xs
xsm
sm
md
lg

พรรคไหนมีนโยบาย “ส่งเสริมให้โรงพยาบาลติดโซลาร์เซลล์” บ้าง? / ประสาท มีแต้ม

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : โลกที่ซับซ้อน
โดย...ประสท มีแต้ม
-----------------------------------------------------------------------------------
ช่วงนี้เป็นฤดูกาลหาเสียงของพรรคการเมือง เท่าที่ผมติดตามพบว่า แต่ละพรรคได้เสนอนโยบายที่สร้างสรรค์และน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่ พรรคเล็กทั้งพรรคใหม่และพรรคเก่า แต่จะนำไปปฏิบัติจริงหรือไม่นั้น ผมถือว่าเป็นหน้าที่ของภาคประชาชนที่จะต้องติดตามและตรวจสอบกันต่อไป 

การติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่องรวมทั้งการเคลื่อนไหวเชิงรุกของภาคประชาสังคมเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จหรือล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยยิ่งเป็นยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารซึ่งเคยอยู่ในมือของกลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นหลักได้เคลื่อนย้ายมาอยู่ในมือของประชาชนธรรมดาๆ ดังนั้น บทบาทของภาคประชาสังคมจึงยิ่งสำคัญและเป็นไปได้มากขึ้น

ในทัศนะของผม นโยบายต่างๆ ที่แต่ละพรรคได้เสนอกันมานั้น ไม่ว่าจะเรียกว่า “ประชานิยม” หรือ “รัฐสวัสดิการ” แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ได้นำไปสู่ “ความเป็นอิสระ”ซึ่งนักปราชญ์ถือว่าเป็นหนึ่งในสองของ “สองคุณค่าหลักของความเป็นมนุษย์ (Two Main Values of the People)” อีกหนึ่งคุณค่าซึ่งจะกล่าวในตอนสรุปคือ ความรับผิดชอบต่อสังคม

ความเป็นอิสระ
 กล่าวอย่างสั้นๆ ก็คือความเป็นตัวของตัวเอง เคารพตัวเอง พึ่งตนเอง ไม่ตกเป็นทาสของระบบทุนโดยเฉพาะอย่างยิ่งทุนผูกขาด ยาเสพติด และการพนัน ถ้าเป็นประเทศก็เป็นประเทศที่สามารถพึ่งตนเองได้ในด้านต่างๆ ถ้าเป็นองค์กรก็เป็นเช่นเดียวกัน
 
กล่าวเฉพาะเรื่องพลังงานไฟฟ้าซึ่งมีมูลค่าประมาณ 6.5 แสนล้านบาทต่อปีคำถามที่ผมตั้งก็คือ มีพรรคการเมืองใดบ้างที่ส่งเสริมองค์กรอย่างเช่น โรงพยาบาลของรัฐให้สามารถพึ่งตนเองด้านไฟฟ้า โดยการส่งเสริมให้โรงพยาบาลติดโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองบ้าง 

ผมได้ค่อยๆ ตะล่อม จากหลักการ “ความเป็นอิสระ” ของมนุษย์ องค์กรและประเทศ ซึ่งค่อนข้างจะเป็นนามธรรม เป็นปรัชญา ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความเป็นมนุษย์มาสู่การติดโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลซึ่งเป็นระดับโครงการเล็กๆ แต่สะท้อนถึงภาพใหญ่ในเชิงหลักการครับ อาจจะรวบรัดและห้วนๆ ไปหน่อยต้องขออภัย 

อ้อ ก่อนจะลงรายละเอียดของโครงการติดโซลาร์เซลล์ให้กับโรงพยาบาล ผมขอตอบคำถามก่อนว่า มีอยู่พรรคการเมืองหนึ่งได้เขียนไว้ในนโยบายด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจนว่า “ให้หน่วยงานของรัฐ รวมทั้งมหาวิทยาลัยและโรงพยาบาลเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ” พรรคที่ว่านี้คือพรรครวมพลังประชาชาติไทย

อีกพรรคหนึ่งคือ พรรคชาติพัฒนา ที่เขียนไว้ว่าจะจัดตั้งกองทุนโซลาร์รูฟท็อปวงเงิน 5,000 ล้านบาท แต่ก็อย่างที่ว่าแหละครับจะมีผลในทางปฏิบัติหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นการจุดประเด็นที่มีคุณค่าให้กับสังคมนะครับ

คราวนี้ลองมาดูความเคลื่อนไหวของเครือข่ายผู้บริโภคซึ่งมี มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเป็นผู้ประสานงานที่ได้ริเริ่มโครงการ “กองทุนแสงอาทิตย์”เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้กับโรงพยาบาลจำนวน 7 แห่งๆ ละ 30 กิโลวัตต์ โดยใช้งบประมาณรวม7.7 ล้านบาท โดยการขอรับบริจาคจากสาธารณะ

