “นางสุมล” ทั้งคู่คือ 2 สามีภรรยาชาวไทยพุทธ ซึ่งถูกประกบยิงด้วยน้ำมือของ “โจรใต้” หรือสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็นฯ” พร้อมทั้งชิง จยย.ของผู้ตายไปด้วย เชื่อว่าจะนำไปประกอบเป็น “จยย.บอมบ์” เพื่อใช้ก่อเหตุเกิดในพื้นที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
 
การที่บีอาร์เอ็นฯ จัดการกับเป้าหมายอ่อนแอที่เป็น “พลเรือน” ทุกครั้งที่ต้องการแก้แค้นหรือ “เอาคืน” เจ้าหน้าที่รัฐ นั่นชี้ชัดว่าเป็นวิธีการทางยุทธศาสตร์ที่ “ไม่เคยเปลี่ยน” และ “ไม่ฟังข้อเรียกร้อง” ของภาคประชาสังคมบางกลุ่ม หรือบางองค์กรที่เป็น “มุสลิม” ในพื้นที่แต่อย่างใด
 
อันแสดงให้เห็นว่า บีอาร์เอ็นฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อวิธีที่รัฐใช้ “การประณาม” และไม่สนใจใน “ข้อเรียกร้อง” ขององค์กรภาคประชาสังคมที่ขอให้หยุดการก่อเหตุกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ โรงเรียน ตลาด ตลอดจนศาสนสถาน ซึ่งจะเห็นได้ว่าในห้วงเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา โจรใต้ยังบุกเข้าไปยิงเป้าหมายที่เป็นมุสลิมฝ่ายตรงข้ามถึงใน “มัสยิด” โดยที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อสถานที่ที่เป็น “ศาสนสถานสำคัญ” แต่อย่างใด
 .
การพุ่งเป้าจัดการกับ “คนไทยพุทธ” ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอ แม้ว่าจะถูกประณามจากกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย ทั้งที่เป็นชาวพุทธและมุสลิม แต่ก็นับว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน
 .
ประการหนึ่ง ความสูญเสียทุกครั้งของไทยพุทธ สิ่งที่ติดตามมาก็คือ “การจุดไฟแค้น” ในพื้นที่ให้ลุกโชนเพิ่มขึ้น เป็นการถ่างช่องว่างความหวาดระแวงให้กว้างขึ้น เนื่องเพราะความโกรธแค้นระหว่างคน 2 ศาสนาเกิดขึ้นได้มากเท่าไหร่ ยิ่งสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งให้เกิด “สงครามศาสนา” ในอนาคนได้เร็วยิ่งขึ้น
 
ประการหนึ่ง ทุกครั้งที่คนไทยพุทธสูญเสียจะเกิดการ “อพยพ” ขึ้น ซึ่งความคิดในการโยกย้ายถิ่นฐานของคนไทยพุทธก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าบีอาร์เอ็นฯ ก่อเหตุกับเป้าหมายเช่นนี้แค่เดือนละ 1 ครั้ง เชื่อว่าจำนวนคนไทยพุทธที่ตอนนี้เหลือเพียงประมาณ 60,000 คน อีกไม่ถึง 10 ปี ตัวเลขจะลดลงเหลือเพียงหลักพันเท่านั้น
 
ประการหนึ่ง คนไทยพุทธถูกกระทำมากเท่าไหร่ “โครงการพาคนไทยพุทธกลับบ้าน” หรือการพยายามเพิ่มจำนวนคนไทยพุทธในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่ “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ดำเนินการอยู่ โดยมี “พล.อ.มณี จันทร์ทิพย์” ที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ “นายภาณุ อุทัยรัตน์” อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นคีย์หลักก็จะไม่มีทางถึง “ฝั่งฝัน” เพราะทุกครั้งที่ผู้บริสุทธิ์ที่เป็นคนไทยพุทธถูกกระทำ ย่อมสร้างความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจในอำนาจรัฐเกิดขึ้น
 
