xs
xsm
sm
md
lg

เจาะลึกแผนแปลงร่าง “จะนะ” เมืองต้นแบบ ‘อุตฯก้าวหน้าแห่งอนาคต’ บนแผ่นดินไฟใต้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย... ศูนย์ข่าวหาดใหญ่
 


 
โผล่ขึ้นมาอีกหนึ่ง “จิ๊กซอว์” ของความพยายามผลักดันผืนแผ่นดินด้ามขวานทองของไทยให้กลายเป็น “ศูนย์กลางการขนส่งสินค้าข้ามโลก” และ “ศูนย์กลางพลังงานข้ามโลก” 
 
นั่นก็คือ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2562 ที่ต้องการเดินหน้าพัฒนาให้ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ปลุกปั้นนำเสนอชงขึ้นไปให้พิจารณา
 
อันเป็นไปตามแนวคิดของรัฐบาลทหารเที่ยวสุดท้ายที่ต้องการสานอำนาจต่อ โดยต้องการให้เกิดการตั้ง “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาขนาดใหญ่ๆ ไปทุกหัวระแหง หวังสร้างภาพให้เกิดความเชื่อมั่นดันตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจให้ดูดีขึ้น
 
โดยจะมีปลุกปั้นเมกะโปรเจกต์ต่างๆ ตามมา อาทิ ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 นิคมอุตสาหกรรมจะนะ ทั้งที่เป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากการใช้วัตถุดิบเกษตรและประมงในพื้นที่ อุตสาหกรรมฮาลาล รวมถึงอุตสาหกรรมหนักต่างๆ ซึ่งนั่นก็รวมเอาปิโตรเคมีไว้ด้วย โรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบการใช้พลังงานทั้งก๊าซ ถ่านหิน ชีวมวล ขยะ แสงแดดและลม รวมถึงการตั้งเมืองใหม่ทั้งเขตพาณิชยกรรมและที่พักอาศัย เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้เกิดเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตได้นั่นเอง
 
 

โดยเฉพาะในส่วนของ “ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2” โครงการนี้คือชิ้นส่วนอันเป็นองค์ประกอบสำคัญในการให้เกิดสะพานเศรษฐกิจเชื่อม 2 ฝั่ง มหาสมุทรแปซิฟิกกับมหาสมุทรอินเดียหรือ “แลนด์บริดจ์กินรวบสงขลา-สตูล” ในภาคใต้ของไทย หรือหากกินรวบไม่ได้ก็ต้องยอมเชื่อมกับมาเลเซียเป็น “แลนด์บริดจ์สงขลา-ปีนัง” ซึ่งก็เป็นหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลที่ต้องการขับเคลื่อนการพัฒนาภาคใต้ให้เป็น “ศูนย์กลางโลจิสติกส์” อีกแห่งหนึ่งของโลกเกิดขึ้นได้จริง
 
อย่างไรก็ตามเวลานี้เป็นที่รับรู้กันว่า แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้แล้ว เนื่องจากองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียนให้พื้นที่บางส่วนของ จ.สตูล เป็น “อุทยานธรณีโลก” ในส่วนของ แลนด์บริดจ์สงขลา-ปีนัง จึงต้องถูกนำหกลับมาพัฒนา โดยที่แทบไม่ต้องประกาศอะไรให้ชัดเจนจนรัฐบาลไทยต้องเสียหน้า หรือนำไปสู่การลุกฮือต่อต้านของประชาชน
 
 

 
ทั้งนี้ แลนด์บริดจ์สงขลา-ปีนัง เป็นโครงการที่รัฐบาล มหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซียเคยเสนอไว้ในกรอบความร่วมมือ “สามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย-มาเลเซีย-ไทย (IMT-GT)” ไว้ตั้งแต่ปี 2536 เพื่อรองรับวิสัยทัศน์ 2020 ซึ่งหนึ่งในนั้นจะพัฒนารัฐปีนังให้เป็นศูนย์กลางของเขตอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงที่ดีที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
 
แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยได้การตอบรับจากรัฐบาลไทย เนื่องจากไทยเองก็มีแนวคิดเรื่องการเชื่อม 2 ฝั่งทะเลด้วย แลนด์บริดจ์กินรวบไว้ 3 แนวทาง ซึ่งหนึ่งในนั้นและถือเป็นแนวทางสุดท้ายคือ แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล นั่นเอง
 
ทว่ามาเลเซียก็ยังไม่ลดละความพยายาม วันที่ 14 กันยายน 2560 ในโอกาสที่ ดาโต๊ะ ซรี โจฮารี บิน อับดุล กาห์นิ (Datuk Seri Johari bin Abdul Ghani) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเลเซียคนที่ 2 พร้อมกับคณะผู้บริหารชมรมธุรกิจกัวลาลัมเปอร์ (KLBC) ได้เข้าพบหารือกับ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนที่คณะจากมาเลเซียชุดนี้จะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันถัดมา
 