เรียนตามตรงว่า ตอนที่ได้จัดตั้ง “กองทุนแสงอาทิตย์ (Thailand Solar Fund)” คณะทำงานซึ่งผมเองเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องราวในต่างประเทศขึ้นมาเลย

แต่เมื่อเวลาผ่านมาได้ 6 เดือน ผมได้ลองค้นอินเทอร์เน็ตดูพบว่าในหลายประเทศได้ดำเนินการเรื่องนี้ไปแล้ว ทั้งที่เป็นประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐอเมริกาหลายรัฐ และประเทศยากจน เช่น ประเทศไฮติ ในทะเลแคริเบียน เป็นต้น

นั่นคือ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้โรงพยาบาลสามารถพึ่งตนเองได้หรือให้มีความเป็นอิสระมากขึ้นนั้น กำลังเป็นกระแสโลกนะครับ

ภาพขวามือของภาพข้างล่างนี้เป็นโซลาร์เซลล์บนหลังคาอาคารจอดรถของโรงพยาบาล Saint Francis Hospital รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา จำนวน 1,485 แผ่น ซึ่งผมประมาณว่าน่าจะประมาณ 480 กิโลวัตต์ คาดว่าจะประหยัดค่าไฟฟ้าตลอด 20 ปีได้ 6 แสนดอลลาร์ (https://www.hfmmagazine.com/articles/2543-solar-power-plant-will-cut-energy-use-costs-at-saint-francis-hospital)โครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวกับการลดการปล่อยก๊าซในภาคพลังงานของรัฐร่วมกับบริษัทด้านพลังงานแห่งหนึ่ง (โรงพยาบาลไม่ได้ลงทุนและไม่ได้บริหารเอง)
 

 
สำหรับภาพทางซ้ายมือมาจากเฟซบุ๊กของนายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา (โรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ใช้ไฟฟ้าเดือนละประมาณ 2 แสนบาท) ในภาพคุณหมอสุภัทร กำลังให้การต้อนรับผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งกำลังจะติดตั้งเป็นรายต่อไปโดยใช้งบจากกระทรวงพลังงานและเงินรายได้ของโรงพยาบาลส่วนหนึ่ง

เท่าที่ผมทราบโซลาร์เซลล์ (ขนาด 20 กิโลวัตต์) ที่โรงพยาบาลจะนะใช้งบที่ทางโรงพยาบาลได้รับบริจาคและสะสมมาเรื่อยๆ

ตามข่าวที่ผมค้นมาได้ในกรณี Saint Francis Hospital สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ปีละ 125,000 กิโลกรัม ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์ปีละ 208 และ 126 กิโลกรัม ตามลำดับ ซึ่งก๊าซสองอย่างหลังมีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดฝุ่นพิษ PM2.5 ด้วย (นอกจากพิษเรื่องอื่นๆ แล้ว) 

โครงการโซลาร์เซลล์นี้ทำให้ประสบชัยชนะ 3 ต่อ คือ ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม 

นอกจากโครงการที่กล่าวมาแล้ว ยังมีที่โรงพยาบาลดังๆ ที่คนไทยเราน่าจะเคยได้ยินคือที่ Boston Medical Center (ขนาด 496 เตียง) ซึ่งมีสัญญาว่าจะซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ฟาร์ม (ที่ผลิตในรัฐนอร์ทแคโรไลนา-เท่าที่ผมดูจากแผนที่ห่างกันประมาณ1,000 กิโลเมตร) จำนวน 26% ของความต้องการไฟฟ้าตลอดเวลา 25 ปี

สำหรับที่ประเทศไฮติ โรงพยาบาล Lumiere ขนาด 120 เตียง ได้ติดโซลาร์เซลล์พร้อมแบตเตอร์รี่ขนาด 84 กิโลวัตต์ โดยได้รับการบริจาคจากบริษัทพลังงานแห่งหนึ่ง (https://www.solarreviews.com/news/haiti-hospital-lumiere-solar-solarwaorld-061616/ หมายเหตุ ค่าไฟฟ้าในประเทศไฮติราคาแพงมากคือประมาณ 10 บาทต่อหน่วย)

ขอนำเรื่องความคืบหน้าของกองทุนแสงอาทิตย์มาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าท่านผู้อ่านที่มีความพร้อมจะได้ร่วมบริจาคครับ 

ตอนนี้ (9 มีนาคม 62) โรงพยาบาลแห่งแรกของโครงการคือโรงพยาบาลแก่งคอย จังหวัดสระบุรีกำลังติดตั้งอยู่ครับ คณะกรรมการกองทุนแสงอาทิตย์มีแผนว่า หลังการเลือกตั้งแล้ว เราจะชวนผู้ที่สนใจไปร่วมเฉลิมฉลอง ให้กำลังใจและเรียนรู้ร่วมกับชุมชนที่แก่งคอยกันครับ เพื่อจะได้ขับเคลื่อนไปสู่โรงพยาบาลที่สองต่อไป

