xs
xsm
sm
md
lg

ฤๅการซุก “ขยะใต้พรม” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของทุกหน่วยงานเพื่อการ “ดับไฟใต้” ไปเสียแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

  
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย…ไชยยงค์ มณีพิลึก
 
ภาพประกอบ
 
ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง อส. ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ชรบ. และเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร และสายข่าว พวกเขายังตกเป็นเหยื่อของ “แนวร่วม” หรือ “โจรใต้” แบบรายวัน ซึ่งเชื่อว่าตลอดทั้งปี 2562 สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยังคงเป็นแบบนี้ตลอดไป
 
เพราะ 1 ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ยังคงอยู่ในประเทศมาเลเซีย โดยที่รัฐบาลเสือเหลืองยังไม่มีนโยบาย “กดดัน” หรือ “สั่งการ” ให้หยุดการปฏิบัติการก่อการร้ายใดๆ แต่กลับยังสนับสนุนการเป็น “หลังพิง” เพื่อปฏิบัติการต่อพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย และให้ใช้เป็น “ฐานปฏิบัติการไอโอ” แก่โลกมุสลิมอย่างเสรี
 
เพราะ 2 รัฐบาลไทย ไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการ “พูดคุย” กับรัฐบาลมาเลเซียในเรื่องของบีอาร์เอ็นฯ มีเพียงการร้องขอให้เป็น “ผู้อำนวยการพูดคุย” เพื่อให้ตัวแทนรัฐบาลไทยได้มีโอกาสในการพูดคุยกับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทุกขบวนการ ซึ่งสำหรับไทยผ่านมาถึง 2 รัฐบาลแล้วที่การพูดคุยก็เต็มไปด้วยอุปสรรค แล้วจบลงที่ความล้มเหลวตลอดเวลา
 
เนื่องจากบีอาร์เอ็นฯ ซึ่งเป็นขบวนการที่ปฏิบัติการในจังหวัดชายแดนภาคใต้แบบ “ไม่ต้องการพูดคุย” กับตัวแทนของรัฐบาลไทยในรูปแบบที่กำหนดโดยฝ่ายไทย แต่พร้อมจะพูดคุยในรูปแบบที่เป็น “สากล” ตามที่บีอาร์เอ็นฯ ต้องการ แต่ฝ่ายรัฐบาลไทยปฏิเสธที่จะพูดคุยเช่นนั้น เนื่องจากนั่นจะกลายเป็น “การเจรจาสันติภาพ” นั่นเอง
 
เพราะ 3 การ “เปลี่ยนตัวแทน” ในกระบวนการ “พูดคุยสันติสุข” มาเป็น พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 นั่นเป็นเพียง” “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ที่สรรพคุณยังคงเป็น “ยาหมดอายุ” เช่นเดิม จึงไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จได้
 
ดังนั้น ตลอดปี 2562 นี้สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนต่างก็ยังคงเจ็บ ตาย เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเหมือนเดิม เพียงแต่ความถี่ในการก่อเหตุอาจจะน้อยลง แต่การก่อเหตุใหญ่ๆ จะมากขึ้น อีกทั้งการก่อเหตุจะลุกลามออกนอกพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา ไปยังจังหวัดอื่นๆ ตามแต่ “เงื่อนไข” ที่บีอาร์เอ็นฯ ต้องการ
 
ดังนั้น ถ้าจะหวังว่าตลอดปี 2562 สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะ “ดีขึ้น” ก็ให้เตรียมใจผิดหวังไว้ได้เลย เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงยังไม่มีอะไรใหม่ๆ ที่จะเป็นการ “แก้ลำ” ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ส่งผลให้เกมการต่อสู้ของฝ่ายความมั่นคงยังคงไม่ใช่เป็น “ผู้กำหนดเกม” มีแต่จะเป็นการ “เล่นตามเกม” ของบีอาร์เอ็นฯ ก็เท่านั้น
 
วันนี้ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ยังวางน้ำหนักแก้ไขความไม่สงบไว้ที่ “ปัญหายาเสพติด” โดยเชื่อว่านั่นคือการสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่คนในพื้นที่ ผลงานในรอบ 6 เดือนคือ การจับกุมผู้ค้าได้จำนวนหนึ่งพร้อมของกลาง ซึ่งก็ไม่ต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ที่ยาเสพติดยังคือปัญหาใหญ่ของพื้นที่ ดังนั้น ในการแถลงข่าวความสำเร็จที่เกิดจากผลงานดังกล่าว จึงกลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ในความรู้สึกของสังคม โดยเฉพาะในสังคมของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ส่วนใหญ่อยู่ในวงจรของการค้ายาเสพติดมานาน
 