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เปิดเผยหลังการหารือคราวนั้นว่า ประเด็นที่มาเลเซียต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นคือ การเชื่อม “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2” ของไทยกับ “ท่าเรือน้ำลึกปีนัง” ของมาเลเซีย เพื่อลดระยะเวลาในการส่งออกสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาความร่วมมือทางเศรษฐกิจของไทยและมาเลเซียจะเป็นการหารือผ่านกรอบความร่วมมือสามเหลี่ยมเศรษฐกิจ IMT-GT แต่หลังจากนี้จะผลักดันให้หารือผ่านสมาคมด้านธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศเพิ่มขึ้น
 
 

ส่วน แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ของไทยเองเดิมวางแผนไว้ว่า ฝั่งอ่าวไทยจะสร้าง “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2” ที่บ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา และฝั่งอันดามันจะสร้าง “ท่าเรือน้ำลึกปากบารา” ที่หาดปากบารา บ้านท่ามาลัย ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล โดยเหตุที่ไม่ได้ใช้ “ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 1” ที่เปิดใช้มาตั้งแต่ปี 2531 เพราะมีพื้นที่ไม่เพียงพอที่จะรองรับ
 
โดยกรมเจ้าท่าได้อ้างอิงรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ว่า ควรขยายท่าเรือน้ำลึกสงขลา 1 แต่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เนื่องจากท่าเรือน้ำลึกสงขลา 1 อยู่ใกล้กับแนวคูเมืองเก่าและมีโบราณสถานใต้น้ำอยู่ใกล้เคียง รวมทั้งยังมีปัญหาการอพยพประชาชนในพื้นที่ที่ต้องเวนคืน
 
ปี 2549 กรมเจ้าท่าจึงว่าจ้างที่ปรึกษาทำการศึกษาเพื่อค้นหาสถานที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งใหม่ ซึ่งผลการศึกษาแล้วเสร็จในปี 2552 และได้ข้อสรุปว่า พื้นที่บริเวณบ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เหมาะที่จะสร้างท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 ดังกล่าว
 
 

เมื่อมีการประกาศโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกทั้ง 2 ฝั่งทะเลอ่าวไทย-อันดามันในภาคใต้ตอนล่างนี้ออกไป ปรากฏว่าได้ถูกประชาชนรวมตัวลุกขึ้นต่อต้านอย่างหนัก เพราะเกรงจะต้องรับผลกระทบมากมาย เช่น ด้านสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตของคนในชุมชน การประมง การท่องเที่ยว ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีข้อกล่าวหาที่ว่า การดำเนินงานของบริษัทที่ปรึกษาโครงการไม่เป็นไปตามมาตรฐานของการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่งต้องทำการศึกษาตามกฎหมายใหม่ที่เพิ่มเติมจากแค้ศึกษา EIA
 
กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2561 เมื่อยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนให้พื้นที่บางส่วนของ จ.สตูล เป็นอุทยานธรณีโลกดังกล่าว จึงมีผลทำให้โครงการที่จะปักหมุดก่อสร้างท่าเรือปากบาราบนฝั่งทะเลอันดามันมีอันต้องล้มเลิกไปโดยปริยาย ณ เวลานี้ แลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล จึงถูกตอกตะปูปิดฝาโลงไปเรียบร้อยแล้ว
 
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ความพยายามในการเชื่อม 2 ฝั่งทะเล ด้วยการดันสร้าง “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2” จะล้มครื้นลงไปด้วย!
 
 
หาดบ้านสวนกง สถานที่ก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2561 ในการประชุม ครม.ทอปบู๊ตสัญจรที่ จ.ชุมพร จึงได้เห็นชอบกรอบแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC)” อย่างยั่งยืน อันเป็นความต่อเนื่องของการไหลลงภาคใต้ของ “ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Easthern Economic Corridor : EEC)” ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชงเสนอไว้ให้
 
และหนึ่งในเมกะโปรเจกต์ที่เห็นชอบในครั้งนั้นด้วยคือ “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2” ที่ถุกเร่งรัดให้สร้างขึ้นโดยพลัน!
 
ไม่นานหลังจากนั้นวันที่ 29 ตุลาคม 2561 ศอ.บต.ก็ได้เรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดย พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต.คนปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นยังดำรงตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการ ศอ.บต. ได้นั่งประธานในที่ประชุมพร้อมกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ 14 พื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นไปแบบไร้รอยต่อ ตามข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยรัฐบาลมอบหมายให้ ศอ.บต.เป็นศูนย์กลางในการขับเคลื่อนการพัฒนา
จากนั้นเป็นต้นมาชื่อของ “เมืองต้นแบบที่ 4” ซึ่งเป็นแผนงานพัฒนาที่กำหนดให้ อ.จะนะ จ.สงขลา ถูกยกขึ้นเป้น “เมืองแห่งอุตสาหกรรมอนาคต” พร้อมๆ กับการเดินหน้าแจ้งเกิด “ท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2” ก็ปรากฏอยู่ในแผนพัฒนากลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร กล่าวถึงนั่นเอง
 
