xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “สมช.” ชง “ครม.” ใช้นโยบายจูงใจโจรใต้มอบตัวแบบไม่ติดคุก! งั้นออก “พ.ร.บ.อภัยโทษ” เลยไหม?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
ผ่าน “รอมฎอน” ไปด้วยความทุลักทุเล เพราะเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนถือศีลอดปีนี้ นอกจากเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ยังมีประชาชนจำนวนหนึ่งที่ได้รับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งได้รับบาดเจ็บไปด้วยจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเกิดจากฝีมือของ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ชื่อ “บีอาร์เอ็นฯ” ที่ถูกบ่มเพาะให้เชื่อว่าในห้วงเดือนศักดิ์สิทธิ์ผู้ก่อเหตุจะได้บุญ 10 เท่า และหากผู้ก่อเหตุเสียชีวิตก็จะได้ “ขึ้นสวรรค์” แน่นอน
 
ดังนั้น เหตุผลในการ “ฆ่า” ฝ่ายตรงข้ามและเจ้าหน้าที่รัฐล้วนมาจากการบ่มเพาะของ “ครูสอนศาสนา” ที่นำหลักศาสนามาบิดเบือน และตลอด 15 ปีที่ผ่านมา “รัฐ” ล้มเหลวในการหยุดการบ่มเพาะดังกล่าว ล้มเหลวที่ไม่สามารถหยุดการบิดเบือนคำสอนทางศาสนา และล้มเหลวในการหยุดการนำคนเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
วันนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่อย่าง “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ยังเหมือนเดิม “ท่องจำ” อยู่เรื่องหนึ่งในการแถลงข่าวคือ “เป็นการก่อเหตุของแนวร่วมกลุ่มเก่า” เพื่อที่ต้องการปิดบังให้เห็นตัวตน และเชื่อว่าในหลายปีที่ผ่านมาที่หน่วยงานนี้ก็ยังพร่ำท่องคำว่า “เราเดินมาถูกทางแล้ว” ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ “ไม่ได้สร้างแนวร่วมกลุ่มใหม่” ขึ้นมา
 
เพราะหากแถลงข่าวว่าเป็นฝีมือของแนวร่วมกลุ่มใหม่ นั่นเท่ากับ “ตอกย้ำ” ให้เห็นว่าที่ผ่านมา “แม่ทัพ” แต่ละท่านล้วนแต่รู้จักการ “บริหารงบประมาณ” แต่ไม่รู้จักวิธีการที่จะ “หยุด” การสร้าง “เซลล์ใหม่” เพื่อให้ “ไฟใต้”ดับได้อย่างถาวร
 
ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงจากรายงานของ “การข่าว” และจากการ “เช็กสอบ” พบว่า ระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา บีอาร์เอ็นฯ มีการนำ “โจรรุ่นใหม่” ไปฝึกอาวุธ ฝึกการผลิตระเบิดแสวงเครื่อง ฝึกหน่วยรบ “ฮารีเมา” และ “อาร์เคเค” จนจบหลักสูตรและได้รับการสั่งการให้ปฏิบัติการในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1,000 คน
 
และเดือนรอมฎอนปีนี้เราก็ได้เห็นปรากฏการณ์ของการ “วิวาทะ” ระหว่าง “สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)” ในพื้นที่กับ “โฆษกหน่วยงานความมั่นคง” ในกรณีการปิดล้อม ตรวจค้น และปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับแนวร่วมหรือ “โจรใต้” เป็นเหตุให้ฝ่ายขบวนการถูกวิสามัญไป 1 ราย และบ้านเรือนของผู้ให้ที่หลบซ่อนแก่แนวร่วมถูกเผาวอดวายไป 1 หลัง
 
ซึ่งก็ไม่มีใครผิดหรือใครถูก เพราะ ส.ส.ต้องทำหน้าที่ในการ “ดูแล” ประชาชนและติดตามสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ในขณะที่โฆษกหน่วยงานความมั่นคงมีหน้าที่ต้อง “ปกป้อง” หน่วยงานของตนเอง ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการทำ “เกินเหตุ” หรือไม่นั้น เชื่อว่าในความรู้สึกของ “คนหมู่มากในพื้นที่” ซึ่งได้รับข่าวสารในการ “ไอโอ” ของบีอาร์เอ็นฯ ลงความเห็นชัดเจนไปแล้ว
 
ในขณะที่ “คนส่วนน้อยในพื้นที่” โดยเฉพาะที่เป็น “ไทยพุทธ” ในกลุ่มที่ไม่ได้มองโลกสวยต่าง “สะใจ” ที่โจรใต้ถูกวิสามัญและบ้านผู้ที่ให้โจรพักพิงถูกเผา เพราะตลอด 15 ปีที่ไฟใต้ระลอกใหม่คุโชน คนไทยพุทธที่เป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกกระทำจนเกิดการ “บ่มเพาะไฟแค้น” ไว้ในหัวใจมากมาย
 