สำหรับในส่วนของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งภายใต้การนำของ “บิ๊กเดฟ” หรือ “พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์” แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 นั้น ตั้งแต่ก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง “แม่ทัพ” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2561 เป็นต้นมา สังคมก็ได้เห็นถึงการที่พยายามสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านการป้องกันการก่อการร้ายร้าย เพื่อลดความสูญเสียโดยเฉพาะกับ “เป้าหมายอ่อนแอ”
 
โดยจะเห็นได้ว่า ในห้วงเดือนรอมฎอนได้พยายามใช้ประโยชน์จากกองกำลังทหารให้มากที่สุด ด้วยการปรับเปลี่ยนวิธีการ ปรับเปลี่ยนการปฏิบัติการของกองกำลังในพื้นที่ โดยเฉพาะกองกำลังของทหาร เช่น ให้กำลังพลที่ตั้งฐานปฏิบัติการในพื้นที่ “นอนนอกฐาน” นั้นหมายถึงการปฏิบัติการต่อกลุ่มเป้าหมายในยามวิกาล
 
การจัดกำลังกว่า 700 ชุด ปฏิบัติการควบคุมและรักษาความสงบในพื้นที่ เพื่อจำกัด “เสรีภาพ” ของสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน การจัดชุด “ชป.จรยุทธ์” หรือ “หน่วยรบพิเศษ” เข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อ “กดดัน” ฝ่ายตรงข้ามให้ออกจากพื้นที่ และให้เกิดการ “ปะทะ” เพื่อหวังผลในการสร้างความสงบให้เกิดขึ้น
 
มีการปิดล้อม ตรวจค้น จับเป็นและจับตายบรรดา “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่มีหมาย ป.วิอาญา ประสบผลหลายคดี ซึ่งคดีหนึ่งที่ “อื้อฉาว” คือการปิดล้อมและปะทะจนเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านของชาวบ้านที่คนร้ายใช้หลบซ่อน และสามารถ “จับตาย” คนร้ายได้ 1 ราย อันนำมาสู่ “วิวาทะ” ระหว่าง “ส.ส.” กับ “โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ในกรณีเป็นการกระทำที่เกินเหตุหรือไม่
 
ตามมาด้วยปฏิบัติการ “ไอโอ (IO)” ให้ขับไล่ ส.ส.ออกจากสภาผู้แทนฯ ด้วยข้อหาเป็น “แนวร่วม” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดน โดยมีคนไทยพุทธส่วนหนึ่งแสดงวาทกรรมด้วยความสะใจ สุดท้ายแล้วเรื่องราวที่วิวาทะกันอย่างหนักกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่เองคือผู้ที่ทำการ “แบ่งแยก” คนในพื้นที่เสียเอง จนเกิดคำถามว่าการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เน้นใช้ “พหุวัฒนธรรม” เป็นนโยบายของจริง หรือแค่นโยบายสวยหรูที่เขียนไว้บนแผ่นกระดาษเท่านั้น
 
รวมทั้งเกิดการ “จัดหนัก” จากชุด ปช.จรยุทธ์ในพื้นที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา แต่เป้าหมายแทนที่จะเป็น “แกนนำ” บีอาร์เอ็นฯ กลับกลายเป็น “ชาวบ้าน” ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็น “พ่อค้ายาเสพติด” ผลสุดท้ายต้อง “เยียวยา” เพื่อเป็นทางออกของสถานการณ์ที่ลุกลาม และ “แม่ทัพ” ก็ต้องออกคำสั่งให้ ปช.จรยุทธ์ปฏิบัติให้ถูกต้อง ชัดเจน อันเป็นไปตามรูปแบบของการตั้งด่านและตั้งจุดตรวจที่ถูกต้อง
 
