xs
xsm
sm
md
lg

เตือนปีใหม่ให้ระวัง “จยย.บอมบ์” ฝาก “บิ๊กเมา” ชงสงขลาเป็นเซฟตี้โซนขึ้นโต๊ะเจรจาสันติสุข

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์ : จุดคบไฟใต้  /  โดย...ไชยยงค์ มณีพิลึก
 

 
ผ่านไปแล้วกว่า 2 เดือนกับตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 สำหรับ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ซึ่ง 2 เดือนกว่าบนตำแหน่ง “ผู้จัดการ” ในการ “ดับไฟใต้” เป็นไปด้วยความแข็งขัน กระตือรือร้น ทั้งในเรื่องของ “นโยบาย” และ “การขันนอต” กำลังพลในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อการลดความรุนแรง และสร้างมวลชนให้เป็นฝ่ายรัฐอย่างเต็มที่
 
กว่า 2 เดือนที่ผ่านมา งานด้าน “การแก้ปัญหายาเสพติด”  ซึ่งเป็นความตั้งใจของ พล.ท.พรศักดิ์ มีมรรคผล มีความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ ทั้งในด้านการจับกุม ซึ่งสามารถจับผู้ค้ารายใหญ่และรายย่อย โดยเฉพาะ “ผู้เดินยา” ในพื้นที่ที่เปรียบเหมือน “ร้านสะดวกซื้อ” ที่เปิดขาย 24 ชั่วโมงอย่างได้ผลเป็นที่น่าพอใจ และมีการนำกลุ่ม “ผู้เสพ” เข้าสู่กระบวนการบำบัด จนสามารถลดจำนวน “ผู้ป่วย” ในพื้นที่ได้จำนวนหนึ่ง
 
เรื่องนี้มีเสียงตอบรับจากคนในพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่ลูก-หลาน-ผัว-เมีย ฯลฯ ได้ตกเป็นทาสยาเสพติดเป็นอย่างดี และมีความพอใจเป็นอย่างมากจากกลุ่มสุจริตชนที่ได้รับความเดือดร้อนไปด้วย ไม่ว่าจากการถูกลักทรัพย์หรือกระทบด้านอื่นๆ จากพวกติดยาเสพติด ซึ่งเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย รวมทั้งให้ความร่วมมือในระดับที่น่าพอใจกับการที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ดำเนินการแก้ปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังครั้งนี้
 
ต้องถือว่า แม่ทัพภาคที่ 4 “สอบผ่าน” ในเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งนอกจากจะเป็นการแก้ปัญหาที่เป็น “ภัยของชาติ” แล้ว ยังเป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่คนในพื้นที่ อันถือว่าเป็นงานที่ “ได้ใจมวลชน” และหากสามารถ “ต่อยอด” ไปสู่การแก้ปัญหาอื่นๆ ได้โดยที่ไม่มีการสะดุด ซึ่งอาจจะส่งผลให้ “ปฏิบัติการดับไฟใต้” ได้รับการตอบสนองจากมวลชนไปพื้นที่มากขึ้น
 
แต่ในเรื่องความรุนแรงจากฝีมือของ “แนวร่วม” ทุกระดับของ “ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ”  ในพื้นที่กลับยังไม่ลดลง ยังมีการก่อเหตุด้วยความรุนแรงยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะไม่เป็น “เหตุร้ายรายวัน”  เหมือนอย่างที่ผ่านมาแล้วก็ตาม โดยเฉพาะ “อาร์เคเค” อันเป็นกองโจรของบีอาร์เอ็นฯ ก็ยังสามารถปฏิบัติการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย ได้แบบต่อเนื่องเพื่อหล่อเลี้ยงความรุนแรงให้คงอยู่
 