แต่ประเด็นที่ต้องระวังในการวิวาทะระหว่าง ส.ส.ในฐานะเป็นตัวแทนของประชาชน กับโฆษกหน่วยงานความมั่นคงที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานรัฐ ซึ่งฝ่ายหลังพ่วงเอาการแสดงออกของไทยพุทธ หรือคนกลุ่มน้อยที่รุมถล่ม ส.ส.มุสลิม หรือกลายเป็นแนวร่วมมุมกลับรวมเข้าไปด้วยนั้น ปรากฏการณ์เยี่ยงนี้อาจทำให้ “ช่องว่าง” ระหว่างพุทธกับมุสลิมในพื้นที่ถูกถ่างให้กว้างยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ 
 
อย่าลืมว่าเวลานี้ ส.ส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ล้วนเป็นมุสลิม โดยไม่มี ส.ส.ที่เป็นพุทธแม้แต่คนเดียว และในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ส.ส.คือผู้แทนของประชาชนที่มีส่วน “ยึดโยง” ทั้งในเรื่องการเมือง การปกครองและการพัฒนา ซึ่งเกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน
 
ถ้ามีการ “ผลักไส” ส.ส.ที่เป็นมุสลิมให้เห็นว่าเป็น “พวกแขก” ที่ไม่ใช่ “พวกเรา” หรือถ้าหน่วยงานความมั่นคงเห็นและเชื่อว่า “ส.ส.แขก” คือแนวร่วมมุมกลับหรือเป็นฝ่ายที่สนับสนุนบีอาร์เอ็นฯ แบบลับๆ นั่นเชื่อได้ว่าจะไม่เป็นผลดีในการแก้ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน หรือรังแต่ช่วยเติมเชื้อให้ไฟใต้ลุกโชนยิ่งขึ้น
 
ในขณะเดียวกับที่ ส.ส.ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ต้องทำหน้าที่ “ผู้แทน” ที่ไม่เลือกข้าง เพราะไม่ว่าผู้ถูกกระทำ จะเป็นพุทธหรือมุสลิม ผู้เป็น ส.ส.จะต้องให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลืออย่างเท่าเทียม เพื่ออย่าให้มีการ “วิพากษ์” ว่า ส.ส.เป็นผู้แทนของคนส่วนใหญ่หรือมุสลิมเท่านั้น อันไม่ใช่ผู้แทนของคนส่วนน้อยในพื้นที่หรือคือไทยพุทธนั่นเอง
 
เมื่อผู้แทนประชาชนให้ความสนใจกับเหตุการณ์เผาบ้านชาวบ้านมุสลิมที่บ้านกาตอง อ.ยะหา จ.ยะลาได้ ก็ต้องให้ความสนใจกับกรณีที่คนไทยพุทธที่บ้านมาลายูบางกอก ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา ถูกโจรใต้ยิงและขว้างระเบิดใส่บ้านได้เช่นกัน
 
เพราะไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการจากฝีมือเจ้าหน้าที่หรือโจรใต้ ผู้เดือดร้อนหรือผู้เสียหายล้วนคือประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่เหมือนอยู่ระหว่าง “เขาควาย” และตกเป็นเหยื่อสถานการณ์ ซึ่งต้องหาวิธีการที่จะอยู่และเอาตัวรอดจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับโจรใต้ที่เรียกตนเองว่าเป็นสมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
อีกประเด็นหนึ่งที่คนในพื้นที่ต้องใช้ความสนใจคือ การที่ “สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)” มีมติเสนอ “คณะรัฐมนตรี (ครม.)” ให้แก้ไข “พ.ร.บ.ความมั่นคง” มาตรา 21 ให้ลดขั้นตอนและเปิดประตูให้กว้างเพื่อ “จูงใจ” ให้สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้เข้ามอบตัวต่อทางการ
 
เรื่องนี้มีประเด็นที่น่าสนใจคือ โจรใต้หรือแนวร่วมที่มี “คดีอาญาติดตัว” ให้ “กอ.รมน.” นำเข้าค่ายทหารไปผ่านการอบรม 6 เดือนก่อนส่งคืนกลับมาตุภูมิ หลังจากนั้นให้ติดตามดูพฤติการณ์ต่ออีก 2 ปี ถ้าเห็นหรือเชื่อว่า “ไม่แปรพักตร์” ก็ให้เสนอศาลให้พ้นจากคดีอาญาเหล่านั้น หรือสามารถ “รอดพ้นคุกตะราง” ตามความผิดที่ได้เคยก่อไว้
 
