xs
xsm
sm
md
lg

แพ้-ชนะบนแผ่นดินไฟใต้อยู่ที่ “ยุทธวิธี” ไม่ใช่ “ค้ากำไรจากสงครามประชาชน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
ภาพที่ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 ผูกเปลสนามนอนกับลูกน้องในฐานปฏิบัติการที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เป็นภาพที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก โดยเฉพาะในห้วงเวลาหลายปีที่ความรุนแรงในท่ามกลางความไม่สงบเกิดขึ้นในพื้นที่  4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อันประกอบด้วย ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา
 
อันเป็นการ “สื่อ” ให้เห็นว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ท่านนี้มีความตั้งใจจริง และมีความมุ่งมั่นกับการที่จะสร้าง “ความสงบสุข” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้
 
แม่ว่าภาพการผูกเปลสนามนอนในพื้นที่ไฟใต้นั้น อาจจะไม่ทำให้เหตุการณ์ความรุนแรงหยุดอย่างทันทีทันใด แต่ภาพดังกล่าวก็ต้องนับเป็นสัญลักษณ์เชิง “บวก” ที่สร้างความอบอุ่นใจให้แก่ชาวบ้าน ซึ่งเห็นผู้นำฝ่ายความมั่นคงหมายเลข 1 ในพื้นที่ออกมาสัมผัสกับสถานการณ์ที่แท้จริง ได้เห็นและได้คลุกคลีกับการปฏิบัติหน้าที่ของลูกน้อง
 
รวมทั้งอาจจะเป็นการสร้างความมั่นใจให้แ “ลูกน้อง” ผู้ปฏิบัติตามคำสั่ง โดยที่ผ่านๆ มาอาจจะไม่เคยพบเห็น “แม่ทัพ ลงพื้นที่แบบ “เข้าถึง สถานการณ์จริงๆ  แบบนี้มาก่อน โดยเฉพาะการลงพื้นที่แล้วนอนในฐานอย่างที่เห็น ซึ่งอาจจะทำให้นับแต่นี้ลูกน้องจะเอาจริงกับการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น  เพราะที่ผ่านมา มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดว่า เจ้าหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่แบบขาดจิตวิญญาณ หรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามหน้าที่เท่านั้น
 
จนเป็นเหตุให้ทั้ง “โจรใต้” ก็ไม่กลัว “ประชาชน” ก็ไม่รัก สุดท้ายมีกองกำลังเต็มพื้นที่ แต่ไม่สามารถป้องกันเหตุได้ ไม่สามารถสร้างความอุ่นใจให้แก่ทุกฝ่ายเกิดขึ้นได้
 
จึงหวังว่า “ภาพ” ของการลงพื้นที่แล้วผูกเปลสนามนอนในฐานกับลูกน้องของท่านแม่ทัพในลักษณะนี้จะเกิดขึ้นในอีกหลายพื้นที่ เพื่อที่จะได้สัมผัสกับข้อเท็จจริง สัมผัสกับลูกน้อง และสัมผัสประชาชนในพื้นที่ ทำให้เป็นภาพที่ต่อเนื่องเพื่อสร้าง “ความเชื่อมั่น” ทั้งกับประชาชนและกับกำลังพลไปพร้อมๆ กัน
 
เพราะโดยข้อเท็จจริงถ้ากำลังพลในพื้นที่ “ใส่ใจ กับการแก้ปัญหา มีการวางแผนในการรักษาความสงบ มีงานการข่าวในพื้นที่ที่ดี มีมวลชนในพื้นที่ไว้วางใจ และมีการวิเคราะห์สถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การป้องกันเหตุก็น่าจะไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้แน่นอน
 
อย่างไรก็ตาม จะสังเกตว่า ปฏิบัติการของ “โจรใต้” หรือ “แนวร่วม” ขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่เวลานี้นำโดย “บีอาร์เอ็นฯ” จะมี “วงรอบ” และ “วงจร” ที่ปฏิบัติแบบซ้ำๆ ไม่ได้มีรูปแบบใหม่ๆ ปรากฏให้เห็นแต่อย่างใด และห้วงเวลาในการปฏิบัติการก็เป็นห้วงเวลาที่เคยเกิดขึ้นแล้วนั่นเอง
 
อย่างการยึดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ที่บ้านกาหนั๊วะ หมู่ที่ 5 ต.กาลิซา อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เพื่อถล่มชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) เป็นแผนการเดียวกับที่โจรใต้เคยยึดโรงพยาบาลเจาะไอร้อง แล้วใช้เป็นที่มั่นในการถล่มกองร้อยทหารพรานที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม
 
