xs
xsm
sm
md
lg

ชกหมัดตรง : กรณี 2 ขั้ว “ขึงพืดประเทศ” จิ๊บจ๊อยเลยเมื่อเจอ 2 ประเด็นร้อนที่ทำลาย “เกียรติภูมิ” ชาติและคนไทย / จับตา “ชามโจ๊กแตก” จะหกใส่บิ๊กๆ คนไหนบ้าง / การแห่แหนเกินงามของ “ทูตานุทูต” ในดี “ธนาธร” ชี้ชัด 5 ปีใต้ปีก คสช.เกิดอะไรขึ้น

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
ประเด็นร้อนการเมืองเรื่องการ “ขึงพืดประเทศไทย” ของ 2 ขั้วการเมืองที่แย่งกันเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ทั้งที่รับรู้กันว่าไม่ว่าขั้วไหนเป็นรัฐบาลก็ไปไม่รอด อยู่ที่ช้าหรือเร็วก็ต้องยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้เขียนเคยเขียนหลายครั้งตั้งแต่ช่วงเริ่มการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส.ของบรรดาพรรคการเมืองด้วยซ้ำว่า การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24 มี.ค.2562 ที่ผ่านมาเป็นเพียงการ “ซ้อมใหญ่” เพื่อรอเลือกตั้งอีกครั้งที่จะมีขึ้นหลังรัฐบาลชุดใหม่ง่อนแง่นอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือนหรืออย่างมากก็ 1 ปี
 
แต่เวลานี้ประเด็นการขึงพืดประเทศไทยกลายเป็นเรื่องเล็กไปในทันทีที่เกิดกรณี “ชามโจ๊กแตก” มีการสั่งย้าย สั่งปลอด “บิ๊กโจ๊ก-พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล” ผบช.สตม. ออกจากตำแหน่ง และสุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช. ได้ใช้ ม.44 จากเชือดบิ๊กโจ๊กทิ้งอีกครั้งจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นข้าราชการพลเรือนในตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
 

 
ประเด็นร้อนแรงนี้ส่งผลให้ในกลุ่มของ “คนรักโจ๊ก” ยังต้องใจหายใจคว่ำต่อเนื่องได้อีกว่า ยังจะมีดาบ 3 ดาบ 4 ตามมาหรือไม่ หรือจะหยุดชั่วคราวให้บิ๊กโจ๊กได้ตั้งหลักอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อรอการ “ฟื้นคืนชีพ” อีกคราครั้ง ซึ่งเป็นไปตามตำราของ “แมวเก้าชีวิต” เพราะเชื่อว่า เบื้องหลังของบิ๊กโจ๊กยังมีบิ๊กต่างๆ อีกหลายบิ๊กที่ยืนเป็น“หลักพิง” ให้บิ๊กโจ๊ก เพราะไม่อย่างนั้นบิ๊กโจ๊กจะก้าวกระโดดในหน้าที่การงานและยิ่งใหญ่กว่าระดับ “พล.ต.อ.”มาตั้งแต่ครั้งยังครองยศเป็น “พล.ต.ต.” ได้อย่างไร
 
เรื่องราวของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่มีฉายาว่า “โจ๊กหวานเจี๊ยบ” มี 2 ด้านที่เด่นชัด ด้านหนึ่งคือ เป็น นายตำรวจที่มีผลงานมากมาย เพื่อสนองนโยบายและเพื่อสร้างผลงาน รวมถึงหน้าตาให้กับคนที่เป็น “นาย” แต่อีกด้านหนึ่งคือ “ข่าวลือ” ที่นินทากันในวงการตำรวจว่า เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย การซื้อขายตำแหน่งของคนในวงการสีกากี เป็นด้านที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล ซึ่งสุดท้ายข่าวที่เล่าลือกันเชื่อถือได้หรือไม่ ก็อยู่ที่ใครมี “ข้อมูล” ให้เชื่อหรือไม่เชื่อมากกว่ากัน แต่ภาพลักษณ์ของบิ๊กโจ๊กก็ถูก “ป้ายสี” ให้เห็นว่าเป็นผู้ที่มีอำนาจในวงการสีกากีที่มากกว่า “ผู้นำ” ของวงการไปแล้ว
 
