xs
xsm
sm
md
lg

เมื่อ “รัฐบาลจากรัฐประหาร” ทำได้แค่นี้ แล้ว “รัฐบาลจากการเลือกตั้ง” ชุดหน้าจะหาทางออกจากวิกฤตไฟใต้ได้อย่างไร?!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย... ไชยยงค์  มณีพิลึก
 
แฟ้มภาพ
 
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่ได้ลดความรุนแรงลง เพราะยังมีการวางระเบิด ยังมีการใช้อาวุธปืนเกิดขึ้นในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ยังมีคนตาย คนบาดเจ็บ ยังมีทรัพย์สินทั้งของประชาชนและของรัฐได้รับความเสียหาย อันเป็นผลจากการก่อความไม่สงบของ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ที่ยังลงมือปฏิบัติการต่อเนื่อง
 
เพียงแต่ในห้วงเวลาของการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2562 ทำให้ข่าวการก่อความไม่สงบถูกลดพื้นที่ลง ถูกแทนที่ด้วยข่าวการเมืองหรือการเลือกตั้ง นั่นจึงอาจจะทำให้สังคมเห็นว่าสถานการณ์การก่อการร้ายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น
 
แต่โดยข้อเท็จจริงนอกจากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นแล้ว กลับยังมีการขยายเขตการก่อการร้ายออกนอกพื้นที่ 4 จังหวัดคือ จ.ปัตตานี จ.ยะลา จ.นราธิวาส และ จ.สงขลา ไปยัง จ.พัทลุง และ จ.สตูล
 
เนื่องเพราะในช่วงก่อนการเลือกตั้งเพียงไม่กี่วันได้มีการวางระเบิดแสวงเครื่องในสถานที่เก็บของกลางของ สภ.เมืองสตูล ร้านค้า บริเวณศูนย์การค้า รวมแล้วเกือบ 10 จุด ซึ่งทั้งหมดอยู่ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สตูล
 
เช่นเดียวกับในพื้นที่ จ.พัทลุง มีการวางระเบิดแสวงเครื่องในพื้นที่ ต.ดอนประดู่ อ.ปากพะยูน และพื้นที่ อ.เมือง กว่า 10 จุด เน้นสถานที่ราชการ สถานีรถไฟ เส้นทางรถไฟ และบ้านเรือนประชาชน
 
จากการตรวจสอบ สืบสวน สอบสวน และจากงานด้าน “การข่าว” ของฝ่ายความมั่นคงได้สรุปว่า ระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ จ.สตูล และ จ.พัทลุง รวมกันเกือบ 20 จุด แม้จะเกิดขึ้นในขณะที่อยู่ในห้วงเวลาการหาเสียงการเลือกตั้ง แต่ไม่ใช่ “ระเบิดการเมือง” อย่างแน่นอน โดยเฉพาะไม่ได้เป็นระเบิดเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือการเลือกตั้งในพื้นที่ของ 2 จังหวัดแต่อย่างใด
 
ระเบิดเกือบ 20 จุดใน 2 จังหวัดดังกล่าวจึงเป็นปฏิบัติการของขบวนการแบ่งแยกดินแดนจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแน่นอนว่าขบวนการที่ยังมีทั้ง “กองกำลัง” และ “ศักยภาพ” ในการก่อการร้ายได้นั้น เวลานี้มีอยู่เพียงขบวนการเดียว นั่นคือ “บีอาร์เอ็นฯ”
 
อันเป็นบีอาร์เอ็นฯ ฟากฝ่ายที่ไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการ “พูดคุยสันติสุข” กับรัฐไทย อันเป็นขบวนการที่ยังมีศักยภาพในการปฏิบัติการในพื้นที่ของประเทศไทย แล้วมีประเทศมาเลเซียเป็น “หลังพิง” ที่แข็งแกร่ง ซึ่งทำให้บีอาร์เอ็นฯ กลายเป็น “เสี้ยนหนาม” ที่คอยตำเท้า คอยทิ่มแทง คอยให้เกิดความไม่สงบสุขกับประชาชนคนไทยอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด
 
คำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบจากหน่วยงานความมั่นคง จากเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีหน้าที่ในการ “ดับไฟใต้” คือ เหตุการณ์วางระเบิดในพื้นที่ จ.สตูล และ จ.พัทลุง ผ่านไปหลายวันแล้ว แต่การคลี่คลายคดี การจับคนร้ายที่ลงมือกระทำกลับยังไม่มีความคืบหน้าปรากฏให้เห็น
 
