xs
xsm
sm
md
lg

จริงหรือ?! ที่ไฟใต้ดับยากเพราะ “นาย” ไม่ให้ความสำคัญกับการข่าว แถมยังเบียดบังงบด้านนี้ไปเข้าพกเข้าห่อ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
ขอขึ้นต้น “จุดคบไฟใต้” ด้วยคำว่า ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของ “ครูอมตะ สโมทานทวี” เหยื่อสถานการณ์ไฟใต้ “ชาวไทยพุทธ” รายล่าสุด ซึ่งถูก “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดน “บีอาร์เอ็นฯ” จับฆ่าแขวนคออย่างโหดเหี้ยมทารุณในบ้านพักของตนเองที่ ต.สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ก่อนที่จะโจรกรรมรถยนต์ของคุณครูไปประกอบเป็น “คาร์บอมบ์” ใช้ก่อวินาศกรรมต่อที่หน้าหน่วยเฉพาะกิจสงขลา (ฉก.สงขลา) โดยแรงระเบิดทำให้ ตชด.ชาย-หญิงได้รับบาดเจ็บถึง 6 นาย
 
เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 8 มกราคม 2562 ซึ่งวันนี้เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ตรงกับวันที่ “ครูจูหลิง ปงกันมูล” ครูโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ถูกโจรใต้จับแล้วนำตัวทุบตีจนเสียชีวิตในห้องเรียนอย่างโหดร้ายทารุณเช่นกัน อันต้องนับเป็นเรื่องราวที่วนเวียนมาประจวบเหมาะกันเองแบบบังเอิญ หรือเป็นการวางแผนล่วงหน้าของกลุ่มโจรใต้ก็ยากที่จะคาดเดา
 
และก่อนหน้าไม่นาน เมื่อปลายปีที่แล้ว วันที่ 29 ธันวาคม 2561 โจรใต้ก็ได้ประกบยิง “หญิงชาวไทยพุทธ” อายุ 59 ปี ที่ ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เสียชีวิต ซึ่งเพิ่งจะมีการฌาปนกิจศพไปเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 นี่เอง นับเป็นการสูญเสียของคนไทยพุทธอย่างมี “นัยสำคัญ” เป็นเหมือนกับการ “ส่งสัญญาณ” จากฟากฝั่งของบีอาร์เอ็นฯ ว่า นับแต่นี้ “ไทยพุทธ” จะกลับมาเป็นเหยื่อสถานการณ์อย่างเข้มข้นอีกคราครั้ง
 
ที่ผ่านมา บีอาร์เอ็นฯ เคยใช้ยุทธศาสตร์ในกาฆ่าคนไทยพุทธอย่างโหดเหี้ยม ทั้งการฆ่าตัดคอ ฆ่าแล้วเผา บางศพยังไม่ตาย แต่มีการราดน้ำมันเพื่อเผาทั้งเป็น อันต้องการให้คนไทยพุทธหวาดกลัวย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อให้เหลือแต่ “มุสลิม” จะได้ง่ายต่อการยึดหมู่บ้าน ตำบล และเพื่อสร้างความโกรธแค้ให้แก่คนไทยพุทธ แล้วจะได้จับอาวุธเข่นฆ่ามุสลิมเพื่อแก้แค้นบ้าง แล้วสุดท้ายก็จะนำไปสู่ความขัดแย้งบานปลายกลายเป็น “สงครามศาสนา” อย่างที่หวังไว้ในที่สุด
 