ส่วนการถูก “ฟ้าผ่า” จนชามโจ๊กแตกนั้น วันนี้เรื่องราวทั้งที่เป็นเบี้องหน้าและเบื้องหลังข่าวกลายเป็นเรื่อง “วิลิศมาหรา” เป็นอย่างยิ่ง มีทั้งเรื่องที่ฟังแล้วนำมาขยายต่อไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน บางเรื่องถึงไม่มีหลักฐานก็ชวนให้เชื่อ เพราะพฤติกรรมที่พบเห็นเป็นเช่นนั้นจริง ซึ่งคงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วบิ๊กโจ๊กจะเละเป็นโจ๊กเพียงคนเดียวและจบปัญหาทั้งหมด หรือจะมีการ “ทลายห้าง” เครือข่ายของบิ๊กโจ๊กตามที่เป็นข่าวหรือไม่ และการเชือดบิ๊กโจ๊กอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ เป็นเพราะ “นาย” ไม่ต้องการให้ “โจ๊กหกใส่ตัว” จนเลอะเทอะไปด้วยกันหรือไม่
 
แต่ที่เกิดขึ้นแล้วและประชาชนต้องให้ความสนใจคือ “เกียรติภูมิตำรวจ” และ “เกียรติภูมิประเทศชาติ” ถูกทำลายอย่างย่อยยับ โดยเฉพาะสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันไปแล้วว่า ในวงการตำรวจมีการ “ซื้อ-ขายตั๋ว” หรือเอาให้ชัดๆ ก็คือ “ซื้อ-ขายตำแหน่ง” กันอย่างโจ่งแจ้ง การก้าวหน้าในวงการสีกากีไม่ได้อยู่ที่ฝีมือ ไม่ได้อยู่ที่การ บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชน แต่อยู่ที่ “เงิน” และเป็น “คนของใคร” เท่านั้นเอง
 
คนส่วนใหญ่เชื่อเพราะเห็นถึง “ความผิดปกติ” ในการโยกย้ายแต่ละครั้ง มีความล่าช้า มีความไม่ลงตัว เช่นการโยกย้ายล่าสุดหลังจากออกคำสั่งแล้ว กลับยังมีการเปลี่ยนคำสั่งแบบกลับไปกลับมา ทุกคำสั่งเป็นร้อยเป็นพันตำแหน่งที่ถูกแก้ไขใหม่ สร้างความโกลาหลและสับสนวุ่นวายในวงการสีกากี ซึ่งแสดงให้เห็นถึง “อำนาจที่เหนือกว่า” อำนาจของ ผบ.ตร.  เพราะสามารถที่จะสั่งให้แก้ไขคำสั่งที่เพิ่งเซ็นไปหยกๆ โดยที่ไม่รู้สึกเสียหายหรือเสียหน้าที่มีความบกพร่องเกิดขึ้น
 
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับบิ๊กโจ๊กและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงต้องจัดว่า “ไม่เป็นธรรม” เลยถ้าจะกล่าวหาและโยกความผิดไปให้บิ๊กโจ๊กคนเดียว เพราะเรื่องอย่างนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าผู้ที่ใหญ่กว่า มีอำนาจกว่าไม่ร่วมด้วยช่วยกัน และปล่อยปละจนเกิดเรื่อง “ชามโจ๊ก” ขึ้น เพราะฉะนั้นจึงควรต้องหาผู้ที่รวมด้วยช่วยกันมารับผิดชอบด้วยกันด้วย 
 
และถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะทำความสะอาดประเทศชาติ ทำการล้างบางการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการสีกากีอย่างเฉียบขาด มีแต่จะต้องลงมือ “ปฏิรูป” สำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างจริงจังนับจากนี้เท่านั้น โดยเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นสาเหตุตั้งต้น
 