ผมมีรายชื่อโรงพยาบาลอื่นๆ อีก 6 แห่ง รวมทั้งเลขบัญชีธนาคารของกองทุนมาพร้อมในภาพข้างล่างครับ
 

 
เราทราบกันดีว่า โรงพยาบาลของรัฐจำนวนมากกำลังประสบกับสภาวะขาดทุน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการนี้ได้เล่าให้ที่ประชุมฟังว่า“จำนวนเงินที่ขาดทุน หากเป็นกิจการของเอกชนก็อาจจะล้มละลายไปแล้ว” ดังนั้น การลดรายจ่ายของโรงพยาบาลจึงเป็นทางออกอย่างหนึ่ง

เราลองมาดูกันนะครับว่า โซลาร์เซลล์แต่ละกิโลวัตต์ผลิตไฟฟ้าได้ปีละเท่าใด ต้องลงทุนเท่าใด กี่ปีจึงจะคุ้มทุน และตลอดอายุโครงการ 25 ปีจะผลิตไฟฟ้าได้รวมเท่าใดคิดเป็นมูลค่าเท่าใด

ผมขอนำคำตอบล่วงหน้ามาให้ทราบกันก่อนว่า ทุกๆ 1 บาทที่เราบริจาคให้ “กองทุนแสงอาทิตย์” จะสามารถผลิตไฟฟ้าได้คิดเป็นมูลค่า 5 บาท ตลอดเวลา 25 ปี นั่นคือ เงินจะทวีคูณเพิ่มเป็น 5 เท่าตัว

จากข้อมูลในโครงการโซลาร์เซลล์ของโรงพยาบาล 50 พรรษามหาวชิราลงกรณ์ จังหวัดอุบลราชธานี พอจะประมาณได้ว่า โซลาร์เซลล์ขนาด 1 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,600 หน่วย (ดูภาพประกอบ อุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีพลังงานแสงอาทิตย์เหมาะต่อการผลิตไฟฟ้าได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย)
 

 
ผมสมมติว่า โซลาร์เซลล์ 1 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1,450 หน่วย ดังนั้นในเวลา 25 ปี โซลาร์เซลล์ขนาด 30 กิโลวัตต์จะผลิตได้รวม 1.088 ล้านหน่วย ถ้าราคาหน่วยละ 4.58 บาท คิดเป็นมูลค่า 4.98 ล้านบาท โดยต้องลงทุน 1.1 ล้านบาท นั่นคือ มูลค่าเพิ่มขึ้นเป็น 4.53 เท่า

คิดเป็นเลขลงตัวก็คือ บริจาค 1 บาท จะได้มูลค่าถึง 5 บาท

โรงพยาบาลแต่ละโรงมีพื้นที่หลังคาเยอะครับ สามารถติดโซลาร์เซลล์ได้นับ 100 กิโลวัตต์ นอกจากจะได้ลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าแล้ว แผงโซลาร์เซลล์ยังมีส่วนทำให้หลังคาเย็นลงกว่าเดิมด้วย

โรงพยาบาลเป็นหน่วยงานที่ใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ดังนั้นไฟฟ้าที่ผลิตได้ในตอนกลางวันก็สามารถนำมาใช้ได้ทันที ไม่ต้องเก็บลงแบตเตอร์รี่ ต้นทุนในการผลิตก็ถูกกว่าที่ซื้อจากการไฟฟ้า คือมีต้นทุนเฉลี่ยตลอดโครงการ (L.C.O.E.) ประมาณ 1.0 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ในขณะที่ค่าไฟฟ้าที่เราจ่ายอยู่ทุกเดือนราคาเท่าไหร่ครับ

ท่านคงนึกไม่ถึงใช่ไหมครับว่า เทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์มันได้ก้าวหน้าไปเร็วขนาดนี้ โดยที่ในสมองหรือใจของเรายังคงรู้สึกว่าไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มันแพ้งแพง

ผมอยากจะจบบทความนี้ด้วยคุณค่าของความเป็นมนุษย์อีกข้อหนึ่ง (จากทั้งหมด 2 ข้อเท่านั้น) คือความรับผิดชอบต่อสังคม โดยนำข่าวสารจากองค์กรด้านการดูแลสุขภาพของสหรัฐอเมริกาที่ชื่อว่า Kaiser Permanente (มีคนทำงานกว่า 2 แสนคน ก่อตั้งปี 1945) ซึ่งบอกว่าจะติดโซลาร์เซลล์ให้มากที่สุดกับโรงพยาบาลทั้งหมด 170 แห่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย

ทั้งหมดนี้เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นปัญหาสำคัญของโลก(https://www.hfmmagazine.com/articles/1532-kaiser-will-increase-use-of-solar-and-wind-power)

เห็นไหมครับ ความเป็นอิสระกับความรับผิดชอบต่อสังคม คือ คุณค่าหลักของความเป็นมนุษย์ที่ต้องควบคู่ไปด้วยกันในทุกๆ ผู้ ทุกๆ คน เทอญ
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...