xs
xsm
sm
md
lg

“ปลุกพลังมวลชน” นำคนแก้ปัญหาครัวเรือน สร้าง “สภาชุมชนฯ” ให้เข้มแข็ง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์...“คนทุกข์ลุกสร้างสุข : สมัชชาประชาชนภาคใต้”
โดย...สุวัฒน์  คงแป้น
 

 
สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ตั้งแต่ปี 2552 เพื่อให้กลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ ในตำบล ได้มีเวทีในการนำปัญหาต่างๆ ของตนเองมาพูดคุย และหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน
 
ดรณ์ พุ่มมาลี ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เล่าให้ฟังว่า ตอนตั้งสภาฯ ใหม่ๆ ก็ทำอะไรไม่ถูก เพราะเป็นของใหม่ พยายามหาความรู้เพิ่มเติม อ่านกฎหมายบ้าง ใครมีประชุมสัมมนาที่ไหนก็ไป จะได้นำความรู้ประสบการณ์มาพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบล แต่ก็ไปไม่ถึงไหน รู้กฎหมายอย่างเดียวก็ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น
 

 
“ผมมาจับใจความตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ที่ว่า ชุมชนอ่อนแอเพราะการพัฒนาของรัฐที่ผ่านมา ดังนั้น ถ้าจะทำให้สภาฯ เข้มแข็ง ต้องทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง ชุมชนจึงจะลุกขึ้นมามีบทบาทในการกำหนดอนาคตของตนเองได้ เมื่อเป็นดังนี้จึงให้ความสำคัญต่อพื้นที่ หันมาชวนชาวบ้านทำงานตามปัญหาที่เขาประสบอยู่”
 
ดรณ์ พุ่มมาลี เล่าต่ออีกว่า
 
“งานแรกที่ทำคือ บ้านผมชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนตัดยางหวะ และรับจ้างทั่วไป เป็นหนี้นอกระบบกันมาก เป็นทุกข์หนักของคนที่นี่ บางคนถูกทวงหนี้ต้องหนีไปซ่อนตัวอยู่ในสวนยาง ก็ชวนพวกเขามาพูดคุยให้เข้าใจปัญหาและหาทางออกร่วมกัน มีการของบประมาณจากภายนอกมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งก็ทำได้ระดับหนึ่ง แต่ที่เราได้คือ ได้ใจคน ได้ใจชาวบ้านที่เป็นหนี้ ซึ่งชั่วนาตาปีไม่มีใครหันมาดูแล ผมชวนแกนนำเหล่านี้มาคุยหาทางออกและเห็นร่วมกันว่า สิ่งสำคัญกว่าการเป็นหนี้นอกระบบคือ การป้องกันไม่ให้เป็นหนี้ซ้ำอีก เราต้องหันมาจัดการกับตัวเอง หางานทำ ใช้ทุนที่มีอยู่ในตำบลมาสร้างสรรค์เป็นงาน โดยเอาปัญหาเป็นตัวตั้ง”
  

 
“เดิมตัดยางหวะ หรือไม่ก็รับจ้างทั่วไป และไม่ทำอย่างอื่นอีกเลย ข้าว กับข้าว ยาต้องซื้อทุกอย่าง ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เราสร้างมันขึ้นมาได้ เราจึงใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนตำบลพูดคุยกันทุก 15 วัน แก้ปัญหาข้าวก็ตั้งธนาคารข้าว รับซื้อข้าว และบางรายก็ปลูกข้าวมาขายให้สมาชิกในราคาต่ำเพียงกิโลกรัมละ 18 บาท เรื่องกับข้าวก็มีหลายกิจกรรมที่ชวนชาวบ้านทำ เช่น ทำริมถนนในหมู่บ้านให้เป็น ‘ริมถนนกินได้’ สร้างอาหารและสิ่งแวดล้อมที่ดี ทุกบ้านต้องปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหารตามโครงการ ‘ธนาคารอาหารข้างบ้าน’ เป็นต้น”
 
ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เล่าอีกว่า ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นคนจน ไม่มีหลักทรัพย์ที่จะไปค้ำประกันเงินกู้ที่ไหน ก็ต้องมีแหล่งเงินเป็นของตนเอง ตอนนี้เรามีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลช่วยดูแลยามเจ็บไข้ได้ป่วย ตั้งกองทุนหยิบยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย ให้สมาชิกยืมไปใช้ในสิ่งที่จำเป็น และยังมีธนาคารเครือข่าย ซึ่งทุกคนช่วยกันออมคนละ 10-20 บาท เพื่อมีเงินให้ทุกคนได้หยิบยืมไปใช้
 
“ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมในชุมชน สภาฯ ของเราก็ให้ความสำคัญ นอกจากทำเรื่องถนนกินได้แล้ว ยังมีการตั้งธนาคารขยะ โดยเทศบาลตำบลคลองใหญ่สนับสนุนแปรสิ่งเหลือใช้มาเป็นเงินทุนของชุมชนและของครัวเรือน ซึ่งทุกกิจกรรมที่เล่ามา มุ่งแก้ปัญหาของเราเอง เราช่วยตัวเราเองก่อน ทุกกลุ่มที่ส่งเสริมให้เกิดขึ้นจะมีแกนนำไปแนะนำและพัฒนาให้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ” 
 