กระทั่งในการประชุม ครม. วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เมื่อไม่กี่วันมานี้ จึงได้เห็นชัดว่ารัฐบาลทอปบู๊ตเที่ยวสุดท้ายได้เห็นชอบในหลักการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อ.จะนะ จ.สงขลา “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” ตามที่ ศอ.บต.เสนอ
 
ความจริงแล้วแต่เดิมที่ ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2559 เพียงเห็นชอบในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน (ปี 2560-2563) โดยมีพื้นที่ดำเนินการนำร่องใน 3 อำเภอ ได้แก่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และ อ.เบตง จ.ยะลา
 
ดังนี้แล้วการเสนอแผนงานการพัฒนาให้ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตนี้โดย ศอ.บต. จึงได้เกิดคำถามขึ้นตามมามากมาย?!
 

 
ประเด็นหนึ่ง ศอ.บต.นำเสนอโครงการนี้แบบ “ข้ามหัวประชาชน” เพราะเพิกเฉยต่อเสียงคัดค้านที่เกิดขึ้นมาตลอดที่ได้ริเริ่มที่จะทำบรรดาเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ โดยชาวบ้านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่มีใครเคยมาถาม มาบอกพวกเราเลย” รวมทั้ง ไม่มีการเปิดเผยเอกสารประกอบทั้งหมด จึงไม่อาจจะการันตีได้ว่า ได้จัดทำข้อมูลอย่างครบถ้วน เป็นธรรม โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คน
 
ประเด็นหนึ่ง ศอ.บต.ต้องเร่งรีบดำเนินการเพราะกลัว “กลัวเงื่อนปมถูกคลาย” เนื่องจากว่าถ้ามีรัฐบาลใหม่ หรือมีสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่แล้ว ม.44 ที่เคยประกาศเร่งรัดเมกะโปรเจกต์ต่างๆ นานาให้เกิดขึ้นได้แบบง่ายๆ อาจจะถูกยกเลิก หรือกระทั่งจะมีการแก้ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 ให้กลับมาเหมือนเดิม กล่าวคือ ต้องรอผลของการทำการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ก่อนนั่นเอง
 
ประเด็นหนึ่ง ทำไมต้อง “แปลงร่าง” บรรดาเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ จากที่เคยเป็นส่วนประกอบสำคัญของ “โครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้” หรือ “เซาเทิร์นซีบอร์ด” ให้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ “เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดชายแดนภาคใต้” แล้วให้หน่วยงานหลักในพื้นที่คือ ศอ.บต.เข้ามาสวมบทบาทรับผิดชอบโดยตรง หรือว่าเมื่อทำให้เป็นส่วนหนึ่งของ “พื้นที่ไฟใต้” แล้วทำให้เกิดมิติของอำนาจ อันสามารถใช้เหตุผลหรือคำอ้างต่างๆ นานาได้อย่างน่าเกรงขาม
 
แต่นั่นไม่สำคัญเท่าอีกประเด็นหนึ่งนี้ที่ว่า เหตุที่ ศอ.บต.ต้องเร่งเดินหน้าอย่างเต็มสูบ เพราะว่ามี “ใคร” สั่งให้ทำหรือไม่?!
 
จากประเด็นเหล่านี้มิพักต้องตั้งคำถามถึง “ความเหมาะสม” ที่ว่า เมื่อรัฐบาลทหารที่มีที่มาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจมาจากรัฐบาลพลเรือนชุดนี้ ซึ่งกำลังจะหมดอายุอยู่รอมร่อ แล้วจะหาความชอบธรรมอะไรเล่ากับการทิ้งทวนไฟเขียวกับ “โครงการขนาดพัฒนาขนาดใหญ่” ที่ต้องผูกมัดการใช้จ่าย “งบประมาณ” อย่างมากมายมหาศาลไปถึงรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะถูกตั้งขึ้น
 
หรือว่า “บิ๊กตู่และคณะ” มั่นใจอย่างสุดติ่งจากหมากเกมการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมาว่า พวกเขาจะได้ตั้ง “รัฐบาลสืบทอดอำนาจ” ที่กำลังจะทำคลอดกันเร็ววันนี้ได้
 
แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แปลงร่างจากการเลือกตั้งจะได้อยู่ต่อ แต่ก็จัดว่าเป็นรัฐบาลที่มีองค์ประกอบไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ต้องเร่งรีบทำเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลทหารชุดนี้
 
เนื่องเพราะหากรอไปถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกชุดหน้า อะไรๆ ที่ว่าง่าย อาจจะอยากขึ้นมาก็เป็นได้ อะไรที่แค่เคยดีดนิ้วสั่ง อาจจะไม่สามารถบงการได้อีกต่อไป!!


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...