ที่ผ่านมา แม้จะย่างเข้า 15 ปีของไฟใต้ระลอกใหม่แล้วก็ตาม ความประสงค์ของบีอาร์เอ็นฯ ก็ยังเป็นได้เพียง “ฟืนเปียก” ทำให้ “จุดไฟไม่ติด” เพราะไม่ว่าจะใช้ยุทธศาสตร์ของความโหดเหี้ยมเยี่ยงไร คนไทยพุทธในพื้นที่ก็ไม่หลงกลจับอาวุธขึ้นมาทำร้าย หรือเข่นฆ่าคนมุสลิม เนื่องจากคนไทยพุทธยังเชื่อว่าคนมุสลิมส่วนใหญ่ในพื้นที่ ไม่ใช่ “โจร” และไม่มีความต้องการที่จะ “แบ่งแยกดินแดน” แต่อาจจะมีเพียงคนไทยพุทธส่วนน้อยที่มากด้วยอารมณ์และขาดเหตุผลเท่านั้น จึงพยายามปลุกระดมให้คนไทยพุทธและเจ้าหน้าที่รัฐใช้ระบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” กับบีอาร์เอ็นฯ เพื่อความสะใจ เพราะเข้าใจและเชื่อมั่นว่าวิธีการดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหาไฟใต้ใต้ได้อย่างถาวร
 
ดังนั้น บีอาร์เอ็นฯ ที่มี “ดุลเลาะ แวมะนอ” เป็นผู้นำหมายเลข 1 ซึ่งกำลังนำยุทธศาสตร์ความรุนแรง ทั้งฆ่าคนไทยพุทธ และปล้นชิงอาวุธจากเจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นกองกำลังท้องถิ่นอย่าง อส. ชรบ. และ ชคต.ที่เป็นเป้าหมายอ่อนแอกลับมาใช้อีกครั้งนั้น ต้องตระหนักให้มากว่า ยุทธศาสตร์ความรุนแรงไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ เนื่องจากคนไทยพุทธรู้ทันถึงความมุ่งหมาย และไม่หลงกลใช้ความรุนแรงเพื่อแลกกับความรุนแรง สิ่งที่บีอาร์เอ็นฯ ได้ไปตามความมุ่งหมายคือ การสร้างความหวาดระแวงระหว่าง “พุทธ” กับ “มุสลิม” ในพื้นที่ และอาจจะนำไปสู่การเป็น “สังคมเชิงเดี่ยว” มากขึ้นเท่านั้น
 
แต่สิ่งที่บีอาร์เอ็นฯ จะได้รับกลับไปคือ “การถูกประณาม” จากทุกภาคส่วนของสังคม และแม้แต่มวลชนของบีอาร์เอ็นฯ ที่ไม่สุดโต่งต่างก็ไม่เห็นด้วยกับยุทธศาสตร์การใช้ความรุนแรงลักษณะนี้ เพียงแต่มุสลิมส่วนใหญ่ในพื้นที่ต้องอยู่ในสภาพของความหวาดกลัวไปด้วย จึงไม่มีการแสดงออกเท่านั้น ดังนั้น การใช้ความรุนแรงกับไทยพุทธจึงไม่ใช่เส้นทางที่จะนำบีอาร์เอ็นฯ ไปสู่ความสำเร็จของการแบ่งแยกดินแดนอย่างแน่นอน
 
ถ้า นายดูลเลาะ แวมะนอ คิดว่ายุทธศาสตร์นี้ถูกต้อง และเชื่อว่าจะนำไปสู่ความสำเร็จของการได้เอกราช ก็อยากจะบอกว่าควรต้องคิดใหม่ได้แล้ว เพราะเส้นทางนี้คือเส้นทางของการเดินไปสู่ความพ่ายแพ้แน่นอน
 
คล้อยหลังการฆ่าครูจ้อง ที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา และนำรถยนต์ครูไปทำคาร์บอมบ์ที่หน้า ฉก.สงขลา อย่างโหดเหี้ยมไปได้เพียง 2 วัน โจรใต้ก็แสดงความฮึกเหิมแบบ “ตบหน้าฝ่ายความมั่นคง” อีกฉาดใหญ่ ด้วยการแต่งเครื่องแบบเลียนแบบทหารเข้าไปยังโรงเรียนบ้านบูโกะ ม.5 ต.ประจัน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ทำทีเหมือนเข้าตรวจเยี่ยม อส.ที่ทำหน้าที่ รปภ.โรงเรียน ก่อนที่จะกราดยิงจน อส.เสียชีวิตทั้งหมด 4 ศพ แถมปลดอาวุธปืนหลบหนีไปด้วย
 
