xs
xsm
sm
md
lg

ทางออกจาก “วิกฤตไฟใต้” ไทยต้องเจรจากับมาเลเซียให้ล้าง BRN ไม่เหลือคราบ?!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 
พล.ท.พรศักดิ์ พูนสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4
 
เชื่อว่าข่าวที่คนทั้งประเทศให้ความสนใจที่สุด ณ ขณะนี้คือ ข่าวการเมือง โดยเฉพาะการแบ่งปันผลประโยชน์ของพรรคและนักการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ผู้กำลังจะกลับมาเป็นนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เพื่อการ “สืบทอดอำนาจ” ผู้คนทั้ง “ฝ่ายเชียร์” และ “ฝ่ายแช่ง” ต่างติดตามดู “เหลี่ยมคู” ของ “ทีมตู่” และ “พี่น้องบูรพาพยัคฆ์” ชนิดไม่กะพริบตา ในขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งต่างตั้งคำถามว่า สุดท้ายการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา เป็นการเลือกตั้งเพื่อคนไทยก้าวพ้น “หลุมดำ” หรือความตกต่ำทั้งปวง หรือเป๊นการเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ของนักการเมือง นายทุนและขุนทหาร เพื่อให้เกิดการสืบทอดอำนาจอีกกระทอกหนึ่ง
 
ห้วงเวลานี้เรื่องของความรุนแรงหรือความไม่สงบของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศไม่แพ้เรื่องความขัดแย้งในสังคม เรื่องเศรษฐกิจตกต่ำที่มีผลกระทบต่อคนจนค่อนประเทศ เนื่องจากเรื่องความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “ความสยดสยอง” ที่มีคนตายจริง เจ็บจริง ทรัพย์สินเสียหายจริง
 
ที่สำคัญที่สุดถ้าการ “ดับไฟใต้” ทำไม่สำเร็จ นั่นหมายถึงอาจจะเกิดการสูญเสีย “อธิปไตย” ได้ในอนาคต
 
อย่าดีใจกับการที่ “เดือนรอมฎอน” ปีนี้การก่อเหตุรุนแรงลดน้อยลง หรือไม่มีเหตุร้ายที่รุนแรง มีเพียงเหตุรายวันที่ “บีอาร์เอ็นฯ” สร้างขึ้นเพื่อ “หล่อเลี้ยง” สถานการณ์ เพื่อ “รักษาสถิติ” ให้เห็นว่าแผ่นดินใน 4 จังหวัดยังเกิดเหตุร้ายและมีคนตายเกิดขึ้น
 
เพราะต้องไม่ลืมว่ายุทธศาสตร์ของบีอาร์เอ็นฯ นั้น ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ “กวนหมวน” ให้กองกำลังของเขาบาดเจ็บ ล้มตาย หรือถูกจับกุม บีอาร์เอ็นฯ ก็จะไม่ตอบโต้ด้วยการเอาคืนเจ้าหน้าที่รัฐและเป้าหมายอ่อนแอ ซึ่งช่วงที่ไม่เกิดความสูญเสีย สมุนของบีอาร์เอ็นฯ ก็จะลดการก่อเหตุรุนแรงเหลือเพียงเหตุร้ายที่ก่อขึ้นเพื่อหล่อเลี้ยงสถานการณ์ ตามยุทธศาสตร์ “งานการทหาร 30 งานการเมือง 70”
 
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยกความชอบให้แก่ พล.ท.พรศักดิ์ พูนสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ที่มีความตั้งใจใช้นโยบายดับไฟใต้ทั้งด้าน “ยุทธการ” และ “งานการเมือง” ด้วยการสร้างความเข้าใจกับมวลชนทั้ง “พุทธ” และ “มุสลิม” รวมทั้งการบังคับใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเท่าเทียมและความสงบให้เกิดขึ้น จนทำให้เดือนรอมฎอนปีนี้ความสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับเป้าหมายอ่อนแอลดน้อยลง
 
เมื่อมองไปข้างหน้า เมื่อมองไปยังนโยบายดับไฟใต้ที่เป็นนโยบายหลัก ซึ่งไม่ใช่แค่รักษาความสงบ รักษาความปลอดภัยในพื้นที่ อันเป็นเหมือน “งานรูทีน” ไปแล้วนั้น ต้องยอมรับว่ายังมองเห็นไม่ชัดว่า “ทางออก” จากวังวนไฟใต้อย่างถาวรจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
 
