xs
xsm
sm
md
lg

นักวิชาการแนะรัฐบาลอ่านรายงานเขื่อนฯ ของ WCD ทางออกความขัดแย้งในการสร้างเขื่อน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

ภาพจากเฟซบุ๊ก Chainarong Setthachua
 
ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - “ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ” นักวิชาการสายเลือดใต้แนะรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอ่าน “รายงานเขื่อนและการพัฒนา กรอบคิดใหม่ในการตัดสินใจ” ของคณะกรรมการเขื่อนโลก ทางออกวังวนความขัดแย้งของการสร้างเขื่อน
 
วันนี้ (8 ม.ค.) ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นักวิชาการที่มีพื้นเพเป็นคนปักษ์ใต้ และติดตามความเคลื่อนไหวกรณีการแย่งชิงทรัพยากรในภาคใต้อย่างใกล้ชิด ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อว่า “Chainarong Setthachua” ในเรื่อง ทำไมต้องหยุดการสร้างเขื่อน และทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้ง โดยมีใจความดังนี้
 
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ได้เกิดปัญหาความขัดแย้งในการสร้างเขื่อนทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนาที่รับแนวคิดการพัฒนามาจากอเมริกา การประท้วง การปราบปราม การลอบสังหาร และการจับกุมผู้ประท้วงการสร้างเขื่อนเกิดขึ้นแทบทุกมุมโลก
 
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้เป็นปัญหาสากล และทำให้เกิดการเรียกร้องให้ทบทวนความคิดในการสร้างเขื่อนตามมา
 
ต่อมา เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 คณะกรรมการเขื่อนโลก (The World Commission on Dams) หรือเรียกสั้นๆ ว่า WCD ก็ได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยการสนับสนุนของธนาคารโลก (World Bank) องค์กรที่สนับสนุนเงินทุนในการสร้างเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดของโลก และสหพันธ์เพื่อการอนุรักษ์สากล (The World Conservation Union-IUCN) โดยที่คณะกรรมาธิการนี้เป็นองค์กรอิสระไม่ขึ้นกับองค์กรที่สนับสนุนการก่อตั้งทั้งสององค์กร
 
คณะกรรมาธิการใช้เวลา 2 ปี ในการศึกษาทบทวนประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนโดยศึกษาเขื่อนใน 79 ประเทศทั่วโลก มีกระบวนการศึกษาคือ การศึกษา 10 เขื่อน/ลุ่มน้ำ ที่เลือกจากทั่วโลกเพื่อเป็นเขื่อน/ลุ่มน้ำหลักในการศึกษา (focal dam/river basin study) การสำรวจข้อมูลเขื่อน 125 แห่งทั่วโลก (cross-check survey) การเปิดให้มีการส่งบทความและรายงานต่าง ๆ (submission)
 
ในปี 2543 คณะกรรมการเขื่อนโลกก็ได้สรุปผลการศึกษาออกมาเป็นรายงานที่ชื่อว่า “Dam and Development : A New Framework for Decision-making” หรือ “รายงานเขื่อนและการพัฒนา กรอบคิดใหม่ในการตัดสินใจ” โดยคณะกรรมการเขื่อนโลกได้แถลงและเปิดตัวรายงานเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2543 ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยมีนายเนลสัน แมนเดลา ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เป็นประธานการเปิดตัวรายงานและแถลงผลการศึกษา
 
รายงานฉบับนี้ได้ระบุผลการศึกษาว่า การสร้างเขื่อนเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการชลประทาน พบว่าเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จ กล่าวคือ มีเขื่อนจำนวนน้อยมากที่สามารถบรรลุเป้าหมายที่จะตอบสนองด้านการชลประทานได้ สำหรับการป้องกันน้ำท่วม การสร้างเขื่อนในหลายกรณียิ่งกลับทำให้เกิดปัญหาถูกน้ำท่วมมากยิ่งขึ้น
 
รายงานของคณะกรรมการเขื่อนโลกชี้ว่า การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นั้นไม่ได้บรรลุผลประโยชน์ ในขณะเดียวกันก็ต้องใช้งบมาก และใช้เวลาในการก่อสร้างเกิน จนกระทั่งไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
 
คณะกรรมการเขื่อนโลกยังชี้ให้เห็นว่า มีเทคโนโลยีที่ดีกว่าการสร้างเขื่อนและได้ประโยชน์มากกว่าการสร้างเขื่อน
 
ขณะในที่ในด้านผลกระทบ รายงานนี้ ระบุว่า การสร้างเขื่อนมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการแก้ไขปัญหาผลกระทบนั้นไม่ได้ผล ยิ่งไปกว่านั้น อ่างเก็บน้ำ ยังทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse gas) ที่เป็นสาเหตุของการทำให้โลกร้อนขึ้น
 
ในมิติทางสังคม รายงานระบุว่า คนจนต้องแบกรับภาระผลกระทบจากการสร้างเขื่อน โดยที่ทั่วโลกมีประชาชนระหว่าง 40-80 ล้านคนที่ต้องถูกอพยพจากการสร้างเขื่อน
 