นับเป็นความสูญเสียอีกครั้งหนึ่งของกองกำลังท้องถิ่นชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชคต. ซึ่ง ณ บรรทัดนี้ก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับการสูญเสียของครอบครัว อส.ทั้ง 4 ท่าน และขอให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุทาหรณ์ เป็นบทเรียนที่ต้องจดจำ โดยเฉพาะกับกองกำลัง อส. หรือ ชรบ. รวมทั้งทหาร และตำรวจในพื้นที่
 
แต่ยังต้องถือว่าเป็นความสำเร็จของเจ้าหน้าที่ เพราะหลังจากการเกิดเหตุ 2 ชั่วโมง ก็สามารถตรวจสอบเส้นทางหลบหนี พร้อมทำการปิดล้อมพื้นที่จนสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยในการกราดยิง อส. 4 ศพได้อย่างทันควัน 1 คน จนสามารถสอบสวนและได้ความจริงว่า โจรใต้ทั้งหมดที่ก่อเหตุล้วนเป็นคนในพื้นที่ อ.ยะรัง หาใช่คนจากที่อื่นๆ ไม่
 
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งประชาชนในพื้นที่ ผู้นำท้องที่-ท้องถิ่น จึงควรที่จะต้องตระหนักและต้องมีส่วนร่วมกับหน่วยงานรัฐแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะหากคนในพื้นที่เองไม่ตระหนักถึงความสูญเสีย และฝากความหวังในการแก้ปัญหาให้แก่เจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ไม่รับรู้หรือไม่ลุกขึ้นมาเพื่อมีส่วนร่วมป้องกันบ้านของตนเอง เชื่อเถอะว่า แผ่นดินนี้ไม่มีวันที่จะสงบสุขได้
 
ประเด็นที่ต้องตั้งข้อสังเกตต่อสถานการณ์ความรุนแรงในห้วงเวลานี้ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนสิ้นปี 2561 อย่างการวางระเบิดแสวงเครื่องที่ “นางเงือก” รูปปั้นอันเป็นแลนด์มาร์กของแหลมสมิหลา เขตเทศบาลนครสงขลา การวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ อ.บางกล่ำ และ อ.ควนเนียง จ.สงขลา ก่อนต่อด้วยการวางระเบิดเสาไฟ เสาโทรศัพท์ การยิงถล่ม ชคต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และเหตุอื่นๆ ใน จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา เหตุการณ์ความรุนแรงเหล่านี้เกิดจากอะไร
 
ประเด็นแรกถือเป็นวงรอบของบีอาร์เอ็นฯ ในการก่อเหตุ หรือจะเรียกว่าเป็นเหตุปกติของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปี จนกลายเป็นปีปฏิทินที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คุ้นเคยและเรียกว่า “ปฏิทินโจร”
 
ประเด็นที่สอง เป็นการปฏิบัติการเพื่อตอบโต้การปราบปราม “ยาเสพติด” และ “สินค้าเถื่อน” อื่นๆ ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เนื่องจากผู้อยู่ในวงจรยาเสพติดและสินค้าเถื่อนมีเครือข่ายของบีอาร์เอ็นฯ รวมอยู่ด้วย อันเป็นเหมือนอีกกระเป๋าเงินใบหนึ่งของบีอาร์เอ็นฯ ที่ใช้ในการก่อการร้าย และ
 
ประเด็นที่สาม เป็นการส่งสัญญาณว่าบีอาร์เอ็นฯ ไม่ต้องการเข้าร่วม “โต๊ะพูดคุยสันติสุข” ที่ฝ่ายเราพยายามให้มาเลเซียกดดันให้บีอาร์เอ็นฯ “ปีกทหาร” เข้าร่วมกระบวนการพูดคุยนับจากนี้ อันเป็นการส่ง “รหัสนัย” จาก นายดูลเลาะ แวมะนอ ถึง พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทย ให้เลิกกำหนดเวลาไว้ที่ 6 เดือนเพื่อขับเคลื่อนเวทีพูดคุยสันติสุขใช่หรือไม่
 