สั้นๆ ง่ายๆ ก็คือ ถ้า ครม.เห็นชอบตามที่ สมช.เสนอ กล่าวคือ ถ้าโจรใต้ที่ออกมามอบตัวแล้วถูกส่งไป “ปรับทัศนวิสัย” แล้วทำตัวดีๆ ไปได้สัก 2 ปี ไม่ว่าในอดีตจะเคยฆ่าเจ้าหน้าที่หรือประชาชนผู้บริสุทธิ์มากี่ศพ หรือเคยลอบวางระเบิด วางเพลิง ลอบยิง รวมทั้งก่อวินาศกรรมรูปแบบอื่นๆ มากี่ครั้งก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นก็สามารถจะ “พ้นผิด” ได้โดยไม่ต้องรับโทษใดๆ ตามกฎหมาย
 
แนวทางที่จะดับไฟใต้ตามข้อเสนอของ สมช.หนนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แน่นอน ที่สำคัญต้องคิดให้รอบคอบว่าวิธีการนี้สามารถดับไฟใต้ได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญยิ่งคือได้มีการฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่แล้วหรือยัง โดยเฉพาะกับคนไทยพุทธว่าเห็นด้วยกับวิธีการนี้หรือไม่
 
ข้อสำคัญถ้าเชื่อว่าวิธีการนี้จะทำให้ไฟใต้ยุติได้จริง อย่างนั้นควรเสนอออกเป็น “พ.ร.บ.อภัยโทษ” มาเลยไม่ดีกว่าหรือ เพื่อให้คนในขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ที่ต้องไปอาศัยในประเทศเพื่อนบ้านได้เดินทางกลับมาอยู่บ้านเกิดเมืองนอน เพื่อนำไปสู่การยุติการต่อสู้ด้วยอาวุธไปพร้อมๆ กัน กรณีนี้ทำให้เป็น “งานใหญ่” เสียเลยดีไหม
 
อย่างไรก็ตาม กลัวอย่างเดียวว่านโยบายที่ สมช.กำลังชง ครม.ที่ว่านี้จะกลายเป็นว่า ไม่เฉพาะแนวร่วมหรือสมาชิกบีอาร์เอ็นฯ ที่กำลังปฏิบัติการก่อไฟใต้ระลอกใหม่จะได้ประโยชน์เท่านั้น เหล่าคนจำพวก “หงำเหงือก” และ “ถูกปลดระวาง” ไปนานแล้วไม่ว่าจะเคยใช้ชื่อพูโลหรือขบวนการอะไรก็ตาม ซึ่งที่ผ่านๆ มา คนพวกนี้กำลังหาทางกลับมา “ตายรัง” พวกเขาก็จะได้โอกาสพ้นความผิดในคดีอาญาไปด้วย
 
แต่บรรดา “กลุ่มสุดโต่ง” จะอาศัยนโยบายนี้ฉวยเอาเฉพาะประโยชน์ ทว่ากลับไม่ยอมวางมือ แล้วยังเดินหน้าสร้างสถานการณ์ไฟใต้ให้ยังคงดำรงต่อไป
 
ความจริงแล้วไฟใต้จะยุติได้มีเพียง 2 ทางเท่านั้น 1 คือ ต้องตัดวงจรนำคนหนุ่มคนสาวในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ไปถูกบ่มเพาะเข้าสู่ขบวนการ อีก 1 คือ ต้องเจรจาให้มาเลเซียเลิกให้การสนับสนุนขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
 
ถ้า 2 เรื่องนี้ทำไม่ได้ ลำพังการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธปิดล้อม ตรวจค้น แล้วจับเป็นและจับตาย นั่นล้วนแต่เป็นวิธีที่ไม่มีทางที่จะดับไฟใต้ได้สำเร็จ อย่างดีที่เพียงทำให้ไฟใต้ชะลอการโชนแสงได้เพียงชั่วครั้งคราว ซี่งก็เป็นที่ประจักษ์ตาม “ความสามารถแม่ทัพ” ในแต่ละยุคแต่ละสมัยนั่นเอง
 
แต่เอาเถอะ! ถ้าคิดว่าการ “ยกเว้นโทษทางอาญา” ให้แก่โจรใต้จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น นั่นก็ไม่ว่ากัน เพราะคนในพื้นที่ต้องถือว่าเป็น “หนูลองยา” จากเจ้าหน้าที่รัฐมากว่า 15 ปีแล้ว ถ้าจะถูก “ลองยา” อีกสักครั้งก็คงจะไม่ดับดิ้นหรือสิ้นลมง่ายๆ หรอก
 
แต่ถ้าฝ่ายความมั่นคงใช้นโยบายนี้แล้ว “ล้มเหลว” ซึ่งก็เหมือนๆ กับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่ากับนโยบายดับไฟใต้ที่แล้วๆ มา เรื่องราวแบบนี้ควรต้องบอกประชาชนด้วยว่า ใครจะต้องรับผิดชอบกันอย่างไร?!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...