ซึ่งการตั้งฐานปฏิบัติการที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หรือบ้านเรือนประชาชนนั้น ถือเป็น “จุดอ่อน” อย่างหนึ่งที่ฝ่ายเรามัก “ไม่ใส่ใจ” แก้ไขเรื่องของความสูญเสียแบบซ้ำซากมาแล้ว อาจเพราะไม่มีการถอดบทเรียนเพื่อใช้ประโยชน์สำหรับการป้องกันมิให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย
 
อย่างไรก็ดี วันนี้ปฏิบัติการของโจรใต้โดยการสั่งการของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ก็ผิดแผกจากในอดีตแล้วเช่นกัน เนื่องจากมวลชนส่วนใหญ่ที่แม้กระทั่งที่เป็นสมาชิกของบีอาร์เอ็นฯ เองก็ไม่เห็นด้วยกับการก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะและเป็นเรื่องส่วนรวม เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล  รวมทั้งสาธารณูปโภคต่างๆ  เช่น การระเบิดเสาไฟฟ้าทำให้ไฟดับ หรือระเบิดเส้นทางจนทำให้เดินรถไฟไม่ได้ เพราะนั่นล้วนเป็นผลกระทบที่เกิดกับประชาชนที่เป็นมวลชนของบีอาร์เอ็นฯ เองด้วย
 
ดังนั้น แม้ว่าการลอบวางระเบิด “รูปปั้นนางเงือก” ที่แหลมสมิหลา เขตเทศบาลนครสงขลา อ.เมือง จ.สงขลา และลอบวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูงที่ อ.ควนเนียง และ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ในคราวเดียวกัน รวมถึงในพื้นที่ต่างๆ เช่น ที่ จ.นราธิวาส รวมทั้งการยึดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพเพื่อใช้เป็นที่มั่นในการโจมตีชุด  ชคต.กาลิซา ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ จึงทำได้เพียงแสดงให้เห็น “ศักยภาพ” ว่ายังมีความสามารถในการก่อเหตุได้เท่านั้น ซึ่งการก่อเหตุแบบดังกล่าวกลับไม่สามารถได้เสียงสนับสนุนจากมวลชนเท่าที่ควรอีกต่อไป
 
หรือเรียกว่าปฏิบัติการด้วยความรุนแรงในห้วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ของโจรใต้ ภายใต้การสั่งการของบีอาร์เอ็นฯ ในครั้งนี้ สิ่งที่ได้คือในเฉพาะ “งานการทหาร” แต่กลับไม่ได้ใน “งานการเมือง ซึ่งบีอาร์เอ็นฯ เองคงจะ “สำเหนียก” ได้ถึงการไม่เห็นด้วยของ “มวลชน” ดังนั้น การเตรียมรุกเข้าพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อก่อการร้ายจึงไม่เกิดขึ้น
 
เพียงแต่น่าเสียดายที่ฝ่ายเรามัวสาละวนอยู่กับเรื่องอื่นๆ จนไม่ได้หยิบเอา “จุดอ่อน ของบีอาร์เอ็นฯ มาขยายผลต่อเนื่องเพื่อให้เป็นประโยชน์กับการดับไฟใต้ และเมื่อเป็นเช่นนี้เป้าหมายของบีอาร์เอ็นฯ จึงจะย้อนกลับมาที่เป้าหมายเดิมๆ นั่นคือ การวางระเบิดแสวงเครื่อง และการโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเป็นด้านหลัก เพราะมวลชนของบีอาร์เอ็นฯ ยังพร้อมสนับสนุนให้ปฏิบัติการกับเจ้าหน้าที่และสถานที่ราชการได้อย่างต่อเนื่อง
 
ดังนั้น หน่วยงานความมั่นคงจึงต้องมีความพร้อม ต้องปรับแผนในการป้องกัน “เป้าหมายอ่อนแอ” ทั้งฐานที่ตั้งและตัวบุคคล เช่น ชุด ชคต.ป้อมยาม สถานที่เข้าเวรของ ชรบ. อีกทั้งต้องติวเข้มในเรื่องยุทธวิธีให้แก่เป้าหมายอ่อนแอที่เป็น “พลเรือน” ที่ไม่ใคร่ใส่ใจในเรื่องของยุทธวิธี ทั้งในระหว่างการเดินทางและเวลาอยู่ในฐานปฏิบัติการ เพื่อป้องกันความสูญเสียและป้องกันการ “ส่งอาวุธ” ให้แก่บีอาร์เอ็นฯ
 
มีประเด็นสำคัญที่โจรใต้ใช้ในการส่งสัญญาณเพื่อโจมตี ชคต.กาลิซา นั่นคือ การใช้เสียง “อาซาน” เป็นสัญญาณการโจมตี ซึ่งนั่นเท่ากับใช้ “ศาสนา” เป็นเครื่องมือ ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะต้องประณามโดยผู้นำศาสนา และควรต้องประณามกันตั้งแต่ผู้นำศาสนาจากระดับสูงจนถึงในพื้นที่ เรื่องนี้ควรให้การใส่ใจและออกมาแสดงความชัดเจน เพื่อให้ประชาชนจะได้เห็นถึง “ความผิดบาป” ของบีอาร์เอ็นฯ
 