มีข้อสังเกตด้วยคือ การก่อเหตุของโจรใต้ หรือแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ต่อเป้าหมายเป็นไปแบบง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการก่อเหตุด้วยอาวุธปืน โดยประสงค์ต่อเหยื่อที่เป็นไทยพุทธ ทุกเส้นทางเป็นไปอย่าง “ปลอดโปร่ง” การเข้าไปจับ “ครูจ้อง” ฆ่าแล้วนำรถไปประกอบคาร์บอมบ์เป็นไปอย่างง่ายดาย แสดงให้เห็นว่า ณ ขณะนี้ทุกพื้นที่มีแนวร่วมทั้ง “8 หน่วยงานของบีอาร์เอ็นฯ” ปฏิบัติการเต็มพื้นที่ใช่หรือไม่
 
ข้อสังเกตต่อมาคือ ฐานปฏิบัติการระดับ “ฉก.สงขลา” ซึ่งถือเป็นฐานปฏิบัติการระดับจังหวัด ทำไมจึงถูกก่อวินาศกรรมอย่างง่ายดาย ทำไมจึงปล่อยให้คนร้ายนำคาร์บอมบ์ไปจอดหน้าฐานได้ง่ายๆ ทำไมระรัศมี 500 หรือ 1,000 เมตร หรืออาจจะรอบๆ ฐานจึงไม่มีกำลังตรวจตรา หรือลาดตระเวนเพื่อป้องกันอันตราย และบนเส้นทางดังกล่าวมีกล้องวงจรปิด หรือมีระบบรักษาความปลอดภัยอย่างไร เพราะถ้ามีการป้องกันตามยุทธวิธีแล้ว การที่จะเกิดคาร์บอมบ์หน้าหน่วยปฏิบัติการใหญ่ระดับจังหวัดไม่น่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ และเมื่อเกิดขึ้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
 
ข้อสังเกตอีกอย่างคือ “ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.)” ที่มีกำลัง อส.เป็นหลัก และ “ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน” ที่มี ชรบ.เป็นหลัก มักถูกโจมตี ถูกทำลาย ถูกปลดอาวุธ และถูกฆ่าด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การล็อกคอปลดอาวุธทีละคน อีกทั้งการแต่งกายเลียนแบบทหาร เข้าไปทำทีตรวจเยี่ยมก่อนยิงทิ้งและปลดอาวุธ นั่นเป็นยุทธวิธีที่เกิดขึ้น “ซ้ำซาก” ในเวลา 15 ปีที่ผ่านมา ทำไม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงไม่มีการสรุปบทเรียนที่เกิดขึ้นเพื่อ “ปิดจุดอ่อน” และให้กำลังพลเข้าใจถึง “ยุทธวิธีของบีอาร์เอ็นฯ” เพื่อป้องกันความสูญเสีย
 
หรือถ้าเห็นว่า ชคต.และ ชรบ.ตรงไหนที่ “เอาตัวไม่รอด” การมีไว้ให้เป็นเพียง “ผักเหนาะ” ของโจรใต้ หรือมีไว้เพื่อให้โจรใต้ปลดอาวุธเรื่อยๆ ถึงเวลาหรือยังที่ควรจะยุบทิ้งเสีย เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและส่งต่ออาวุธให้โจรใต้ หรืออาจจะแก้ง่ายๆ ด้วยการส่งทหารเข้าไปร่วมปฏิบัติการด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อที่จะเพิ่มความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นนั่นเอง
 
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงมีคำถามว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คิดผิดหรือไม่กับการที่เอา “กองกำลังท้องถิ่น” มาแทนที่กองกำลังหลักในการรักษาความสงบ ไม่ว่าจะเป็นการแทนทหารหรือตำรวจ เพราะนั่นเป็นการส่งคนไปตาย หรือเป็นการส่งอาวุธให้โจรใช่หรือไม่
 
