xs
xsm
sm
md
lg

ยิ่ง 2 ขั้วการเมืองขึงพืดการตั้งรัฐบาลไปนานเท่าไหร่ ยิ่งเข้าทางทั้ง BRN และมาเลเซีย!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
สถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังเป็น “ปกติ” นั่นหมายถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เวลานี้นำโดย “บีอาร์เอ็นฯ” ยังคงปฏิบัติการปั่นป่วนอยู่ในพื้นที่ด้วยการกำหนด “เป้าหมาย” ตามที่ต้องการได้อย่าง “เป็นปกติ” เฉกเช่นที่เคยเป็นมา
 
ล่าสุดคือเหตุการณ์บุกยิงตำรวจตระเวนชายแดนเสียชีวิต 2 นายในขณะที่ปฏิบัติศาสนกิจในศาสนสถานที่ อ.ธารโต จ.ยะลา เมื่อบ่ายวันที่ 5 เม.ย.นี้เอง ซึ่งเป็นปฏิบัติการกลางวันแสกๆ ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก อันเป็นไปแบบเย้ยกฎหมาย หรือไม่เห็นหน่วยงานของรัฐอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อยู่ในสายตา
 
ณ บรรทัดนี้ต้องขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับชะตากรรมของ ตชด.ทั้ง 2 นายที่กลายเป็นเหยื่อของความขัดแย้ง รวมทั้งเสียใจกับ 2 ครอบครัวที่ต้องประสบกับเคราะห์กรรมที่เกิดจากความไม่เอาไหนของรัฐในการ “ดับไฟใต้” ที่ไม่ได้ผลมาอย่างต่อเนื่อง
 
นอกจากความสูญเสียของ ตชด.ทั้ง 2 นายที่เป็นเหตุการณ์ล่าสุดแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีเหตุร้ายยิง 2 ผัวเมียไทยพุทธที่ทำอาชีพรับซื้อน้ำยางเสียชีวิตเช่นกันที่ ต.บ้านโหนด อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา พร้อมทั้งฉวยชิงปืนพกไปเป็นของแถมด้วย จนถึงวันนี้เหตุการณ์ผ่านไปแล้วหลายวัน แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่มีคำตอบว่า การฆ่า 2 ผัวเมียถ้าไม่ใช่ฝีมือบีอาร์เอ็นฯ แล้วเป็นฝีมือของใครกันแน่ ถ้าเป็นโจรปล้นทรัพย์หรือเป็นการฆ่าล้างแค้น ทำไมจึงไม่สามารถอรรถาธิบายหรือติดตามจับคนร้ายได้
 
นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย เช่น ยิงโรงพักปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส วางระเบิดและยิงเจ้าหน้าที่ทหารที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส และติดตามด้วยเหตุรายวันอีกมากมายในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและสงขลา
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วง 2 สัปดาห์นับจากวันเลือกตั้ง ส.ส.พ้นผ่านเมื่อ 24 มี.ค.2562 อาจจะไม่ได้สร้างความสูญเสียมากนัก แต่ก็แสดงให้เห็นว่า “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ยังคงกำหนดเป้าหมายในการป่วนใต้ได้ตามปกติ อย่างการโจมตีชุดคุ้มครองตำบล(ชคต.) ที่วันนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน
 
นี่แสดงให้เห็นว่าแผนการให้ “ทหารนอนนอกฐาน” ที่ถูกนำมาใช้กับกองร้อยหรือฐานปฏิบัติการต่างๆ ในพื้นที่ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังใช้กับโจรใต้และแนวร่วมไม่ได้ผล เพราะคนพวกนั้นยังทราบความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ได้เป็นอย่างดี คนพวกนั้นยังสามารถเลือกปฏิบัติการในพื้นที่ต่างๆ อย่างได้ผลและหลบหนีได้อย่างปลอดภัยหลังการก่อเหตุ
 
แต่ก็ยังต้องนับเป็นโชคดีที่วันนี้โจรใต้หรือแนวร่วมบีอาร์เอ็นฯ ยังละเว้นการปฏิบัติการใน “หัวเมืองใหญ่” หรือในเขตเทศบาลนครหรือเทศบาลเมืองที่ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญๆ ซึ่งเหตุผลอาจจะเป็นเพราะการป้องกันเหตุของเจ้าหน้าที่ยังไม่มีการเปิดช่องว่างให้คนพวกนั้นปฏิบัติการได้ หรือที่คนพวกนั้นยังไม่ปฏิบัติการในพื้นที่เหล่านี้อาจจะมี “เงื่อนไข” หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ยังไม่มีใครตอบได้
 