ล่าสุดคือ การปฏิบัติการกับ “เส้นทางธรรมชาติ” ในพื้นที่ จ.นราธิวาส ตลอดแนวชายแดน 95 กิโลเมตร ที่มีท่าข้ามแดนเถื่อนถึง 73 ท่า เพื่อกำจัดเสรีภาพของแนวร่วมในการเข้า-ออกระหว่างพื้นที่ จ.นราธิวาส กับรัฐกลันตันของประเทศมาเลเซีย
 
ทั้งนี้ วิธีการปิดท่าข้ามแดนเถื่อนและลาดตระเวนแนวชายแดนเกือบ 100 กิโลเมตร ระหว่างไทย-มาเลเซียด้าน จ.นราธิวาสดังกล่าวนั้น ถ้าทำจริงหรือทำได้จริง นอกจากจะเป็นการจำกัดเสรีภาพของสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนแล้ว ยังเป็นการแก้ปัญหาอื่นๆ เช่น การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์ การค้าของหนีภาษีทุกอย่าง ซึ่งถือเป็นการ “ยิงปืนนัดเดียว” แต่อาจจะได้ “นกทั้งฝูง”
 .
ถึงตรงนี้ก็หวังว่า นั่นจะเป็นการ “ทำจริง” และ “ทำได้” เพราะนั่นจะเป็นเรื่องที่ดีมากต่อปฏิบัติการ “ดับไฟใต้”
 .
อย่างไรก็ตาม ที่ต้องเน้นว่าทำจริงและทำได้ เนื่องจากวิธีการ “ปิดแนวชายแดน” โดยเฉพาะท่าข้ามแดนเถื่อนทั้ง 73 แห่ง ที่ผ่านมาหลายแม่ทัพเคยทำมาแล้วทั้งนั้น โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่ “บิ๊กอาร์ท” หรือ “พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช” เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ก่อนหน้าคนปัจจุบัน ท่านก็ทำเช่นนี้มาแล้ว แต่สุดท้ายก็กลายเป็นปรากฏการณ์ “ญะญ่ายพ่ายจะแจ”
 
และสุดท้ายในครั้งนั้นทำได้เพียง 5-6 วันก็ต้องยกเลิก ปล่อยให้ท่าข้ามแดนเถื่อนทั้ง 73 ท่าเปิดให้คนทั้งที่ถือบัตร “2 สัญชาติ” และ “สัญชาติเดียว” ข้ามไป-มาอย่างเสรี เพราะมีการยกปัญหาเศรษฐกิจ รวมถึงปัญหาปากท้องที่การหาเลี้ยงชีพมาเป็นข้ออ้าง
 
ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เชื่อว่าหลังจากที่มีการประกาศปิดท่าข้ามแดนเถื่อนทั้ง 73 แห่ง ไม่กี่วันต่อจากนั้นก็ต้องเกิดการเคลื่อนไหวจากผู้ที่อ้างเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง ความยากจน เพื่อให้หน่วยงานที่เหนือกว่า “แม่ทัพ” ยกเลิกการปิดท่าข้ามแดนเถื่อนเหมือนทุกครั้ง
 
แต่ถ้า “แม่ทัพเดฟ” สามารถที่จะปิดท่าข้ามแดนเถื่อนตลอดแนวชายแดนใน จ.นราธิวาสได้จริง นั่นเตรียมยกความดี ความชอบ และเสียงแซ่ซ้องชื่นชมถึงความตั้งใจจริงต่อปฏิบัติการดับไฟใต้ให้ท่านได้เลย
 
สำหรับในประเด็นการเคลื่อนไหวของฝ่ายมาเลเซียที่ส่ง “พล.ต.อ.ตัน สรี อับดุลราฮิม บิน โมฮัมมัด นูร์” ผู้อำนวยความสะดวกเวที “พูดคุยสันติสุข” ระหว่างรัฐบาลไทยกับกลุ่มมาราปาตานีเข้ามาพบปะกับแม่ทัพภาคที่ 4 รวมถึงผู้นำศาสนาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ลึกๆ แล้วไม่ได้เกิดจากความต้องการของฝ่ายมาเลเซียเอง
 