สถานการณ์ ณ วันนี้ผู้นำศาสนาน่าจะได้เวลาแห่งการแสดงออกถึงความชัดเจนและความกล้าหาญในการ “ชี้ถูก” และ “ชี้ผิด” ให้ประชาชนได้รับรู้ และถึงเวลาที่จะต้อง “ เลือกข้าง” ได้แล้ว
 
สรุปคือ การโจมตีของบีอาร์เอ็นฯ ในห้วงเวลาส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ที่เพิ่งผ่านมา อาจจะมาจากเงื่อนไขของ “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” ที่มีข่าวกระเส็นกระสายว่า “บิ๊กทหาร ที่ทำหน้าที่นำฝ่ายรัฐไทยพยายาม “บีบ” ให้การพูดคุยมีผลภายใน 6 เดือน จึงทำให้บีอาร์เอ็นฯ ปฏิบัติการก่อเหตุในพื้นที่ 4 จังหวัดเพื่อส่งสัญญาณของการ “ปฏิเสธ” เรื่องดังกล่าว
 
แต่โดยข้อเท็จจริงการปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นไปตามวงรอบปกติของบีอาร์เอ็นฯ ที่มีการเตรียมการล่วงหน้า มีการวางแผนไว้อย่างเป็นระบบ เพื่อก่อการร้ายในห้วงส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ อันถือเป็นวงรอบปกติที่ต้องมีการเกิดถ้าฝ่ายเราป้องกันไม่ได้
 
ครั้งนี้จึงต้องยอมรับความจริงว่า เราป้องกันไม่ได้ทั้งที่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องมีเหตุร้ายเกิดขึ้นในห้วงเวลาส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือ ต้องกลับไปวิเคราะห์ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นว่า สาเหตุที่หน่วยงานความมั่นคงป้องกันเหตุไม่ได้ ทั้งที่รู้ล่วงหน้ามาก่อนแล้วนั้น ที่เป็นเช่นนี้มาจากสาเหตุอะไร
 
แน่นอนเรื่องของ “การข่าว เป็นเรื่องแรก เพราะการที่ “ไม่รู้เขา เป็นเพราะเราไม่มีการข่าวที่ชัดเจน จึงต้องมีการ “สแกนหาจุดอ่อนของพื้นที่” อย่างเช่นในพื้นที่ จ.นราธิวาส. โดยเฉพาะ อ.ระแงะ ซึ่งมีเหตุมากกว่าทุกพื้นที่ว่ามี “ความบกพร่อง ตรงไหน ทำไม “งานการเมือง หรืองานการสร้างมวลชนจึงยังไม่ได้ผล ทั้งที่มีความพยายามอย่างเต็มที่ปรากฏให้เห็นมาแล้วก็ตาม
 
วันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้อง “ติวเข้ม” กองกำลังในแต่ละพื้นที่ว่ามีความพร้อมแค่ไหน มีการปฏิบัติการของ “งานการทหาร” และ “งานการเมือง อย่างไร อย่าลืมว่าเหตุเกิดที่หมู่บ้าน อันเป็นไปตามหลักการชัยชนะจะต้องเกิดจากหมู่บ้านเช่นกัน
 
ท้ายสุดคือ การที่คนในพื้นที่เห็น พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงค์ ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างเกาะติด และ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสด์ แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ลงไปขลุกกับกองกำลังอยู่ในฐานปฏิบัติการกลางป่า สิ่งนี้น่าจะทำให้เกิด “ความเปลี่ยนแปลงในทางดีขึ้น” ของกำลังพลในพื้นที่ และยังเป็นการสร้าง “ความเชื่อมั่น” และ “ความอุ่นใจ” ให้แก่ประชาชน อีกทั้งอาจจะส่งผลให้เสรีภาพในการก่อการร้ายของโจรใต้ยุ่งยากมากขึ้นตามไปด้วย
 
เนื่องเพราะสิ่งที่เป็นความหวังของการดับไฟใต้ ณ วันนี้อยู่ที่ “ผบ.ทบ.” กับ “แม่ทัพภาคที่ 4” เป็นหลัก โดยเฉพาะ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสด์ แม่ทัพภาคที่ 4 จะต้องปฏิบัติการให้คนในพื้นที่เห็นว่า  แพ้-ชนะ ระหว่างเจ้าหน้าที่กับโจรใต้เป็นเรื่องของ “ยุทธวิธี” ไม่ใช่เรื่องของการ “ค้ากำไรจากสงครามประชาชน”
  


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...