เรื่องที่น่าจะจบลงแล้วในรัฐบาลชุดนี้คือ “การพูดคุยสันติสุข” ที่ผ่านมา 5 ปีของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่มีการเปลี่ยนตัว “หัวหน้าคณะพูดคุย” แล้ว 2 ครั้ง โดยเฉพาะครั้งหลังที่การพูดคุยไม่มีอะไรคืบหน้า หรือเป็นได้เพียง “ยาเก่าในขวดใหม่” และท้ายที่สุดน่าจะเป็น “ยาหมดอายุ” เพราะไม่ปรากฏว่าจะรักษาโรคที่เกิดขึ้นอย่างได้ผลแต่อย่างใด
 
สุดท้ายหัวหน้าคณะก็ได้รับอานิสงส์ได้ “อวยตำแหน่ง” เป็น “สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)” เป็นการปูนบำเหน็จ ซึ่งอาจจะต้องพ้นหน้าที่ของหัวหน้าคณะพูดคุย เช่นเดียวกับบรรดาคณะ “ครม.ส่วนหน้า” หรือผู้แทนพิเศษที่ส่วนใหญ่ได้รับ “ความชอบ” ให้เป็น ส.ว.เช่นกัน ทิ้งไว้เพียงคำถามว่า 3-4 ปีที่ได้ทำหน้าที่ ครม.ส่วนหน้าหรือผู้แทนพิเศษรัฐบาลนั้น มีผลงานอะไรที่ “งอกเงย” เพื่อให้คนในพื้นที่มองเห็นและกล่าวถึงที่พอจะให้คุ้มกับ “เงินเดือน” และ “งบประมาณแผ่นดิน”
 
แน่นอนเงินงบประมาณที่ใช้ไปกับ “ภารกิจของ ครม.ส่วนหน้า” คือ “ภาษี” ของประชาชนทุกคน
 
ในขณะเดียวกัน ฟากของ “มาราปาตานี” ซึ่งเป็น “หุ่นเชิด” ของ “มาเลเซีย” ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพูดคุยกับหัวหน้าคณะพูดคุยของฝ่ายไทยนั้น ล่าสุด “อุซตาสสุกรี ฮารี” หรือ “มะสุกรี” ได้ลาออกจากการทำหน้าที่หัวหน้าคณะพูดคุยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสาเหตุก็เพราะคงเห็นชัดว่าการพูดคุยไม่มีประโยชน์ต่อไป และในกลุ่มมาราปาตานีเองก็ขาดเอกภาพ เพราะสุดท้ายแล้วขบวนการต่างๆ ไม้ว่าจะเป็นพูโลเก่า พูโลใหม่ บีไอพีพี  ฯลฯ ต่างกลุ่มต่าง “แอบพูดคุย” กับฝ่ายรัฐไทยมาตลอด เพื่อแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มตนทั้งสิ้น
 
ดังนั้น “ดีล” ของการพูดคุยในรัฐบาล คสช.ที่กำลังจะปิดฉากลงคงจบสิ้น ส่วนจะมีการพูดคุยอีกหรือไม่นั้น น่าจะเป็นเรื่องของ “รัฐบาลชุดใหม่” ที่กำลังจะตั้งขึ้น
 
โดยข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่า ปัญหาไฟใต้ที่ไม่เคยดับได้สำเร็จ เงื่อนปมอยู่ที่บีอาร์เอ็นฯ การพูดคุยสำเร็จหรือล้มเหลวก็ขึ้นอยู่กับบีอาร์เอ็นฯ เพียงขบวนการเดียวเท่านั้น เพราะขบวนการอื่นๆ ถึงแม้มีอยู่ แต่ก็เหมือนไม่มี เพราะสภาพของขบวนการไม่ต่างจาก “รถเปล่า” ที่ไม่มีทั้งเครื่องยนต์และไม่มีทั้งผู้โดยสาร
 
ในขณะที่บีอาร์เอ็นฯ เป็นขบวนการที่มีทั้งเครื่องยนต์ มีคนขับเคลื่อนและมีผู้โดยสาร แถมมีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศมาเลเซียอย่างมั่นคง แต่กลับมีกองกำลังในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งจัดตั้งไว้อย่างเป็นระบบ ที่สำคัญสิ่งที่บีอาร์เอ็นฯ มี แต่ขบวนการอื่นๆ ไม่มีคือ บีอาร์เอ็นฯ มีงบประมาณใช้ในการขับเคลื่อนและต่อสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐได้อย่างยืนยาว
 
