xs
xsm
sm
md
lg

จากคนเฝ้าเหมืองร้างบนเกาะภูเก็ต รวมพลังชุมชนพัฒนาสู่บ้านมั่นคงที่ “กิ่งแก้ว ซอย 2”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์... คนทุกข์ลุกสร้างสุข : สมัชชาประชาชนภาคใต้  /  โดย... สุวัฒน์  คงแป้น
 

 
ลุงสมพร ไก่แก้ว อดีตคนงานเหมืองแร่ที่โยกย้ายมาจาก จ.นครศรีธรรมราช ที่เจ้าของเหมืองให้เฝ้าที่ดิน หลังจากที่เหมืองแห่งนี้ปิดกิจการลงเมื่อ 40 กว่าปีก่อน อาศัยเพิงพักที่สร้างขึ้นมาแบบง่ายๆ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ หาปลา พอมีเงินซื้อข้าวปลาอาหาร ข้างๆ เพิงพักก็ปลูกผักสวนครัวไว้กิน
 
เวลาผ่านไปเจ้าของเหมืองก็ไม่เคยติดต่อมา ที่ดินก็มีต้นไม้โตขึ้นจนมีสภาพเป็นป่าละเมาะ ลุงพรเห็นว่าที่ดินซึ่งเป็นเหมืองเก่าแห่งนี้จำนวน 114 ไร่ว่างเปล่า จึงได้ไปชวนญาติพี่น้องจาก จ.นครศรีธรรมราชบ้านเกิดเข้ามาอยู่อาศัยเป็นเพื่อนอีกหลายครอบครัว ใครพอใจอยู่ตรงไหนก็ตกลงกัน แล้วสร้างกระท่อมอยู่เป็นการชั่วคราว แล้วไปทำงานรับจ้างในเมือง สะสมเงินสร้างบ้านที่ถาวรไปเรื่อยๆ
 .
เมื่อมีที่อยู่ถาวรแล้ว เห็นว่ายังมีที่ว่างอีกมาก ก็ชวนเพื่อนเข้ามาจับจองสร้างบ้านให้อุ่นใจ เพราะบริเวณนี้เป็นที่เปลี่ยว ขโมยก็มาก อยู่กันหลายครอบครัวจะได้ช่วยกันดูแล
 .
จนกลายเป็นชุมชนเรียกว่า “กิ่งแก้วซอย 2”
 

 
ลุงสมพรในฐานะประธานชุมชนกิ่งแก้วซอย 2 ให้ข้อมูลว่า เหมืองเก่าบริเวณนี้มีกว่า 500 ไร่ ซึ่งมีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยไม่ต่างจากกิ่งแก้วซอย 2 ปัจจุบันมีอยู่ 4 ชุมชนคือ กิ่งแก้วซอย 1, กิ่งแก้วซอย 2, กิ่งแก้วซอย 9 และกิ่งแก้วซอย 10 ทั้งหมดอยู่ในเขต ต.รัษฎา อ.เมือง จ.ภูเก็ต
 .
“เมื่อก่อนเห็นยามเดินมาก็วิ่งแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งเล่าให้ฟัง

ประมาณปี พ.ศ.2542 เจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาจับกุมชาวบ้าน เฉพาะที่สร้างบ้านใหม่ ในข้อหาบุกรุกที่ดิน ทำให้ชาวบ้านเริ่มระแวงสงสัย เพราะอยู่มากว่า 20 ปีก็ไม่เคยมีปัญหา ไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาสอบถาม จนกระทั่งเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา จึงได้รวมกลุ่มพูดคุยหาทางออกร่วมกัน โดยมี “เครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ต” ซึ่งเป็นเครือข่ายชาวบ้านที่รวมตัวกันแก้ไขปัญหาของคนจนด้วยกันได้เข้ามาให้ความรู้กับชาวชุมชน
 
ประธานชุมชนเล่าอีกว่า แรกๆ ชาวบ้านก็ไม่เชื่อ เราไม่รู้กฎหมาย แต่เครือข่ายก็ชี้แจงให้เราเข้าใจว่า ถ้าไม่รวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เครือข่ายเล่าให้พวกเราฟังว่า ตอนนี้มีชุมชนที่มีปัญหาแบบเดียวกับเราในภูเก็ตจำนวนมากรวมตัวกันเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วกลับไปทำงานพัฒนาในชุมชน ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง
 

 
จากนั้นทำให้พวกเราเข้าร่วมกับเครือข่าย ได้ความรู้ เห็นทางออก จึงได้ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นคือ “กลุ่มออมทรัพย์รักษ์กิ่งแก้ว ซอย 2” แรกๆ ก็มีสมาชิกไม่กี่คน แต่ปัจจุบันมีสมาชิก 340 คน มีเงินออมกว่าสามแสนบาท และได้เปลี่ยนชื่อเป็น “กลุ่มออมทรัพย์ประชาราษฎร์พัฒนา (กิ่งแก้วซอย 2)” โดยเราแบ่งเงินจำนวน 100,000 บาทไปฝากไว้กับธนาคารเครือข่าย ที่เหลือก็เก็บไว้ในกลุ่มยัง ไม่ปล่อยกู้เนื่องจากเงินยังน้อย แต่ในอนาคตก็จะพูดคุยวางกติกาเรื่องการใช้เงินอีกครั้ง
 