สุดท้ายที่เป็นข้อพิจารณาคือ การพ่ายแพ้ซ้ำซาก การสูญเสียแบบไม่จบสิ้นศพแล้วศพเล่า ทั้งของประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐ นั่นเป็นเพราะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ไม่ได้กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนต่อกำลังรบในพื้นที่ใช่ไหมว่า “ศัตรู” ที่แท้จริงเป็นใคร จึงทำให้กำลังรบในพื้นที่ไม่รู้จักศัตรู หรือไม่มีการประเมินศัตรู ที่สำคัญไม่รู้จัก “การก่อการร้ายแบบจรยุทธ์” หรือแบบ “กองโจร” ใช่หรือไม่
 
และมีอีกประเด็นที่ต้องตั้งข้อสังเกตคือ ก่อนที่จะเกิดเหตุหน่วยงานที่ทำเรื่อง “การข่าว” ทั้ง “ศูนย์สันติวิธี” และ หน่วยอื่นๆ ใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต่างได้แจ้งเตือนกองกำลังในพื้นที่ให้ระวังป้องกันเหตุ เพราะได้รับข่าวสารถึงการเตรียมก่อเหตุของโจรใต้เป็นประจำ จึงมีข้อที่ชวนสงสัยคือ หลังรับแจ้งเตือนกำลังในพื้นที่ตั้งแต่ ฉก. ฐานปฏิบัติการ ชคต. ชรบ. และอื่นๆ รวมทั้งฝ่ายปกครองได้ให้ความสนใจกับ “ข่าว” ที่มีการแจ้งเตือนหรือไม่ แล้วได้มีการแจ้งให้กำลังพลในแต่ละหน่วยทราบหรือไม่ มีการวิเคราะห์ข่าวสารที่ได้รับหรือไม่ และสุดท้ายมีการต่อยอดกับงานการข่าวในพื้นที่หรือไม่ อย่างไร
 
ที่สำคัญมากคือ วันนี้ “งบประมาณ” ที่ใช้ในเรื่องของ “การข่าว” ในพื้นที่มีเพียงพอต่อการ “หาข่าว” หรือไม่ เพราะมักจะได้ยินเสียงบ่นจากหน่วยข่าวตลอดมาว่า “นาย” ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการข่าว และมีการ “เบียดบังงบการข่าว” ไปเข้าพกเข้าห่อตนเองมาโดยตลอด
 
ข้อเขียนเพื่อ “จุดคบไฟใต้” ชิ้นนี้ไม่ได้ต้องการที่จะ “ตำหนิ” ใครหรือผู้ใด ผู้เขียนอยู่ในพื้นที่และเห็นถึงความจริงจังของแม่ทัพนายกองที่ทำหน้าที่อย่างแข็งขัน เกาะติดสถานการณ์ กินและนอนกับลูกน้อง ลงพื้นที่เกิดเหตุอย่างเกาะติด แต่เมื่อสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น และมีทีท่าว่าอาจจะรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ก็ต้องมีการ “วิเคราะห์” สถานการณ์ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่า มีสาเหตุมาจากความผิดพลาด หรือมีจุดอ่อนของช่องว่างตรงไหน เพื่อที่จะได้แก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น และที่สำคัญคือ ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าวันนี้ผู้ก่อการร้ายคือ “ขบวนการแบ่งแยกดินแดน” ที่มีชื่อเรียกขานกัน “บีอาร์เอ็นฯ” ทุกปัจจัยของการดับไฟใต้จึงคือ การหยุดปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นในพื้นที่ให้สำเร็จ
 
ดังนั้น ตราบใดที่ “ข้างบน” ยังไม่ยอมรับว่ากำลังรบกับบีอาร์เอ็นฯ และ “ข้างล่าง” ยังไม่รู้ว่ารบกับใคร ดังนั้น ไม่ว่าใครจะเป็น “ผบ.ทบ.” ไฟใต้ก็ยังจะต้องโชนแสงต่อไป เพราะเรากำลังรบกับศัตรูแบบ “ไม่รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง จึงแพ้ร้อยครั้ง” อย่างที่กำลังเป็นอยู่และกำลังเป็นไปในขณะนี้
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...