 
ส่วนอีกเรื่องที่เป็นการทำลายเกียรติภูมิของคนไทยและประเทศไทยด้วยเช่นกันคือ ประเด็นร้อนกรณีที่ “สถานทูต” รวมแล้วประมาณ 11-12 ประเทศได้ให้ “ความสนใจเกินควร” ต่อการทำคดีความของตำรวจในวันที่ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่าที่ ส.ส.เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียกที่ถูกกล่าวหาในคดีความมั่นคง ซึ่งในวันที่ไปรับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ที่เกิดเหตุมี “ตัวแทนทูต” ยกขบวนแห่แหนไปดูข้อเท็จจริงของกระบวนการยุติธรรมไทยกันอย่างคึกครื้น
 
นั่นแสดงให้เห็นว่าในสายตาของ “ทูตานุทูต” อย่างน้อย 11-112 ประเทศ “ไม่มั่นใจ” และ “ไม่ไว้วางใจ” ต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศเราอย่างนั้นหรือ จึงได้แห่แหนกันไปติดตามความคืบหน้าของคดีนี้กันอย่างมากมายขนาดนั้น ทั้งที่ “นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ก็คือผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาคนหนึ่งเท่านั้น
 
ไม่ว่าตัวแทนทูตจะไปเพราะมีการ “ร้องขอ” ให้ไปตามที่ฝ่ายบ้านเมืองออกมาให้ข่าว นั่นก็แสดงให้เห็นว่า นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือเป็น “บุคคลสำคัญมาก” ของประเทศไทย เพราะแม้แต่ตัวแทนของทูตยังให้ความสำคัญ และให้ความสนใจในคดีที่ถูกกล่าวหา แต่ถ้าตัวแทนทูตจากประเทศเหล่านั้น “ไปเอง” นั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศเหล่านี้ให้ความสนใจในเรื่องของมูลเหตุแห่งคดี และสนใจต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก
 
อย่างไรก็ตาม การที่ตัวแทนทูตประเทศต่างๆ แห่งแหนไปเพื่อติดตามคดีความของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ทางหนึ่งน่าจะเป็นการ “ไม่ให้เกียรติ” ทั้งแค่คนไทยและประเทศไทย อันถือเป็นการ “ก้าวก่าย” การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่อย่าง “เกินควร” และ “เกินงาม” จนเกินหน้าที่หรือไม่
 
ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งนอกจากจะมองไปยัง “บริบท” ของประเทศต่างๆ เหล่านี้แล้ว เรายังต้องมองย้อนกลับมาที่เราด้วยว่าระยะเวลากว่า 5 ปีที่คณะนายทหารทำการยึดอำนาจเข้ามาบริหารบ้านเมือง “รัฐบาล คสช.” ได้ทำหน้าที่บริหารประเทศชาติอย่างไรจึงทำให้ได้เกิดปรากฏการณ์อย่างนี้ขึ้นหลายต่อหลายครั้ง
 
ทั้ง 2 ประเด็นร้อนแรงกรณี “ชามโจ๊กแตก” และกรณี “เกินงามของทูตานุทูต” ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนืองกันมา ถือเป็นความเสียหายต่อ “เกียรติภูมิ” ทั้งของ “ประเทศไทย” และของ “คนไทย” โดยเฉพาะกับ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ได้รับผลกระทบจากทั้ง 2 ประเด็นร้อนแรงนี้ เช่นเดียวกับ “รัฐบาล” และ “คสช.” ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องด้งกล่าวที่เกิดขึ้นเช่นกัน เพราะทุกเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่ คสช.เป็นผู้บริหารประเทศ
 
เราจะปล่อยให้ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เกิดเรื่องอื้อฉาวอย่างนี้ต่อไปอีกล่ะหรือ? หรือเราจะปล่อยให้ “ทูตานุทูต” จากประเทศต่างๆ มองและปฏิบัติกับเราอย่างนี้ต่อไปอีกล่ะหรือ? “คนไทย” จะไม่รู้สึกร้อนหนาวกับเรื่องราวที่ทำให้ต้องสูญเสียเกียรติภูมิอย่างนี้ได้ต่อไปอีกกระนั้นหรือ?!
 .
ประเทศไทยเราและคนไทยเราถูกทำให้เดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ช่วยกันตอบและช่วยกันหาทางออกด้วยครับ!!
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...