xs
xsm
sm
md
lg

ดับไฟใต้แบบไม่สน “ไฟในใจ” ชี้ชัดความล้มเหลวอีกครั้งเมื่อ “สมาคมปอเนาะ” ตั้งโต๊ะไล่อดีตรองแม่ทัพ 4 จ่อฟ้องสื่อ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 
แฟ้มภาพ
 
สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ความรุนแรงในการก่อเหตุยังคงอยู่ เพียงแต่ความถี่ของการก่อเหตุด้วยความรุนแรงลดน้อยลง เช่นล่าสุด “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ใช้ชื่อ “บีอาร์เอ็นฯ” ปลิดชีพนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรสังกัด ตชด.44 จำนวน 2 นายขณะปฏิบัติศาสนากิจร่วมกับชาวบ้านเป็นจำนวนมากในมัสยิดนูรุลฮีบายะห์ บ้านมายอ ต.ธารโต อ.ธารโต จ.ยะลา นั่นคือปฏิบัติการรุนแรงที่มีเป้าหมายต่อ “เจ้าหน้าที่รัฐ”
 
ก่อนหน้านี้ก็มีเหตุการณ์ปลิดชีพเจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวน 2 นาย เหตุเกิดที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส โดยโจรใต้ใช้วิธีปฏิบัติการบุกเข้าจับ 2 ตำรวจในร้านกาแฟท่ามกลางสายตาของชาวบ้านจำนวนมาก และนำไปยิงทิ้ง ก่อนที่จะนำรถยนต์ของตำรวจทั้ง 2 ไปเผาทำลายหลักฐานที่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ซึ่งห่างจากที่เกิดเหตุกว่า 60 กิโลเมตร
 
จะเห็นได้ว่าปฏิบัติการของโจรใต้หรือแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นฯ มีเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่รัฐมากขึ้น ในส่วนของประชาชนที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่ก็เป็นพวกเดียวเจ้าหน้าที่ หรือเป็น “สายข่าว” ให้เจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ
 
การปฏิบัติการต่อเจ้าหน้าที่รัฐท่ามกลางสายตาที่จ้องมองของประชาชน เป็นการ ปฏิบัติการที่บีอาร์เอ็นฯ ได้คะแนนทั้งด้าน “การทหาร” และ “การเมือง” โดยในด้านการทหารก็เป็นการสร้างความสูญเสียให้กับภาครัฐ ทำลายความเชื่อมั่นในนโยบายดับไฟใต้ เพื่อให้เห็นว่าไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนในทางการเมืองถือเป็นการ ข่มขู่ข่มขวัญประชาชน เพื่อให้วางเฉย ไม่ยืนอยู่ฝ่ายรัฐ และตกอยู่ในความควบคุมของขบวนการ ซึ่งมีตัวแทนแฝงตัวอยู่ในทุกพื้นที่
 
ที่ผ่านมาข่าวความเคลื่อนไหวของขบวนการ ข่าวความรุนแรงที่เกิดขึ้น กลับไม่มีการถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทำให้สาธารณชนขาดการรับรู้ ขาดความเข้าใจถึงปัญหาและบริบทการก่อความรุนแรงในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา (4 อำเภอคือ จะนะ เทพา นาทวีและสะบ้าย้อย) ส่งผลให้ขณะนี้ได้ลุกลามไปยังจังหวัดอื่นๆ ในภาคใต้ด้วย
 
สาเหตุหนึ่งที่สื่อแทบไม่ได้นำเสนอ “บริบท” และ “ความเคลื่อนไหว” ต่างๆ ของขบวนการ รวมทั้ง “ความล้มเหลว” ของหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการดับไฟใต้ อาจจะเนื่องจากสื่อส่วนหนึ่งที่เคย “อิสระ” เวลานี้กลับถูก “จัดตั้ง” โดยหน่วยงานความมั่นคงให้เป็นสื่อในความดูแลในเรื่องของ “รายได้” ไปเรียบร้อยแล้ว เช่น ได้รับเงินตอบเดือนละ 4,500 บาทเป็นการแลกเปลี่ยนให้นำเสนอแต่ “ข่าวประชาสัมพันธ์” หน่วยงานความมั่นคง หรือ “ข่าวเชิงบวก” และวางเฉยกับ “ข่าวความรุนแรง” ที่มีเบื้องหน้าเบื้องหลังทั้งของฝ่ายความมั่นคงและขบวนการแบ่งแยกดินแดน
 
แต่มีสิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือ การเสียชีวิตของตำรวจทั้ง 4 นาย ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม กลับขาดความสนใจจากภาคประชาสังคม โดยเฉพาะจากองค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ ไม่มีองค์กรไหนออกมาแสดงความคิดเห็น หรือประณามการกระทำของแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดนแต่อย่างใด ผิดกับเวลาที่แนวร่วมขบวนการถูกจับกุมหรือถูก “วิสามัญ” ภาคประชาสังคมและเอ็นจีโอจะให้ความสนใจ แถมเล่นบทเป็นปากเสียงให้กับผู้ถูกกระทำและครอบครัวของผู้ถูกกระทำ
 