ทว่าสิ่งที่ยังไม่คืบหน้าทั้งที่ผ่านไปแล้วหลายวันคือ เรื่องการวางระเบิดแสวงเครื่องแบบต้องการป่วนเมืองและเย้ยอำนาจรัฐเกือบ 20 จุดในพื้นที่ 2 จังหวัดคือ สตูลและพัทลุง การทำคดียังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร เช่น การติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุทั้งที่เป็นแนวร่วมในพื้นที่ และมือวางระเบิดที่เชื่อว่าเป็นแนวร่วมที่ไปจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
 
แต่ก็ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงบนแผ่นดินด้ามขวานกลายเป็นเรื่อง “ปกติ” และเป็นสิ่งที่ “ชาด้าน” ในความรู้สึกและการรับรู้ของคนในพื้นที่ไปนานแล้ว ต่อให้มี “คาร์บอมบ์” เกิดขึ้นแบบรายวันก็อาจจะไม่ได้สร้างความตระหนกใดๆ ทั้งในฝ่ายประชาชนและผู้ปกครองประเทศ เพราะนี่คือเรื่องปกติของชายแดนใต้
 
เวลานี้ทุกคนต่างไม่ถามแล้วว่า สถานการณ์ความรุนแรงที่ชายแดนภาคใต้จะจบได้เมื่อไหร่ หรือจบได้อย่างไร รวมทั้งไม่มีใครไถ่ถามว่าสุดท้ายแล้วความรุนแรงที่เกิดขึ้นเกิดจากฝีมือของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบีอาร์เอ็นฯ หรือเป็นเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน”
 
รวมทั้งไม่มีใครที่จะหวังผลว่าไฟใต้จะดับได้ด้วยการ “เจรจา” หรือที่พยายามดัดจริตกันนักหนาว่าเป็นแค่การ “พูดคุย” ซึ่งการเจรจากับการพูดคุยก็ไม่เห็นมีอะไรแตกต่างกัน ถือเป็นเรื่องเดียวกัน หากจะต่างกันก็มีเพียงเส้นบางๆ ขั้นไว้เท่านั้น
 
เนื่องเพราะฝ่ายรัฐบาลภายใต้การ “สั่งการ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. นั่นเป็นเพียงปฏิบัติการหนึ่งในการ “สร้างภาพลักษณ์” มากกว่าที่จะหวังผลลัพธ์เพื่อยุติไฟใต้ให้จบที่ “โต๊ะพูดคุยสันติสุข”
 
เช่นเดียวกับขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ที่ยังไม่พร้อมที่จะส่งตัวแทนเข้าสู่กระบวนการพูดคุยหรือเจรจา เพราะบีอาร์เอ็นฯ ยังไม่ได้เปรียบทั้งในด้านการเมืองและการทหาร การที่จะพูดคุยหรือเจรจาจึงไม่ได้ทำให้บีอาร์เอ็นฯ ก้าวไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้
 
ปีนี้จึงไม่มีผลอะไรกับกระบวนการพูดคุยสันติสุข เนื่องจากเกมการเมืองหลังการเลือกตั้งของประเทศเรายังถูก “2 ขั้วการเมือง” พึงพืดประเทศไทยไว้ นั่นย่อมทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความล่าช้าและมากไปด้วยอุปสรรค ซึ่งนั่นก็เป็นการ “เข้าทาง” เป้าประสงค์ของบีอาร์เอ็นฯ โดยเฉพาะหากจะเดินหน้ากระบวนการพูดคุยสันติสุขกันต่อไป ต้องรอให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่แล้วเท่านั้น
 
แม้แต่ “รัฐบาลมาเลเซีย” เองก็ถือโอกาสที่ไทยยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ชะลอการเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการพูดคุยสันติสุขไว้ก่อน เช่นเดียวกับนโยบายความมั่นคงเรื่องความรวมมือเพื่อสร้างกำแพงตามแนวชายแดน ซึ่งรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ลงนามไว้กับรัฐบาลของนายนาจิบ ราซัก อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียไปแล้ว เวลานี้ก็ถูกรัฐบาลของ ดร.มหาธีร์ โมฮัมหมัด สั่งให้มีการทบทวนโดยให้ความเห็นว่า ไม่คุ้มค่าการลงทุน
 
สิ่งนี้ก็เข้าทางบีอาร์เอ็นฯ อีกเช่นกัน เพราะถ้ามีการสร้างกำแพงแนวชายแดนระหว่างไทย-มาเลเซียสำเร็จ นั่นจะเป็นอุปสรรคในการข้ามแดนใน “เส้นทางเถื่อน” เนื่องจากเป็นที่รู้กันว่าฐานที่มั่นใหญ่ของบีอาร์เอ็นฯ อยู่ในมาเลเซีย ซึ่งแผ่นดินเพื่อนบ้านเรานี่แหละที่ถือเป็น “หลังพิง” ที่มั่นคงปลอดภัยที่สุดของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ
 
