xs
xsm
sm
md
lg

“ทวี” เผยหากได้เป็นรัฐบาลจะเร่งปฏิรูปตำรวจ หวั่นองค์กรตำรวจวิกฤตไปมากกว่านี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - “พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง” เลขาฯ พรรคประชาชาติ เผยหากได้เป็นรัฐบาลจะเร่งปฏิรูปตำรวจ หวั่นองค์กรตำรวจจะวิกฤตไปมากกว่านี้ แนะต้องเน้นแก้ปัญหาของประชาชน และชุมชนก่อน

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งหมายถึงการดูแลคุ้มครองประชาชนของประเทศ ให้ปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม และการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญา พรรคประชาชาติ เห็นว่า ควรปฏิรูปความคิด และพฤติกรรมของผู้มีอำนาจ และคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเสียก่อน และเห็นว่าเป้าประสงค์ของ “ตำรวจ” ต้องการดูแลคุ้มครองประชาชนให้ปลอดภัย หรือการพิทักษ์สันติราษฎร์เป็นสำคัญ

ซึ่งที่ผ่านมา คสช.ล้มละลายในการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งพรรคประชาชาติ จะส่งเสริมให้ตำรวจเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง ตำรวจต้องดูแลคุ้มครองประชาชนของประเทศ ให้ปลอดภัยจากปัญหาอาชญากรรม และการกระทำผิดกฎหมายที่มีโทษทางอาญา

วิกฤตของ “งานตำรวจ” ได้เอารูปแบบของงานทหาร และงานทนายความกับนักกฎหมายใช้ปฏิรูปตำรวจ เพื่อให้ตำรวจเหมือนทหารบวกทนายความ แต่ความจริงมีความแตกต่างกันอย่างยิ่ง หน้าที่ของตำรวจ คือการคุ้มครองประชาชน การบังคับใช้กฎหมายให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน (ขอเน้นย้ำคำว่า “ทุกคน” โดยไม่คำนึงถึงฐานะ หรือสถานภาพทางสังคมบุคคลผู้นั้น) ในการอำนวยความยุติธรรม ดังนั้น ตำรวจต้องยึดเสมอว่า “ความซื่อตรงต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด”
 

 
งานในวิชาชีพตำรวจ จึงเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย รักษาความสงบเรียบร้อยให้สังคมผดุงความยุติธรรม บังคับใช้กฎหมาย บริการสาธารณะด้านความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิชาชีพตำรวจจึงมีความสำคัญยิ่ง มีคุณค่า ต้องอาศัยผู้มีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม มีน้ำใจ และเสียสละเป็นอย่างยิ่ง

การปฏิรูปตำรวจเพื่อให้งานตำรวจดีขึ้นเป็นสิ่งที่ควรกระทำ แต่ถ้าใช้เป็นแค่วาทกรรมที่มีอคติ ขาดความรู้จริง และขาดความจริงใจ แทนที่จะเป็นการปฏิรูปให้ดีขึ้น กลับเป็นการทำลายวิชาชีพตำรวจได้เช่นกัน

ปัจจุบัน คสช. และคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจำนวนมาก ขาดความเข้าใจถึงปรัชญา และเป้าประสงค์ของงานตำรวจ โดยเฉพาะความคิด และพฤติการณ์ของผู้เป็นคณะกรรมการปฏิรูปส่วนใหญ่ มาจากกลุ่มที่ร่วมเผด็จการ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มคนที่อยู่เหนือกฎหมาย ขัดหลักนิติธรรม การปฏิรูปตำรวจ จึงเป็นเพียงวาทกรรมที่นำมาอ้าง เพื่อให้งานตำรวจเบี่ยงเบนไปจากปรัชญา “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”

ความจริงแล้ว การปฏิรูปควรเริ่มโดยการปฏิรูปความคิดของผู้มีอำนาจ ทั้ง คสช. และคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเสียก่อน แล้วค่อยมาพูดเรื่องการปฏิรูปตำรวจ เพราะงานตำรวจทั้งปรัชญา อุดมการณ์ อุดมคติเป็นสิ่งที่ดี และเป็นเป้าประสงค์ร่วมของสังคมอยู่แล้ว

พรรคประชาชาติ เห็นว่า จะต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุน เป็นปฏิรูปวิชาชีพตำรวจที่ประชาชนเชื่อมั่น เป็นตำรวจของประชาชนอย่างแท้จริง โดยให้ความสำคัญกับ 5 ส. (สายตรวจ, สายสืบ, สอบสวน, สิทธิมนุษยชน และสวัสดิการ) และ 2 ต. (แต่งตั้ง และตรวจสอบ)