การต่อสู้ในหลายสิบปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้บีอาร์เอ็นฯ อ่อนแอ นั่นเป็นเพราะวันนี้บีอาร์เอ็นฯ มีเงินที่อยู่ในการบริหารของ “แกนนำ” ถึงราวกว่า 4,000 ล้านบาท ไม่ได้เขียนผิดเป็น “กว่าสี่พันล้านบาท” จริงๆ ซึ่งเพียงพอให้แกนนำในขบวนการที่อาศัยอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซียสามารถเสวยสุข และสามารถที่จะวางแผนในการสร้างผู้นำเพื่อ “สืบทอดอำนาจ” โดยการอ้างอุดมการณ์ในการแบ่งแยกดินแดนอีกยาวนาน
 
ที่บอกว่าอีกยาวนานนั้น เนื่องจากในทุกวันนี้บีอาร์เอ็นฯ ยังมีเงินที่เก็บจากในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งแบบรายวัน รายเดือน และรายปีไม่ต่ำกว่าปีละ 200 ล้าน เพื่อใช้หล่อเลี้ยงการทำ “สงครามประชาชน” และ “สงครามจรยุทธ์” เพื่อสร้างความสูญเสียให้แก่เจ้าหน้าที่และประชาชน
 
บีอาร์เอ็นฯ ไม่ใช่ขบวนการที่ยากจน บีอาร์เอ็นฯ ใช้ “วาทกรรม” ในการสร้าง “อุดมการณ์” เพื่อ “หลอกล่อ” ผู้คนเข้าสู่ขบวนการเพื่อการ “แบ่งแยกดินแดน” ซึ่งการแบ่งแยกดินแดนจะสำเร็จเมื่อไหร่ จะอีก 10 ปี หรืออีก 100 ปี บีอาร์เอ็นฯ ก็ไม่ได้นำพาอะไรเลย เพราะแกนนำทุกคนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่างมีความสุขอยู่กับเงินจำนวนกว่า 4,000 ล้านบาท และมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี
 
เสียดายก็เพียงอย่างเดียวที่ “หน่วยงานความมั่นคง” ไม่พยายามแสวงหาข้อมูลเหล่านี้ เพื่อนำมาบอกกล่าวให้ “กองกำลัง” และ “มวลชน” ในพื้นที่ผู้ฝักใฝ่บีอาร์เอ็นฯ ที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนได้ทราบ เพื่อชี้ให้เห็นถึงการดำรงอยู่ของแกนนำบีอาร์เอ็นฯ ที่ “เสวยสุข” อยู่กับเงินกว่า 4,000 ล้านบาทดังกล่าว


และนี่ต่างหากที่ทำให้บีอาร์เอ็นฯ ปฏิเสธที่จะพูดคุยกับรัฐไทยเพื่อแสวงหาทางออกจากความรุนแรง เพราะโดยข้อเท็จจริงบีอาร์เอ็นฯ ต้องการหล่อเลี้ยงความรุนแรงเอาไว้ เพื่อรักษา “ขุมทรัพย์” ที่บรรดาผู้นำขบวนการต่างมีความสุข โดยการสร้างกองกำลังเพื่อก่อเหตุร้ายในพื้นที่ของ 4 จังหวัดภาคใต้ เพื่อรักษา “สถานะ” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเอาไว้ให้ได้
 
การดับไฟใต้ที่ถาวรไม่มีทางออกอื่น นอกจากรัฐไทยต้องกล้าที่จะ “เจรจา” กับประเทศมาเลเซียอย่างจริงจัง และพร้อมที่จะ “แตกหัก” เพราะการที่จะพูดคุยกับบีอาร์เอ็นฯ นั้นไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น ยกเว้นว่าหลังได้รัฐบาลชุดใหม่แล้ว ฝ่ายความมั่นคงยังคงจะให้ความร่วมมือหรือ “ยอมถูกหลอก” จากฝ่ายมาเลเซีย เพื่อให้การขับเคลื่อน “องค์กรกำมะลอ” อย่างมาราปาตานีดำเนินต่อไป อันไม่ต่างจากการ “ร่วมแสดงปาหี่” หลอกคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อไป
 
เชื่อเถอะการจัดการพูดคุยในพื้นที่เพียงอย่างเดียว ยังไม่ใช่ทางออกจากไฟใต้ เช่นเดียวกับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเดียวเพื่อปิดล้อม ตรวจค้น รักษาความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็ไม่ใช่ทางออกที่ถาวร เพราะทางออกที่แท้จริงเพื่อสร้างความสงบให้เกิดขึ้นได้นั้นคือ...
 
ต้องไม่ให้มีขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ในแผ่นดินของมาเลเซียอีกต่อไปเท่านั้น
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...