ในส่วนของข้อเสนอ คณะกรรมการเขื่อนโลกได้เสนอว่า จะต้องมีการประเมินความต้องการอย่างรอบด้านของเขื่อน
 
สำหรับการสร้างเขื่อนใหม่ในอนาคต จำเป็นต้องจัดการในเรื่องความต้องการ (demand side management) ทั้งด้านพลังงานน้ำ ไฟฟ้า และที่สำคัญต้องใช้ประโยชน์จากเขื่อนที่มีอยู่แล้วให้มากที่สุดก่อนที่คิดจะสร้างเขื่อนใหม่
 
ตอนสุดท้ายของรายงานได้เสนอว่า จะสร้างเขื่อนไม่ได้หากว่าไม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนนั้น โดยเฉพาะคนพื้นถิ่น และกลุ่มชาติพันธุ์ และจะต้องคิดเรื่องพลังงานทางเลือก และจัดการทบทวนประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับเขื่อนที่มีอยู่แล้ว
 
สำหรับเขื่อนที่สร้างไปแล้ว คณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอว่า หากเป็นไปได้ เขื่อนใดที่มีการประเมินแล้วว่าสร้างความเสียหาย ก็ให้ยกเลิกการใช้เขื่อนนั้น (dam decommissioning)
 
รายงานยังเสนอให้แก้ไขผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมกับเขื่อนที่สร้างไปแล้ว โดยการสร้างกลไกเพื่อที่จะจัดการชดเชยทางสังคม (reparation) ให้กับผู้ที่ต้องประสบเคราะห์กรรมจากเขื่อน และการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ที่เสียหายจากการสร้างเขื่อน
 
ในกรณีของประเทศไทย คณะกรรมาธิการเขื่อนโลกได้ศึกษาเขื่อนปากมูล เป็น 1 ใน 10 เขื่อน/ลุ่มน้ำทั่วโลกที่มีการศึกษาอย่างละเอียดด้วย ซึ่งผมได้แปลสรุปรายงานกรณีปากมูลและเคยนำมาเผยแพร่เป็นหนังสือเล็กๆ ชื่อว่า ภัยพิบัติเขื่อนปากมูลไว้แล้ว
 
นอกจากนั้น เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายนปี 2543 ตัวแทนคณะกรรมาธิการและกองเลขาธิการก็ได้จัดแถลงผลการศึกษาที่กรุงเทพฯ ด้วย โดยมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนและการจัดการน้ำ นักวิชาการ ภาคประชาสังคม เข้าร่วมรับฟังกัน และคาดหวังกันว่ารัฐไทยจะนำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับปรุงนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับปัญหาเขื่อน
 
แต่น่าเสียใจที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เหลียวแลรายงานฉบับนี้แม้แต่น้อย
 
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐไทยยังละเลยปัญหาเขื่อนที่สร้างไปแล้ว และเดินหน้าสร้างเขื่อนแห่งใหม่ไม่หยุดหย่อน
 
ปัญหาเขื่อนในประเทศไทยจึงเป็นปัญหาที่กลับมาปะทุเป็นระยะๆ เช่น การประท้วงของชาวปากมูลให้เปิดประตูเขื่อนถาวร การประท้วงการสร้างเขื่อนในแผนการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน ล่าสุดคือ การประกาศเดินทางเข้ามาชุมนุมหน้าทำเนียบเพื่อประท้วงการสร้างเขื่อนหลายแห่งในภาคใต้
 
ขณะที่ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน การเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐที่ต้องการสร้างเขื่อนกับชาวบ้านก็พร้อมจะปะทุตลอดเวลา
 
ผมเชื่อว่า ถ้ารัฐไทยไม่ละเลยรายงานนี้ หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานที่อยากสร้างเขื่อนก็คงไม่ดันทุรัง รัฐบาลทุกรัฐบาลก็คงไม่สมาทานเขื่อนและโปรยเขื่อนทั่วฟ้า ขณะที่สังคมไทยจะพัฒนาไปอีกไกล ไม่ต้องอยู่ในวังวนของความขัดแย้งเกี่ยวกับเขื่อนเหมือนอย่างที่เกิดอยู่ในขณะนี้
 
หมายเหตุ : ผู้เขียนได้ร่วมกระบวนการของ WCD ทั้งการนำเสนอบทความในการประชุมรับฟังความคิดเห็นที่กรุงฮานอย การประสานงานในการศึกษากรณีเขื่อนปากมูล ที่เป็น 1 ใน 10 กรณีศึกษาทั่วโลก การไปร่วมประชุมกับ WCD ที่กรุงไนโรบี การเข้าร่วมงานเปิดตัวรายงานฉบับสมบูรณ์ที่กรุงลอนดอน และการเข้ารับฟังการแถลงผลการศึกษาของ WCD ที่กรุงเทพฯ
 
Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...