เช่นเดียวกับ “ผู้นำศาสนา” ที่เงียบกิ๊บเอามากกับการเสียชีวิตของ ตชด. 2 นายที่ถูกยิงถึงในมัสยิดขณะปฏิบัติศาสนกิจ ทั้งที่การกระทำของโจรใต้หรือแนวร่วมเช่นนั้นขัดกับหลักการศาสนาอย่างรุนแรง ซึ่งพอจะอนุมานได้ว่า ที่ไม่มีการพูดถึงเป็นเพราะ “ความกลัวอิทธิพล” ของบีอาร์เอ็นฯ จนไม่มีใครออกมาชี้ถูก ชี้ผิด และประณามการกระทำของแนวร่วมที่ปฏิบัติการฆ่าคนในมัสยิดในครั้งนี้
 
นี่ถือเป็นปกติของสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปแล้ว ซึ่ง 15 ปีมาองค์กรภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และรวมถึงองค์กรอื่นๆ อีกมากมายต่างตกเป็น “สังคมมือล่าง” ที่เอาแต่ “ขอ” เพราะถูกหน่วยงานความมั่นคงสร้างขึ้นให้เป็นแบบนั้น ทั้งนี้ก็เพื่อหวังใชเป็น “เครื่องมือ” แต่ไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น อันจะเห็นว่า 15 ปีที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานไหนที่จะเห็นความสำคัญของการสร้าง “สังคมมือบน” ที่พร้อมจะ “ให้” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นจริง
 
และอีกเรื่องที่ถือว่าสำคัญมากและควรแก่การต้องให้สนใจแบบสุดๆ นั่นคือ การตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ “สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม” ที่เพิ่งเกิดขึ้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา โดยมี นายขดดะรี บินเซน นายกสมาคมนำสมาชิกจำนวนมากร่วมแถลงข่าว เพื่อตอบโต้ พล.ท.จตุพร กลัมพะสุต ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อบางแห่งทำนองว่า โรงเรียกเอกชนสอนศาสนาอิสลามเป็นสถานที่ “บ่มเพาะ” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ซึ่งนอกจากจะมีการแถลงข่าวตอบโต้และชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีการเสนอให้ย้าย พล.ท.จุตพรพ้นออกไปจากพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เตรียมฟ้องสื่อบางช่องด้วย
 
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีอยู่ประมาณ 400 แห่ง มีหลายแห่งที่ฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบพบว่ามี “ส่วนเกี่ยวข้อง” กับขบวนการบีอาร์เอ็นฯ และมีหลายแห่งที่จากการตรวจสอบพบว่า มีการ “ทุจริต” เงินอุดหนุนจากรัฐบาล
 
ที่ผ่านมามีโรงเรียนจำนวนหนึ่งที่ถูกศาลสั่งยังยึดทรัพย์ไปแล้ว เพราะเป็นโรงเรียนที่มีการบ่มเพาะผู้ก่อการร้ายจริง เช่น “โรงเรียนฮีญาดวิทยา” ที่มี “ดุลเลาะ แวมะนอ” เป็นเจ้าของ ซึ่งในปัจจุบันเขาก็คือ “เลขาธิการขบวนการบีอาร์เอ็นฯ” ที่พำนักอยู่ที่รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย
 
อีกทั้งยังมีโรงเรียนบางโรงที่ถูกสั่งปิด เพราะมีหลักฐานว่าเป็นแหล่งสนับสนุนขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ซึ่งล่าสุดคือ “โรงเรียนบางกงวิทยา” ที่ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ พล.ต.จตุพร กลัมพะสุต ยศในขณะนั้นนำกำลังเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้เกี่ยวข้องในข้อหาทุจริตเงินอุดหนุนจากรัฐบาล และมีส่วนสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายด้วย ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนของ สภ.หนองจิก จ.ปัตตานี
 
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าโรงเรียนสอนศาสนาส่วนใหญ่ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือให้การสนับสนุนขบวนการแบ่งแยกดินแดน ดังนั้นในการให้ข่าวกับสื่อหรือการกล่าวหาโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา จึงควรต้องมีการระบุให้ชัดเจนว่าชื่ออะไร อยู่ที่ไหน และก่อนที่จะระบุหรือกล่าวหาก็ควรต้องมีหลักฐานที่แจ้งชัด อย่าให้วิธีการ “ตีคลุม” หรือ “เหมารวม” อย่างเด็ดขาด เพราะอาจจะกลายเป็น “เงื่อนไข” และสร้างปัญหาอื่นๆ ติดตามมา
 
สำหรับการดำเนินการกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาที่ผ่านมายังขาดความชัดเจน เช่น ทหารเข้าไปตรวจค้นและจับกุม แล้วส่งเรื่องให้ตำรวจดำเนินการต่อ แต่พนักงานสอนสวนกลับตั้งข้อหาไม่ได้ เพราะทหารไม่มีพยานหรือหลักฐานส่งมอบให้ตำรวจ สุดท้ายอัยการก็สั่งไม่ฟ้อง หรือหากดันทุรังฟ้อง แต่พอถึงขั้นศาลก็จะมีการสั่งไม่ฟ้อง กลายเป็นการยกประโยชน์ให้จำเลย และเป็นผลเสียขกับฝ่ายความมั่นคง แต่กลับกลายเป็นผลบวกทางการเมืองให้กับฝ่ายของบีอาร์เอ็นฯ
 
รวมทั้งที่ผ่านมา “หน่วยงานความมั่นคง” เองมักทำตัวในลักษณะ “ปากกล้าขาสั่น” ประกาศที่จะใช้กฎหมายกับผู้ทำผิดอย่างเอาจริงเอาจัง เช่น ผู้ให้การสนับสนุนขบวนการ ผู้ให้ที่พักพิงหรือช่วยเหลือคนร้าย แต่สุดท้ายไม่เคยเอาผิดใครได้ อย่างล่าสุดใน “ยุทธการเตะหมอน” ที่มีการสนธิกำลังบุกเข้าตรวจค้นโรงเรียนสอนศาสนาที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี เป็นข่าวใหญ่โตที่มีการจับกุม “ต่างชาติ” ได้กว่า 10 ชีวิตในข้อหาหลบหนีเข้าเมือง แถมประเศตั้งข้อกล่าวหาหนักว่าเข้ามาฝึกอาวุธ ฝึกการต่อสู้ แต่สุดท้ายสามารถตั้งข้อหาหลบหนีเข้าเมืองได้เพียงข้อหาเดียว ส่วนเจ้าของโรงเรียนที่ให้ที่พักพิงก็กลับไม่ได้มีการดำเนินคดีตามกฎหมายใดๆ
 
ทั้งหมดทั้งปวงแล้วจึงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า การแก้ไขวิกฤตไฟใต้จะใช้ “นิติรัฐ” หรือ “นิติธรรม” เป็นเครื่องมือ เมื่อกระบวนการแก้ปัญหากลับเต็มไปด้วยปัญหา ไม่เด็ดขาด ไม่ชัดเจน มีการลังเล และสุดท้ายคือ “ล้มเหลว” กลายเป็นลักษณะการ “ดับไฟกองเก่า” แล้ว “ก่อไปกองใหม่” ขึ้นตลอดเวลา เช่น ใช้ความรุนแรงก็ไม่ได้ ใช้การพูดคุยก็ไม่เดิน
 
ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจไฟใต้ระลอกใหม่ที่ผ่านไปแล้วกว่า 15 ปี กระบวนการดับไฟใต้กลับยังอยู่ในสภาพ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” เช่นเดิม เพราะรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงขาดความเด็ดขาด ชัดเจน เอาแต่ปล่อยให้ทุกปัญหาผ่านไปวันๆ หรือก้าวข้ามปัญหาแบบไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านั้นแต่อย่างใด
 
เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามกับ พล.ท.จตุพร กลัมพะสุต อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 4 และอดีตรอง ผก.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็เช่นกัน นี่ถือเป็น “ความร้าวฉาน” ที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และแต่มีแต่จะร้าวฉานเพิ่มมากขึ้นหากยังไม่มีการทำความเข้าใจให้ชัดเจน และมีนโยบายในการแก้ปัญหาที่เด็ดขาด ซึ่งท้ายที่สุดความหวาดระแวงระหว่างโรงเรียนสอนศาสนากับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ก็จะถูก “ตอกลิ่ม” ให้แน่นหนามากขึ้น อันเป็นผลจากการที่ไม่มีความเด็ดขาดกับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นนั่นเอง
 
กว่า 15 ปีของไฟใต้ระลอกใหม่ หน่วยงานความมั่นคงพยายามที่จะดับ “ไฟ” บนแผ่นดินปลายด้านขวาน แต่ไม่เคยคิดที่จะดับ “ไฟในใจ” ของผู้คนที่คุคั่งอยู่ตลอดเวลากับความผิดพลาดของอำนาจรัฐ
 
อันเป็นเช่นเดียวกับความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้บริหารโรงเรียนเอกชนสอนศาสนากับหน่วยงานความมั่นคง นั่นคือ “ไฟในใจ” ที่กำลังคุคั่งจากความผิดพลาด ความไม่เด็ดขาด ความไม่ชัดเจนของฝ่ายความมั่นคงต่อการดับไฟใต้นั่นเอง
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...