อีกทั้งอย่าดีใจที่จำนวน “ผู้เสพ” ที่เข้าสู่การบำบัดมีตัวเลขมากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ เพราะการที่มี “ผู้เข้าบำบัดเกินกว่าเป้าหมาย” นั่นแสดงให้เห็นว่า “การค้ายาเสพติด” ในพื้นที่ยังคงเติบโตไม่หยุดยั้ง เนื่องเพราะยิ่งมีคนเสพเข้าสู่การบำบัดมากเท่าไหร่ นั่นคือความล้มเหลวในการปราบปราบและการป้องกันมากเท่านั้น
 
วันนี้สิ่งที่ควรต้องทำคือ ต้องให้คนในพื้นที่ที่มีวงจรชีวิตกับการหาเงินจากการค้ายาเสพติด เข้าใจว่ายาเสพติดคือ “พิษภัยร้ายแรง” ที่ทำร้ายสังคมส่วนรวม ทำอย่างไรให้สังคมในพื้นที่ที่เห็นดีเห็นงามด้วย ได้เลิกทำค้ายาเสพติด และทำอย่างไรที่จะให้เจ้าหน้าที่ “ผู้รับส่วย” จากการค้ายาเสพติดที่มีอยู่ทุกหัวระแหงทั้ง “สีเขียว” และ “สีกากี” หยุดพฤติกรรมที่สุดแสนจะเลวร้ายนั้น เพราะถ้าหยุดพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ นั่นก็อย่าหวังว่าสถานการณ์ยาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดลง 
 
อีกทั้งในวันที่ “ยาบ้า” ในเมืองใหญ่อย่างเช่น อ.หาดใหญ่ ลดราคาขายปลีกลงจากเม็ดละ 100 บาท เหลือเพียง 50 บาท ในอำเภอรอบนอกอย่าง อ.สทิงพระ และ อ.กระแสสินธุ์ กลับลดราคาเหลือเม็ดละ 15 บาท อันเป็นไปตามกำลังซื้อที่ถดถอยเนื่องจากความยากจนของผู้คน การระบาดของยาเสพติดจึงมีแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วแน่นอน
 
ควรต้องจดจำไว้ว่า “ตัวเลข” จำนวนผู้เสพติดที่ถูกนำเข้าสู่ระบบการบำบัด ถ้ามากขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ยอมแสดงถึง “ความล้มเหลว” ของการแก้ไขยาเสพติดยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น และนี่กลับถือเป็นการ “ประจาน” ให้เห็นถึงความไม่รู้ ความไม่เข้าใจในเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติดที่แท้จริง
 
อีกประเด็นที่เป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดียในฝั่งของ “คนไทยพุทธ” คือเรื่องความขัดแย้งระหว่าง “สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา” ในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับฝ่ายความมั่นคง ซึ่งจบลงด้วยการที่ฝ่ายความมั่นคง “ยอมถอย 1 ก้าว” ด้วยการยกเลิกคำสั่งที่ให้อำนาจ 10 กว่าหน่วยงานเข้าตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในเรื่องการทุจริตเงินอุดหนุนรายหัวนักเรียน และการที่โรงเรียนบางแห่งให้การสนับสนุนบีอาร์เอ็นฯ โดยให้โรงเรียนเป็นที่ “บ่มเพาะเยาวชน” เข้าสู่ขบวนการก่อการร้าย
 
เห็นด้วยนะกับการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งระหว่างสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนากับฝ่ายความมั่นคง ซึ่งควรต้องหาทางออกจากความขัดแย้ง ดีกว่าการที่จะตั้งหน้าตั้งตาประจันหน้าใส่กัน ต่อกรกันทั้งทางสังคม ทางกฎหมายและทางความรู้สึก แต่ก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด เนื่องจากปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาในทุกกรณียังคงอยู่ แถมต่อไปก็อาจจะไม่มีการแก้ไขให้ถูกต้องเกิดขึ้น
 
การให้ “สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.)” ทำหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามนั้น เมื่อย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านๆ มา หน่วยงานนี้คือ “เสือกระดาษ” ที่ล้มเหลวในการทำหน้าที่ตรวจสอบ เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่นๆ ของกระทรวงศึกษาธิการที่ไม่เคยเข้าไปจัดระเบียบให้โรงเรียนเหล่านี้เป็นไปตามระเบียบของการทรวงศึกษาธิการเลย
 
เนื่องเพราะถ้าหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อม มีประสิทธิภาพ มีความกล้าอย่างแท้จจริง ปัญหาที่เกิดกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาก็คงจะไม่เกิดขึ้น อีกทั้งคงไม่กลายเป็นปัญหาที่เรื้อรังจนถึงปัจจุบันนี้
 
