xs
xsm
sm
md
lg

“นิด้า” รับจ้างทำเวที SEA ไฟฟ้าที่ด้ามขวาน กับความท้าทายที่ประชาชนมุ่งมั่นดัน “ภาคใต้ Go Green”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : คนทุกข์ลุกสร้างสุข : สมัชชาประชาชนภาคใต้  / โดย... เจกะพันธ์ พรหมมงคล ผู้ประสานงานสมัชชาประชาชนภาคใต้
 
แฟ้มภาพ
 
หลังจาก เครือข่ายปกป้อง 2 ฝั่งทะเลกระบี่-เทพาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ได้บรรลุข้อตกลงกับ กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 20 ก.พ.2561 ด้วยการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่าง นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กับตัวแทนเครือข่าย เพื่อยุติข้อขัดแย้งของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลา โดยมีข้อตกลงคือ
 
1. ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ของโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาและโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ออกจากสำนักงานนโยบายและแผนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ภายใน 3 วัน นับตั้งแต่วันลงนาม
 
2. ให้กระทรวงพลังงานจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์(SEA) เพื่อศึกษาว่าพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลา มีความเหมาะสมในการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา 9 เดือน โดยนักวิชาการที่เป็นกลางและเป็นที่ยอมรับทั้ง 2 ฝ่าย หากผลออกมาว่าพื้นที่ไม่เหมาะสมทำโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ.ต้องยุติโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง 2 พื้นที่
 
3. หากผลรายงานออกมาว่าเ หมาะสมต่อการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ในขั้นตอนการทำ EHIA จะต้องจัดทำโดยคนกลางที่เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

และ 4. ให้คดีความระหว่างเครือข่ายผู้ชุมนุมกับ กฟผ.เลิกแล้วต่อกัน
 .
การทำเอ็มโอยูครั้งนี้ถือเป็นโมเดลที่ดี ซึ่งภาครัฐและประชาชนสามารถหาทางออกร่วมกันได้
 .
ระยะเวลาผ่านมา 1 ปี 2 เดือน กระบวนการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA) จึงเริ่มขึ้น โดยกระทรวงพลังงานได้ว่าจ้างให้ ศูนย์บริการวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ดำเนินการจัดทำรายงานดังกล่าว
 
มีการจัดเวทีสานเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ผ่านไปสดๆ ร้อนๆ โดยเริ่มเวทีสานเสวนาแรกที่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2562 เวทีที่ 2 ที่ จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 26 เม.ย.2562 เวทีที่ 3 เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2562 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี และเวทีที่ 4 ที่ จ.ชุมพร เมื่อวันที่ 7 พ.ค.2562 เป็นเวทีสุดท้ายในรอบแรก
 
จากการเข้าร่วมรับฟังความเห็นในเวทีสานเสวนาการศึกษายุทธศาสตร์(SEA) การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2562 ที่โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีหัวข้อสำคัญในการพูดคุย 3 หัวข้อคือ 1.ข้อเสนอแนะต่อทิศทางการพัฒนาภาคใต้ 2.พลังงานไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ มั่นคงมากน้อยเพียงใด และ 3.จะตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่มากขึ้นอย่างไร ทางเลือกมีอะไรบ้าง และข้อห่วงใยอะไรบ้าง
 
การพูดคุยในประเด็นตามหัวข้อ 1 ในช่วงเช้า ซึ่งทางผู้จัดต้องการจะให้แยกเป็นกลุ่มย่อย แต่ทางประชาชนที่เข้าร่วมเสนอให้เป็นการแสดงความเห็นเป็นวงเสวนารวม และความเห็นส่วนใหญ่เห็นในทิศทางเดียวกัน โดยมีข้อเสนอคือ...
.
“ภาคใต้ต้องเป็นพื้นที่แห่งการ กินดี อยู่ดี มีความสุขที่ยั่งยืน” หรือ “ภาคใต้ Go Green”
 .
ทั้งนี้ความหมายของภาคใต้ Go Green คือ การเพิ่มพูนศักยภาพท้องถิ่น เป็นการเติบโตแบบยั่งยืน เกิดการกระจายรายได้ และการมีส่วนร่วมในการคิดออกแบบและกำหนดอนาคต ภายใต้หลักการสำคัญ ประกอบด้วย
 
ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องเป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กและกลาง ซึ่งต่อเนื่องจากการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่า รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ เกิดการจ้างงานของคนท้องถิ่น ฉะนั้นเป้าหมายของการพัฒนาอุตสาหกรรมในภาคใต้ ต้องเป็นอุตสาหกรรมขนากเล็กและขนาดกลางเท่านั้น หรือเรียกว่า “อุตสาหกรรมสีเขียว”
 
ด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว ต้องเป็น “การท่องเที่ยวสีเขียว” ซึ่งหมายถึง การท่องเที่ยวที่รักษาสิ่งแวดล้อม ใช้วัตถุดิบอาหารในท้องถิ่น จ้างงานคนในท้องถิ่น ใช้พลังงานสีเขียวในพื้นที่ประกอบการท่องเที่ยว ทั้งนี้เพราะนักท่องเที่ยวจะเลือกมาท่องเที่ยวในพื้นที่ที่สมบูรณ์ การสร้างการท่องเที่ยวสีเขียวจึงเป็นการสร้างการตลาดไปในตัว
 
ด้านการพัฒนาพืชยางและปาล์ม ควรมีการออกแบบให้มีอุตสาหกรรมขนาดเล็กและขนาดกลาง เพื่อมารองรับการแปรรูปผลผลิต ซึ่งเป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” การจัดโซนนิ่งการปลูก เพื่อให้มีความสมดุลระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงาน โดยต้องให้ความสมดุลระหว่างพืชอาหารและพืชพลังงานเป็นเรื่องสำคัญมาก
 