แต่เป็นการส่งเทียบเชิญของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เพื่อที่จะทำให้สังคมไทยเห็นว่า โต๊ะพูดคุยสันติสุขยังคงมีการเดินหน้ากันต่อไป และฝ่ายมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกได้ให้ความสำคัญในการที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้เดินหน้าต่อไปเช่นกัน
 
ทว่า สุดท้ายเมื่อคล้อยหลังของคณะผู้อำนวยความสะดวกพบปะจับมือกับแม่ทัพภาคที่ 4 เพียง 1 วัน แนวร่วมบีอาร์เอ็นฯ ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ต้องการ “สันติวิธี” ให้ปรากฏทันที ด้วยการฆ่าชาวไทยพุทธ 2 สามีภรรยาดังกล่าว
 
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ถ้าฝ่ายมาเลเซียในฐานะผู้อำนวยความสะดวกเวทีการพูดคุยสันติสุขมีความเป็นกลางจริง ภายหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญล่าสุดก็ต้องกล้าประณามบีอาร์เอ็นฯ ที่ลงมือปฏิบัติการครั้งนี้ ไม่ใชแค่การพูดว่าเห็นด้วยกับนโยบายของฝ่ายความมั่นคงไทยที่จะเดินหน้าต่อในการร่วมโต๊ะพูดคุยสันติสุขเท่านั้น
 
ดังนั้น สังคมไทยจึงอย่าเพิ่งคาดหวังอะไรให้มากนักกับการเดินทางมาของผู้อำนวยความสะดวกฝ่ายมาเลเซีย รวมทั้งอย่าหวังว่าเวทีพูดคุยสันติสุขจะถูกจัดขึ้นครั้งใหม่
 
เนื่องเพราะถ้ายังจะเดินหน้าต่อก็ไม่ใช่เรื่องของ “กองทัพ” เพียงอย่างเดียวแล้ว แต่ต้องดูนโยบายของ “รัฐบาลชุดใหม่” ที่ประกอบขึ้นจากเกือบ 20 พรรคการเมืองด้วย จริงอยู่ว่านายกรัฐมนตรียังคงเป็น “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แต่ ส.ส.ในสภาฯ ก็หาใช่ “ไม้ตีพริก” ที่จะไม่มีปากเสียงและความคิดเห็นกับปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้
 
อีกประเด็นสำคัญคือ ถ้าหน่วยงานความมั่นคงเชื่อว่าแนวชายแดนกว่า 95 กิโลเมตร ด้าน จ.นราธิวาสคือ “ประตู” ใหญ่ที่ทำให้โจรใต้และแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนเข้า-ออกได้อย่างเสรี โดยเฉพาะสามารถนำวัตถุระเบิดและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สะดวก โดยเห็นชัดว่าชายแดนด้านนี้คือ “จุดอ่อน” ที่จะต้องเร่งแก้ไข
 
แล้วทำไมจึงไม่เสนอให้ “ปิดจุดอ่อน” ตรงนี้ด้วยการสร้าง “กำแพง” เป็นรั้วกันตลอดแนวชายแดนด้านนี้ เพราะถ้าทำแล้วปัญหาการก่อการร้ายลดลงจริง การจะใช้เงินสัก 5,000-10,000 ล้านบาททุ่มลงไปก็น่าจะคุ้มค่ากว่าการใช้งบกว่า 300,000 ล้านบาทแก้ปัญหาไฟใต้ในช่วงกว่า 15 ปีมานี้
 .
เรื่องนี้ยังไม่มีหน่วยงานความมั่นคงหน่วยไหนตอบได้ว่า เราจะต้องใช้อีกกี่แสนล้านบาทกว่าที่ไฟใต้จะสงบ
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...