ทั้งที่การวางระเบิดถึงเกือบ 20 จุดต้องเป็นการปฏิบัติการของ “คนหลายคน” ต้องมีผู้ช่วยเหลือที่เป็น “คนพื้นที่” จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบปฏิบัติการของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ที่การใช้ “แนวร่วม” เป็นจำนวนมาก จึงน่าจะทำให้การสืบสวนเพื่อจับกุมผู้ก่อการร้ายไม่น่าจะเป็นการ “มืดบอด” แบบผ่านไปแล้ว 15 กว่าวันก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ
 
หากคดีนี้กำลังจะไม่มีทั้ง “แพะ” และ “แกะ” ให้ได้แกะรอย นั่นแสดงให้เห็นว่าถ้าบีอาร์เอ็นฯ ไม่มีการวางแผนอย่างแนบเนียนมาก่อนลงมือปฏิบัติ ก็คงเป็นเพราะเจ้าหน้าที่รัฐในทั้ง 2 จังหวัดไม่ได้มีแผนในการป้องกันเหตุ ไม่มีงานการข่าวที่ดีพอ หรือไม่ก็เป็นเพราะไม่ “ใส่ใจ” หรือไม่เคยรู้เรื่องราวของบีอาร์เอ็นฯ ว่าขบวนการนี้ได้แพร่ขยายสมาชิกไปทั่วทั้งใน 14 จังหวัดภาคใต้แล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์วางระเบิด 2 จังหวัดดังกล่าว จึงได้เห็นปรากฏหารณ์ “มืดแปดด้าน” เกิดขึ้นในเวลานี้
 
นี่อาจจะเป็น “ผลพวง” ของรัฐบาลที่ไม่ยอมรับว่าบีอาร์เอ็นฯ มีอยู่จริง และเป็นขบวนการที่มีศักยภาพลงมือปฏิบัติการก่อการร้ายได้จริง ซึ่งที่ผ่านมาเมื่อ 2 ปีก่อนยังเคยขยายพื้นที่วางระเบิดห้างเซ็นทรัลบนเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และวางระเบิดในเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ อื่นๆ ด้วย อาทิ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.ตรัง จ.พังงา หรือกระทั่ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี จนได้รับความสูญเสียในทั้งในด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างหนักหน่วงมาแล้ว
 
นั่นแสดงว่าหลังจากนี้ไปเหตุการณ์ที่เกิดระเบิดในจังหวัดต่างๆ ที่ไม่อยู่ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ล้วนมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้ หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีการเตรียมป้องกัน หรือเตรียมรับมือการก่อการร้ายไว้ โดยเฉพาะงานการข่าวไม่ได้ขับเคลื่อนเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของแนวร่วมในพื้นที่ ไม่มีการกำหนดเป้าหมายว่าพื้นที่ไหนที่ต้องมีงานการข่าวเป็นพิเศษ พื้นที่ไหนเป็นพื้นที่น่าสงสัยว่ามีแนวร่วมเข้าไปเคลื่อนไหว หรือเข้าไปขับเคลื่อนงานมวลชนหรืองานการเมืองของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ
 
เนื่องเพราะรัฐบาลชุดนี้ “ปฏิเสธ” เรื่องราวของบีอาร์เอ็นฯ มาโดยตลอด แม้แต่เหตุการณ์ก่อการร้ายล่าสุดที่บีอาร์เอ็นฯ ยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามและระเบิด M79 ที่กองร้อยศรีพะงัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส หลังปฏิบัติการเสร็จสรรพบีอาร์เอ็นฯ ยังขับเรือหางยาวข้ามไปยังฝั่งมาเลเซียให้เห็นแบบจะๆ แต่ฝ่ายความมั่นคงยังก็ยังบอกว่าไม่มีบีอาร์เอ็นฯ อยู่ดี
 
การที่ไม่มีการกำหนดเป้าหมายว่าใครเป็นคู่ต่อสู้ และไม่ประกาศว่าเรากำลังสู้กับใคร ศัตรูของเราคือใคร นี่คือ “จุดอ่อน” ที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐแต่ละหน่วยงานไม่สามารถที่จะทำหน้าที่ให้มีผลสำเร็จ ไม่สามารถป้องกันเหตุ อีกทั้งหลังเกิดเหตุก็ยังไม่สามารถจับใครมาลงโทษได้
 