กลับมาสู่ปัญหา “ภัยแทรกซ้อน” ที่องค์กรอย่าง กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ตั้งแต่ครั้งที่ “แม่ทัพเมา” ยังนั่งเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้ให้นิยามคำนี้ไว้ และในสมัย “แม่ทัพอาร์ท” ก็มีภาพความเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้เพียงเป้าหมายเดียว โดยเชื่อว่าคือ “แกนกลาง” ของไฟใต้ ส่วนเรื่องราวของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ถือเป็นเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อ “ลวง” ให้หลงทางเท่านั้น
 
เมื่อมาถึงยุคของ “แม่ทัพเดฟ” ก็ทุ่มเทสรรพกำลังในเรื่องของ “ยาเสพติด” เป็นด้านหลัก แต่เพราะปัญหานี้กลายเป็นปัญหาของประเทศไปแล้ว หาใช่ปัญหาของชายแดนใต้ไม่ ดังนั้นการดับไฟใต้ด้วยการชูประเด็นการ ปราบปรามยาเสพติด จึงกลายเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ที่ไม่ได้สร้างความหวือหวาอะไรให้เกิดขึ้น และที่สุดแล้วก็ไม่สามารถที่จะทำให้ปัญหายาเสพติดในจังหวัดชายแดนภาคใต้หมดไป
 
เนื่องเพราะอย่าว่าแต่ยาเสพติดแบบยาบ้า ยาไอซ์ กัญชา เฮโรอีน ฯลฯ ที่ปราบไม่สำเร็จเลย แม้แต่เรื่องของ “พืชกระท่อม” ก็มากความล้มเหลว แม้จะมีให้ทหารจับได้ทุกวันก็ตาม เพราะยิ่งจับกลับยิ่งเพิ่มจะนวนขึ้นมากมาย โดยเฉพาะในแนวชายแดนด้าน อ.สะเดา และ อ.นาทวี จ.สงขลา ที่กลายเป็นเหมือน “ประตูนำเข้า” จากประเทศมาเลเซียอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หรือแต่ละวันมีถูกนำเข้ามาเป็นพันๆ กิโลกรัม ที่สำคัญกลับยังมีเจ้าหน้าที่มาเลเซียเป็นผู้ค้า มีตำรวจไทยเป็นผู้รับส่วย โดยมีทหารเป็นผู้จับกุม ซึ่งผู้ที่ถูกจับกุมก็เป็นส่วนน้อยเท่านั้น
 
เช่นเดียวกับเรื่อง “น้ำมันเถื่อน” ที่ทหารยิ่งจับแต่กลับยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนด้าน อ.สะเดา จ.สงขลา เพราะทหารจับอยู่ฝ่ายเดียว ในขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานอื่นๆ เช่น สรรพสามิต ศุลกากร ตำรวจ ฯลฯ ต่างยังอยู่ในวังวนของผลประโยชน์ ยังแสวงหาผลประโยชน์จาก “ภัยแทรกซ้อน” ทั้งสิ้น
 
ถ้า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยัง “ย่ำเท้า” อยู่กับที่ ยังไม่มีการวิเคราะห์สถานการณ์ และปล่อยให้หน่วยงานอื่นๆ แสวงหาผลประโยชน์อย่างที่เป็นอยู่ นโยบายทั้งหมดที่ทำอยู่ในขณะนี้สุดท้ายก็แค่ “ได้ทำ” แต่ทำไม่สำเร็จ เพราะสุดท้ายแล้วทั้งปัญหาเรื่องแบ่งแยกดินแดน ภัยแทรกซ้อน และกระทั่งการ “ทุจริตคอร์รัปชั่น” ยังไม่ได้ถูกทำลาย และทุกเรื่องมีแต่จะโตขึ้นและโตขึ้น โดยไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยถอยลงแต่อย่างใด
 
ถ้าทุกอย่างยังเดินไปเยี่ยงนี้ก็คงต้องถามว่า “หน่วยงานความมั่นคง” จะต้องเดินเหยียบย่ำบนกองซากศพของเจ้าหน้าที่และประชาชนอีกเท่าไหร่ จึงจะคิดนโยบายดับไฟใต้ที่ดีกว่าและได้ผลในการหยุดความตายรายวันอันเป็นสถานการณ์ปกติของแผ่นดินชายแดนใต้
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...