ดังนั้น ต้องถามว่ากระทรวงศึกษาธิการมีความพร้อมแค่ไหนในการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา เพื่อให้ปฏิบัติถูกต้องตามระเบียบ ถ้าทำไม่ได้ นั่นก็เท่ากับว่าฝ่ายความมั่นคงกำลังก้าวข้ามปัญหา โดยที่ไม่มีการแก้ไขใดๆ เพียงแต่ต้องการให้เกิดการสลายความขัดแย้งระหว่างสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนากับฝ่ายความมั่นคงเท่านั้น
 
อย่างเช่นการมีคนต่างด้าวทั้งที่เข้ามาอย่างถูกต้องและหลบหนีเข้าเมือง ได้เข้าไปอยู่ใน “ปอเนาะ” หรือในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม อย่างที่เคยตรวจพบที่ปอเนาะ ที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี ซึ่งเชื่อว่าในปอเนาะอื่นๆ ก็ต้องมีวันนี้จะได้รับการตรวจสอบอย่างทั่วถึง แต่หลังจากที่มีการยกเลิกคำสั่งของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ครั้งนี้ แล้วจะดำเนินการอย่างไร ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบ หากไม่มีการตรวจสอบต่างด้าวเหล่านั้นว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาความมั่นคงไหม นั่นอาจจะกลายเป็นกองกำลังของบีอาร์เอ็นฯ ต่อไปได้
 
เรื่องนี้จะทำอย่างไรกัน กรณีนี้ไม่ได้ “ติติง” แต่แค่อยาก “ฝากไว้ให้เป็นข้อคิดเห็น” เท่านั้น
 
ในขณะเดียวกัน สมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาก็ไม่ควรหยุดนิ่ง หรือพอใจกับที่ฝ่ายความมั่นคงยกเลิกคำสั่งให้กว่า 10 หน่วยงานยุติการตรวจสอบ แต่สมาคมควรต้องดำเนินการให้ทุกโรงเรียนสอนศาสนาปฏิบัติตามกฎระเบียบ ไม่ให้มีการทุจริตงบอุดหนุนรายหัวนักเรียนเกิดขึ้นอีก ไม่ปล่อยให้โรงเรียนบางแห่งถูกบีอาร์เอ็นฯ เข้าครอบงำ หรือผู้บริหารฝักใฝ่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของสมาคมที่ต้องเร่งดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อให้สังคมโดยเฉพาะชาวไทยพุทธในพื้นที่เกิดความเชื่อมั่นว่า โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาจะไม่เป็นสถานที่บ่มเพาะเยาวชนเข้าสู่ขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
วันนี้กระแสเสียงของคนไทยพุทธได้แสดงออกถึง “ความไม่พอใจ” ในนโยบายการแก้ปัญหาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาของฝ่ายความมั่นคงอย่างเกรี้ยวกราด ซึ่งทั้งฝ่ายความมั่นคงและสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเองก็ต้อง “สำเหนียก” ถึงความไม่พอใจของกลุ่มไทยพุทธไว้ด้วย แม้ว่า ณ วันนี้เสียงของกลุ่มไทยพุทธจะเป็นเพียงเสียงของ “คนส่วนน้อย” ในพื้นที่ก็ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน
 
รวมทั้งสมาคนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาเองก็ต้องผลักดันให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ “โรงเรียนของรัฐ” ในเรื่องของเงินอุดหนุนด้วยเช่นกัน เพื่อตรวจสอบการทุจริตอยู่เรื่อยๆ เพราะมีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่าโรงเรียนของรัฐก็มีการทุจริตงบอุดหนุนรายหัวนักเรียนไม่แตกต่างจากโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามเช่นกัน
 
นอกจากนั้น ต้องช่วยกันตรวจสอบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่มีโครงการต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า เป็นนโยบายที่ “ตอบโจทย์” ในการแก้ปัญหาการศึกษาได้จริงหรือไม่ รวมทั้งเรื่องของการทุจริตทั้งที่เป็นเรื่องเก่า เช่น เรื่องจัดซื้อ CCTV และเรื่องใหม่ๆ อย่างที่มีการซุบซิบกันอยู่ในขณะนี้ เพราะเรื่องเหล่านี้คือเรื่องสำคัญที่จะต้องช่วยกันเปิดเผยเพื่อสร้างความโปร่งใสของการแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
 
สรุปคือ ทุกสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังวนเวียนอยู่ที่เดิม ยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าการ “ดับไฟใต้” เดินมาถูกทางแล้ว เพราะสิ่งที่พบเห็นคือเมื่อเดินไปพบกับปัญหาก็จะมีการ “ก้าวข้าม” โดยที่ไม่มีการ “แก้ไข” เพียงเพราะต้องการรักษาสถานภาพของตนเองหรือขององค์กรด้วยการ “ซุกขยะไว้ใต้พรม” ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ถือว่าเป็นเรื่อง “ปกติ” ของประเทศนี้ไปแล้ว
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...