วงสานเสวนาในช่วงบ่าย ผู้เข้าร่วมเสนอให้มีการสานเสวนาแบบเป็นวงรวมต่อเนื่องอีก แต่ทางผู้จัดยืนยันที่จะแยกเป็นกลุ่มย่อย เพื่อคุยในประเด็นที่ 2-3 ซึ่งตรงนี้มีการตั้งข้อสังเกตจากผู้เข้าร่วมว่า ทำไมต้องแยก เพราะทุกความเห็นของผู้เข้าร่วมทุกคนควรต้องได้ฟังพร้อมๆ กัน
 
ก่อนคุยมีการนำเข้าข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ภาคประชาชนเคยได้ฟังจาก กฟผ.มาตลอด เช่น ก๊าชในอ่าวไทยจะหมด พลังงานลมและแดดไม่มั่นคง ความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้สูง การผลิตจะไม่เพียงพอ ต้องลดสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซ การคาดการว่าในอนาคตความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้จะสูงขึ้นเกือบ 3 เท่า (ปัจจุบัน = 2,700 MW. / อนาคต = 5,500 MW.) ฯลฯ
 
ซึ่งตรงนี้แหละครับที่นำไปสู่ความวุ่นวายเลย เพราะการนำข้อมูลและวาทกรรมของ กฟผ.มากล่าวอ้าง คล้ายนักวิชาการรับจ้างจากนิด้าต้องการจะบอกกล่าวว่า ภาคใต้มีความจำเป็นต้องใช้ถ่านหินผลิตไฟฟ้า การตอบโต้จึงเกิดขึ้น
 
แต่อย่างไรก็ตาม ในวงย่อยก็ยังมีข้อเสนอไปในทิศทางเดียวกันคือ เน้นให้ใช้ “พลังงานทดแทน” เช่น จากแสงแดด น้ำและชีวมวล เป็นพลังงานหลักในการผลิตไฟฟ้า
 
มีข้อสังเกตคือ ข้อคำถามข้อ 2 และข้อ 3 ไม่ได้เป็นไปเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาภาคใต้ เพราะในเมื่อไม่ต้องการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ให้กระจายการผลิตไฟฟ้าไปสู่รายย่อยๆ ให้มากขึ้น ทั้งระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการ
 
นอกจากนี้มีสิ่งที่น่ากังวลในเวทีสานเสวนารอบนี้คือ มีการแทรกแซง รวมถึงมีการจัดตั้งกลุ่มเชียร์การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์เข้าร่วมด้วย ซึ่งทำให้พี่น้องประชาชนที่เคยคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จาก จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ค่อนข้างไม่พอใจเอามากๆ ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่จึงมีข้อเสนอไปยังผู้จัดเวทีสานเสวนาคือ “นิด้า” ดังนี้
 .
1.) การรับฟังความเห็นควรเป็นไปแบบโดยรวม ไม่ต้องแยกกลุ่มย่อย เพราะเป็นความเห็นสาธารณะ ทุกคนควรได้ฟังพร้อมกัน
 .
2) งดใช้หรือปรับปรุงข้อมูลจากข้อมูลของ กฟผ. เพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่า “เป็นการชี้นำ” เพื่อให้เห็นความสำคัญของโรงไฟฟ้าถ่านหิน พร้อมทั้งให้เพิ่มผลกระทบทุกด้านจากถ่านหิน
 .
3) ป้องกันการแทรกแซงของกลุ่มที่ให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
 .
4) เปลี่ยนคำถามในข้อ 2 และข้อ 3 โดยเฉพาะข้อ 2 ต้องถามเพื่อหาวิธีการไปสู่เป้าหมาย ภาคใต้ Go Green ส่วนข้อ 3 ต้องถามเชิงประเมินสถานการณ์ปัจจุบันว่า ภาคใต้มีความพร้อมเรื่อง “พลังงานสะอาด” แค่ไหน เพื่อกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์
 .
โดยภาพรวมของการจัดเวทีสานเสวนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นในการศึกษายุทธศาสตร์(SEA) การพัฒนาพลังงานไฟฟ้าภาคใต้ครั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวลคือ การให้ข้อมูลเรื่องปริมาณความต้องการในไฟฟ้าในภาคใต้ เนื่องจากไม่สัมพันธ์กับทิศทางการพัฒนาภาคใต้
 
เนื่องเพราะถ้าภาคใต้ไม่ได้ถูกกำหนดจากผู้มีอำนาจให้เป็น “ศูนย์กลางการผลิตพลังงานข้ามโลก” หรือเป็น “ศูนย์กลางการขนส่งระดับโลก” ซึ่งจะต้องมีการเตรียมการเพื่อรองรับการตั้ง “ฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่” การประเมินความต้องต้องการการใช้ไฟฟ้าย่อมไม่เป็นไปตามที่ กฟผ.ประเมินไว้ว่า ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มเป็น 3 เท่าจากปัจจุบัน
 
แต่ถ้าเวทีที่พยายามตั้งชื่อเรียกแบบดูดีว่า “สานเสวนา” ในครั้งนี้ เป็นไปเพียงเพื่อ “ทำพิธีกรรม” ให้ครบถ้วนตามธงที่ผู้มีอำนาจได้ปักไว้แล้วว่า ภาคใต้ต้องเป็นฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นั่นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่การต่อสู้เพื่อปกป้องภาคใต้จะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...