ประธานชุมชนกิ่งแก้วซอย 2 เล่าอีกว่า เราร่วมกับเครือข่ายได้ประมาณ 3 ปีนี่เอง ทำให้เราเห็นและได้เรียนรู้จากเพื่อนๆ ชุมชนอื่นๆ ในภูเก็ต ในภาคใต้ และทั่วประเทศ ทำให้เราหูตากว้างขึ้น รู้ว่าคนที่เดือดร้อนอย่างเรามีอยู่ทั่วประเทศ ทุกคนเสียสละร่วมมือกันจึงแก้ปัญหาได้
 
ดังนั้น การเข้าร่วมกับเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ตทำให้มั่นใจว่า จะทำให้เราแก้ปัญหาของชุมชนได้ ซึ่งหลังจากเข้าร่วมกับเครือข่าย ทำให้เรามีความเข้าใจงานพัฒนามากขึ้น เข้าใจว่าปัญหามีความซ้ำซ้อน แก้ตามลำพังไม่ได้ ต้องร่วมกับคนอื่นๆ ต้องเรียนรู้มากๆ เรียนรู้ไม่หยุด รู้กฎหมาย รู้ปัญหาของโลก ของประเทศ และรู้จัก จ.ภูเก็ต ทำให้เราเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมันมีสาเหตุมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง 
 
จากสิ่งที่เราได้เรียนรู้ทำให้ต้องหันกลับมาพัฒนาตัวเอง เพื่อก้าวให้ทัน และต้องทำให้ชาวบ้านในชุมชนเข้ามารับรู้และเห็นปัญหาเหมือนที่เราเห็น เราชวนชาวบ้านเข้าร่วมกับเราโดยสร้างกิจกรรมต่างๆ มากมาย เราคิดว่าทำแต่กลุ่มออมทรัพย์ไม่พอ ต้องทำทุกเรื่อง 
 

 
เราเรียนรู้กับเพื่อนเรื่องการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน ชุมชนจะต้องเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติด้วยตัวเอง เรามีการอบรมอาสาภัยพิบัติ ฝึกซ้อมกันเป็นระยะ ยามไม่มีภัยเราก็ใช้ทีมนี้ที่มีอยู่กว่า 30 คนช่วยเหลืองานบริการสังคม ยามมีภัยพิบัติที่อื่น เช่น คนนครศรีธรรมราชประสบภัย “ปาบึก” เราก็ส่งคนไปช่วย
 
เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมก็เป็นประเด็นที่ชุมชนกิ่งแก้วซอย 2 ให้ความสำคัญ เราจะมีการจัดเก็บขยะที่ถูกน้ำทะเลพักเข้าฝั่งปีละ 2 ครั้ง และรณรงค์ให้ชาวบ้านจัดการขยะในครัวเรือน นอกจากเรื่องขยะแล้วในชุมชนยังมีที่สาธารณะที่เรากันเป็นป่าชุมชนกว่า 20 ไร่ เราก็ช่วยกันปลูกป่าเสริมกว่า 2,000 ต้นให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
 
นอกจากนี้ในชุมชนยังมีกองทุนฌาปนกิจ ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 300 คน ถ้าสมาชิกคนหนึ่งคนใดเสียชีวิต สมาชิกทุกคนจะต้องสมทบเงินค่าทำศพคนละ 110 บาท รวมทั้งมีเงินเป็นทุนการศึกษาให้กับเด็กยากจนทุกปี และที่สำคัญในโลกของการสื่อสารทางชุมชนก็ส่งชาวบ้านไปอบรม การจัดทำสื่อ เป็นผู้สื่อข่าวชุมชนอีกด้วย
 
“ตอนนี้เรามีข้อมูล พอรู้กฎหมาย ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น และรู้แนวทางใหม่ๆ ในการแก้ปัญหา การทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน ทำให้มีความสามัคคีช่วยเหลือกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่เหมือนแต่ก่อน ชุมชนมีกิจกรรมจัดงานชาวบ้านก็มาช่วยเหลือกันดี ที่สำคัญก็คือ เราได้รับการยอมรับจากภาคส่วนต่างๆ มากขึ้น”
 