แม้ว่าปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคงที่ผ่านมาจะสามารถ “จับตาย” และ “จับเป็น” คนในขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ได้ก็จริง แต่เมื่อไม่สามารถทำลาย “โครงสร้าง” ไม่สามารถทำลาย “หลังพิง” ของบีอาร์เอ็นฯ ลงได้ การที่สมาชิกบีอาร์เอ็นฯ “ตาย” และ “ถูกจับ” จึงยังไม่ใช่ความสำเร็จของการแก้ปัญหาแต่อย่างใด
 
ถ้าติดตามดูสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ตั้งแต่ ต.ค.2561-ก.พ.2562 เจ้าหน้าที่รัฐได้วิสามัญ “อาร์เคเค” หรือชุดคอมมาโดของบีอาร์เอ็นฯ ไปแล้ว 7 ศพจากการปะทะกัน ซึ่งในความเป็นจริงคนทั้ง 7 รายที่ถูกจับตายคือ “คนร้าย” ที่มีโทษอุกฉกรรจ์ โดยเฉพาะมีข้อหาเป็นทั้ง “อั่งยี่” “ซ่องโจร” และ “ขบถ” เพื่อแบ่งแยกดินแดนติดตัวอยู่ด้วย แต่บางคนก็มีคดีฆ่าคนหรือฆ่าเจ้าหน้าที่และกระทำการก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ติดตัว
 
แต่เมื่อมาดู “บริบทสังคม” ของคนในพื้นที่กลับพบว่า คนร้ายที่ถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญกลายเป็น “ฮีโร” กลายเป็น “นักรบ” ผู้พลีชีพในการต่อสู่เพื่อเอกราช พิธีศพของอาร์เคเคทั้ง 7 รายไม่มีการ “อาบน้ำศพ” และขณะแห่ศพมีการตะโกนคำในภาษาอาหรับไปตลอดระยะทางจนถึงกุโบร์ เพื่อสร้าง “ความฮึกเหิม” และเพื่อ “ยกย่อง” คนตาย
 
สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า ในพื้นที่เหล่านั้นสมาชิกบีอาร์เอ็นฯ “มีอำนาจเหนือรัฐ” และยัง “มีอำนาจเหนือผู้นำศาสนา” ทำให้ไม่กล้าที่จะออกความเห็นหรือชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่คนในพื้นที่กระทำไปนั้นขัดกับหลักศาสนา เพราะคนที่ถูกวิสามัญ “ไม่ใช้นักรบของพระเจ้า” แต่เป็น “คนร้ายที่ฆ่าคน” เป็นผู้ทำผิดกฎหมายบ้านเมือง เมื่อผู้นำศาสนาในพื้นที่ไม่กล้าที่จะพูดความจริงหรือสอนความรู้ให้กับคนในพื้นที่อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะกับบรรดา “เยาวชน” นั่นแสดงว่าผู้นำศาสนาเองก็เห็นด้วยกับการกระทำเหล่านั้นใช่หรือไม่
 
สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ณ วันนี้ในแต่ละพื้นที่ “งานการเมือง” หรือ “งานมวลชน” ของชบวนการบีอาร์เอ็นฯ ยังเข้มแข็ง อีกทั้ง 7 ภารกิจหลัก” ของบีอาร์เอ็นฯ ตั้งแต่งานเยาวชน, สตรี, การเงิน, การศึกษา, โลจิสติกส์ และอื่นๆ ยังไม่ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทำลายหรือแม้แต่ทำทำให้อ่อนแอลงไป
 
ที่สำคัญการขยายพื้นที่ก่อการร้ายไปยัง จ.สตูล และ จ.พัทลุง แสดงให้เห็นว่าบีอาร์เอ็นฯ ไม่ได้หยุดอยู่แค่นี้แน่นอน ยังมีแผนก่อการในจังหวัดอื่นๆ ของภาคใต้เพื่อสร้างความ “ระส่ำ” และเพื่อการ “ทำลายอำนาจรัฐ” ให้ประชาชนได้เห็นถึงความ “ล้มเหลว” ในการดับไฟใต้” ของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคง
 
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงมีคำถามจากประชาชนว่า “รัฐบาลจากรัฐประหารชุดนี้” และ “รัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดหน้า” จะหาทางออกจาก “วิกฤตไฟใต้” ได้อย่างไร
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...