 
จุดสำคัญของสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ เท่าที่รับฟัง และไปดูมาด้วยตัวเองก็คือ การให้ความสำคัญกับคนฐานล่าง สภาฯ จะเข้มแข็งไม่ได้หากกลุ่มองค์กรฐานล่างไม่เข้มแข็ง และพี่น้องประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม พี่น้องไม่มีความรู้สึกว่าสภาฯ ช่วยอะไรเขาได้ ดังนั้น สภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่จึงมุ่งจับไปที่ประเด็นที่ชาวบ้านมีปัญหา นำปัญหานั้นมาพูดคุยหาทางออกและทำร่วมกัน ซึ่งทุกคนก็เห็นและได้รับผลเป็นประจักษ์
 
นอกจากนี้ ยังได้เห็นเทคนิคการทำงานอีกหลายอย่าง เช่น การประชุมกันทุก 15 วัน มีงาน มีเรื่องราวใหม่ๆ มาพูดคุยกันตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนาแกนนำ โดยค้นหาคนเก่งเอาการเอางานจากแต่ละกลุ่ม แต่ละหมู่บ้าน มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการทำงานที่แต่ละคนถนัด ที่น่าสนใจก็คือ ส่งเสริมให้แต่ละคนไปจัดตั้งกลุ่มใหม่ตามความคิดและตนเองถนัด จนเกิดเป็นกลุ่มต่างๆ ขึ้นมาอีกมากมาย เช่น กลุ่มปศุสัตว์ที่ร่วมกันเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ที่บ้าน ตอนนี้มีสมาชิกร้อยกว่าครอบครัว กลุ่มวิสาหกิจน้ำพริกของแม่บ้าน มีทั้งน้ำพริกทำมัง น้ำพริกเผา กลุ่มขนมพื้นบ้าน ทำยาหนม (กะละแม) กลุ่มนาอินทรีย์ของกลุ่มคนตัดยางหวะ กลุ่มปลูกผักสีเขียว ซึ่งทุกกลุ่มได้จดแจ้งเป็นสมาชิกสภาองค์กรชุมชนตำบลคลองใหญ่ ทุก 15 วัน มาประชุมสภาฯ เอาปัญหา ข้อคิด ความสำเร็จ และแนวทางพัฒนาต่างๆ มาแลกเปลี่ยนกัน
 

 
เบญจมณ ไพรพฤกษ์ หรือก๊ะเอียด เล่าว่า ตนแยกมาตั้งกลุ่มเลี้ยงสัตว์ เช่น เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ และเลี้ยงวัวในสวนยาง พวกเราส่วนใหญ่ทำสวนยาง ปัญหายางพารามีมาก เราก็ร่วมกับเครือข่ายชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ เพื่อผลักดันแก้ไขกฎหมาย ทำข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่ที่บ้านเราก็ต้องทำ ชาวสวนยางทุกคนต้องกลับบ้าน ทำสวนยางยั่งยืน ในสวนยางต้องมีไม้ยืนต้น มีผัก มีพืชสมุนไพร เลี้ยงสัตว์ ดังนั้น ในสวนยางต้องปลอดสารเคมี สร้างแหล่งอาหารที่มั่นคงให้เรา
 
“สวนยางยั่งยืนเป็นการทำสวนยางแนวใหม่ เช่น ถ้ามีอยู่ 7 ไร่ ปีแรกจะโค่นยาง 1 ไร่ เพื่อปลูกพืชต่างๆ ทำแปลงเกษตรยั่งยืนสร้างรายได้ ปีที่สองก็โค่นอีกหนึ่งไร่ ส่วนหนึ่งไร่แรกที่โค่นพอถึงปีที่สองก็จะปลูกยางใหม่ทดแทน เป็นอย่างนี้เรื่อยๆ เมื่อครบ 7 ปี ยางใหม่ก็กรีดได้ เป็นการทำยางที่ผสมผสานกับการทำเกษตรกรรมยั่งยืน” 
 
ก๊ะเอียด เล่าอีกว่า อีกแนวทางหนึ่งที่สภาฯ ของเรากำลังทำอยู่ก็คือ ‘อาหารเป็นยา’ คือเอาผักในสวน 93 ชนิด มาเป็นอาหาร มีการทำเมนูอาหารแนะนำให้คนรู้จัก เช่น แกงส้มดาหลา แกงปลาย่างใส่ระกำ แกงเลียงขี้เหล็กยอดย่านาง น้ำพริกทำมัง
 

 
นี่เป็นเรื่องราวเพียงบางส่วนของการพัฒนาสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้ เป็นการทำให้คนรู้จักฐานทรัพยากรและภูมิปัญญาของตนเอง เป็นการพัฒนาจากจุดเริ่มต้นที่สร้างฐานรากให้เข้มแข็ง จนปัจจุบันปัญหาปากท้อง ปัญหาหนี้สินถูกแก้ไขได้อย่างน่าพอใจ และกำลังก้าวไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า ด้วยแนวทางสวนยางยั่งยืน ที่มีทั้งรายได้ ความมั่นคงทางอาหาร และความสามัคคีของคนในตำบล 
 
ดังนั้น เป้าหมายของการสร้างสภาองค์กรชุมชนตำบลให้เข้มแข็ง มิใช่การที่สภาองค์กรชุมชนตำบลทำแผนพัฒนาเป็น จริงอยู่การทำแผนพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ สภาฯ ต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนฐานล่าง หนุนเสริมให้เกิดการระเบิดจากภายในชุมชน เพื่อเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตตนเอง 
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...