ดังนั้น ถ้าต้องการให้การปฏิรูปตำรวจเกิดประโยชน์ต่อสังคม และต่อส่วนรวมอย่างแท้จริงแล้ว การปฏิรูปตำรวจ จะต้องเอาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น และจังหวัดเป็นตัวตั้ง ตำรวจจึงจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน และบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ประชาชนได้ตามที่ปฏิญาณไว้

แม้ว่าการบริหารงานตำรวจไทย เป็นแบบรวมอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง บังคับบัญชาจาก “บนลงล่าง” (รูปพีระมิด) แต่ในทางปฏิบัติจริงจะต้องเน้นไปที่การบริหารแบบ “ล่างขึ้นบน” โดยผู้บังคับบัญชา ควรที่จะคอยรับฟังปัญหาที่ทางตำรวจสายตรวจ สายสืบ และพนักงานสอบสวนประสบมา แล้วช่วยสนับสนุนด้านการวางนโยบาย แก้ไข การฝึกฝนอบรม และการให้ความพร้อม และให้อุปกรณ์ในการทำงานต่างๆ แก่ผู้ปฏิบัติ สรุปคือ “การช่วยให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่แบบมืออาชีพ”
 

 
ทุกวันนี้เวลาประชาชนมีเรื่องขึ้นสถานีตำรวจ ประชาชนยังขาดความไว้วางใจในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยคู่กรณีส่วนมากมักจะวิ่งเต้นหาคนรู้จัก เพื่อให้บอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “ช่วยบอกให้ตำรวจทำตรงไปตรงมาก็พอแล้ว ไม่ต้องช่วยหรอก” ดังนั้น หนึ่งในเป้าหมายหลักในการปฏิรูปตำรวจคือ “ต้องเรียกความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นของประชาชนในตำรวจกลับมาให้ได้”

ดังนั้น การปฏิรูปตำรวจจะต้องมุ่งเน้นไปที่ปัญหาของประชาชน และของชุมชน ควบคู่ไปกับการเน้นในการสร้างเสริมสมรรถนะ และความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่มีบทบาท และหน้าที่ที่สัมผัสกับปัญหาเหล่านั้นโดยตรง ซึ่งก็คือ 3 ส.แรก (สายตรวจ สายสืบ และสอบสวน) คือทำอย่างไรจึงจะให้ 3 ส. มีการฝึกอบรมอย่างเพียงพอ และเหมาะสม มีเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ครบ และมีความพร้อมในหน้าที่อยู่เสมอ

โดยต้องคำนึงถึง 2 ต. ด้วย (แต่งตั้ง และตรวจสอบ) เพื่อให้งานตำรวจเป็นวิชาชีพโดยแท้จริง และปฏิบัติงานในหน้าที่โดยตำรวจ (โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชา) ที่มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ตรงกับตำแหน่งนั้นๆ และมีระบบที่ดีในการตรวจสอบการทำงานของตำรวจ เพื่อมิให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ฝากข้อคิดไว้ว่า ถ้าการปฏิรูปตำรวจไม่เริ่มจากปัญหาของประชาชน ก็จะเหมือนกับการแก้ความจนโดยการแจกสิ่งต่างๆ ให้ ทำให้ยากที่ปัญหานั้นจะหมดไป ตำรวจต้องฟังปัญหาจากประชาชน และเอาปัญหาของประชาชนเป็นที่ตั้ง ตำรวจต้องคิดเสมอว่า “ปัญหาของประชาชน คือปัญหาของตำรวจ”

ท้ายที่สุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวด้วยว่า เซอร์โรเบิรต์ พีล (Sir Robert Peel) อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และ รมว.มหาดไทยของอังกฤษ และเป็นบิดาของตำรวจสมัยใหม่ ซึ่งหลักการของเซอร์พีลได้ถูกนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการเรียนการสอนหลักการงานตำรวจเกือบทุกประเทศในโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย และหนึ่งในหลักการนั้น เซอร์โรเบิร์ต พีล พูดว่า...

“ตำรวจคือประชาชน และประชาชนก็คือตำรวจ ตำรวจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประชาชน และจะต้องทำหน้าที่อย่างตั้งใจ และเต็มที่ เพื่อความคงอยู่ของสังคม และความสงบสุขของประชาชน”
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...