 
มาถึงวันนี้พวกเราชาวชุมชนกิ่งแก้วซอย 2 มีเป้าหมายร่วมกัน มีดาวดวงเดียวกันคือ การสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เพราะปัจจุบันเราอาศัยอยู่บนที่ดินของรัฐ แม้ว่าทุกวันนี้รัฐจะยังไม่มาขับไล่ แต่อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เราจึงต้องร่วมกันสร้างความมั่นคงให้กับลูกหลาน เพราะทุกวันนี้ทุกคนมองว่า เราคือคนชั้นสอง ไม่ได้รับความเชื่อถือจากสังคม มีทะเบียนบ้านชั่วคราว ค่าน้ำก็แพง คนอื่นใช้ยูนิตละ 6 บาท เราใช้ 30 บาท ค่าไฟก็ต้องต่อพ่วงจากคนอื่นและจ่ายในราคาแพง ถนนหนทางก็ไม่ได้รับการดูแล การช่วยเหลือจากรัฐก็ไม่ทั่วถึง

ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะเรื่องที่ดิน ถ้าแก้ปัญหาที่ดินได้ ทุกเรื่องก็แก้ได้ 
 .
โดยร่วมกับ “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove)” เรียกร้องเรื่องสิทธิการจัดการร่วมในที่ดิน หรือโฉนดชุมชน ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างผลักดันให้เป็นกฎหมายมารองรับ แต่ในทางปฏิบัติเราก็ใช้แนวคิดโฉนดชุมชนมาดำเนินการอยู่บ้างแล้ว รวมทั้งความพยายามในการฟื้นเหมืองเก่าให้เป็นป่าชุมชนที่ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมและไม่มีการบุกรุกเพิ่ม
 
ถึงแม่ว่าชุมชนกิ่งแก้วซอย 2 หรือชุมชนประชาราษฎร์พัฒนา (กิ่งแก้ว 2) จะเข้าสู่กระบวนการพัฒนาได้ไม่นาน และเข้าเคลื่อนไหวร่วมกับเครือข่ายสิทธิชุมชนพัฒนาภูเก็ตได้เพียง 3 ปี แต่ด้วยตระหนักและมีเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน นั่นคือ การสร้างความมั่นคงในที่ดินและที่อยู่อาศัย โดยจัดการแบบกรรมสิทธิ์ร่วมหรือโฉนดชุมชน จึงทำให้มีกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งชุมชนในหลากหลายรูปแบบ ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
 
การพัฒนาที่อยู่อาศัยในรูปแบบ “บ้านมั่นคง” เป็นงานพัฒนาที่สำคัญที่ชาวชุมชนจำนวน 350 ครอบครัวกำลังไปให้ถึง โดยมีการออมทรัพย์เพื่อเตรียมพร้อมอยู่แล้ว จากนั้นก็มีการสำรวจข้อมูลครอบครัวชุมชนทั้งหมด เพื่อนำไปสู่การจัดทำโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อขอการสนับสนุนงบประมาณด้านสาธารณูปโภค
 .
และอุดหนุนการสร้างบ้านจาก “สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)”
 .

 
ในโครงการประกอบด้วยการทำถนนภายในชุมชน การพัฒนาซอยต่างๆ ซึ่งมีอยู่ 13 ซอย จากสภาพที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ต่ำและมีสภาพน้ำท่วมในหน้าฝน มีการพัฒนาคูระบายน้ำ และระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบประปา ไฟฟ้า จากเดิมซึ่งต้องอาศัยและจ่ายค่าไฟและน้ำจากภายนอกในอัตราที่สูง และที่สำคัญก็คือการสร้างศาลาหมู่บ้านใช้เป็นที่ประชุมพบปะหารืองานพัฒนาชุมชน
 
“เราจะสร้างศาลาหมู่บ้านบริเวณใกล้กับป่าชายเลน เนื่องจากจะได้ร่วมกันดูแลรักษาป่าป้องกันการบุกรุกป่าชายเลน และสะดวกต่อการศึกษาดูงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชายเลนของชุมชน และหลังจากมีการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะมีการปรับภูมิทัศน์ภายในชุมชนให้น่าอยู่น่ามอง โดยการรณรงค์ให้แต่ละครอบครัวทำสวนครัวหน้าบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความเป็นระเบียบแล้ว ยังจะเป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน มีอาหารปลอดภัยรับประทานอีกด้วย” ประธานชุมชนเล่าให้ฟัง
 
รูปธรรมงานพัฒนาที่กิ่งแกล้ว ซอย 2 จึงไม่เพียงเป็นการทำเหมืองเก่าให้เป็นชุมชนน่าอยู่เท่านั้น แต่ยังเป็นชุมชนที่มีป่าชุมชนที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของชุมชน เป็นชุมชนที่มีระบบสาธารณูปโภคที่ดี มีภูมิทัศน์ที่น่าอยู่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความเข้มแข็งของชุมชนที่เห็นปัญหาร่วมกัน นำไปสู่การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน นั่นคือ “หากแก้ปัญหาที่ดินได้ ทุกเรื่องก็แก้ได้” ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนกำลังจะถึงเป้าหมายนั้นแล้ว
 




Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...