มีเหตุร้ายที่ “ฟันธง” โดยไม่ต้องรอหลักฐานว่าเป็นปฏิบัติการของฝ่ายกองกำลังอาร์เคเคได้อย่างน้อย 3 เหตุการณ์ในช่วง 2 สัปดาห์มานี้ นั่นคือ การลอบสังหารอาสาสมัครรักษาดินแดน 2 ราย และ ชรบ.อีก 1 ราย กลางตลาดนัดท่าหยี ท่ามกลางฝูงชนที่ ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา พร้อมทั้งหยิบฉวยเอาอาวุธปืนไปได้ด้วย อีกเหตุเป็นการสังหารกำนัน ซึ่งเป็นผู้นำท้องที่ที่ให้ความร่วมมือกับรัฐอย่างดีในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เหตุสุดท้าการใช้ระเบิดแสวงเครื่องกับชุด รปภ.ครูที่ ต.ป่าไร อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ทำให้ อส.ทพ.ต้องพลีชีพไปอีก 1 ราย เหล่านี้เป็นเพียงเหตุการณ์ล่าสุด และคงไม่ใช่เหตุการณ์ท้ายที่สุดแต่อย่างใด
 
นอกจากนั้น มีเหตุร้ายอีกหลายเหตุการณ์ที่ยังไม่สามารถที่จะสรุปได้ว่า เป็นการบาดเจ็บหรือล้มตายจากปฏิบัติการของแนวร่วมขบวนการบีอาร์เอ็นฯ หรือไม่ เพราะบนแผ่นดินจังหวัดชายแดนภาคใต้มีผู้บาเจ็บและล้มตายมากมายจากเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน” โดยเฉพาะจากความขัดแย้งในธุรกิจมืด และการหักหลังในขบวนการการค้ายาเสพติดเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของ “ตำรวจ” โดยเฉพาะ “พนักงานสอบสวน” ที่จะต้องสรุปคดีและชี้ชัด เพื่อไม่ให้สังคมเหมารวมว่าทุกเหตุการณ์เกิดจากปัญหาความมั่นคง
 
มีสิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตเป็นพิเศษคือ เหตุร้ายในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา โดยเฉพาะ “อ.เทพา” มีเหตุการณ์เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง ซึ่งเกือบทุกเรื่องเป็นปฏิบัติการของอาร์เคเคต่อ “กลุ่มไทยพุทธ” โดยเฉพาะกำลังท้องถิ่น เช่น อส. ชรบ. ทหารพราน และหลังปฏิบัติการส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่จะสามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ในพื้นที่  “อ.สะบ้าย้อย” และ “อ.เทพา” นั่นเอง
 
นั่นแสดงให้เห็นว่าพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ในวันนี้มีทั้ง “ช่องโหว่” และมี “จุดอ่อน” มากมาย อันทำให้อาร์เคเคสามารถปฏิบัติการต่อเป้าหมายอย่างได้ผล แม้หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะมีการเสริมกำลังทหารพรานเข้าไปปฏิบัติการในพื้นที่หลายกองร้อยก็ตาม แต่นั่นยังต้องจัดเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเป็นมาตรการวัวหายล้อมคอกนั่นเอง
 
พื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา หลังจากที่ถูกปลดออกจากการใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ” แล้วการป้องกันพื้นที่จึงตกไปอยู่ในความดูแลของ “ฉก.สงขลา” ซึ่งกำลังที่ปฏิบัติการในพื้นที่คือ ตำรวจตระเวนชายแดน  หรือ ตชด. และ ชุดคุ้มครองตำบล หรือ ชคต. ที่เป็นกองกำลังของฝ่ายท้องถิ่น อันมี “ผู้นำท้องที่” และ “ฝ่ายปกครอง” เป็นผู้รับผิดชอบ
 
การที่พื้นที่เหล่านี้เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ฉก.สงขลา มีปัญหาในเรื่องของ “ประสิทธิภาพ” ในเรื่องของ  “ยุทธวิธี” และในเรื่องของ  “งานการข่าว” ซึ่งมีเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ให้ได้ฟังอยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับประสิทธิภาพของกำลังพล
 
ดังนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงควรต้องรวบรวมจุดอ่อนแล้วนำไปแก้ไขอย่างเป็นระบบให้ได้โดยเร็ว เพราะหาก ฉก.สงขลา เอาไม่อยู่ก็ต้องใช้กำลังจากส่วนอื่นเข้าไปดำเนินการแทน ที่สำคัญคือ ต้องเร่ง “ตัดวงจร” ที่เอื้อต่อการปฏิบัติการของแนวร่วม หรือ “โจรใต้”  ในพื้นที่รอยต่อระหว่าง 4 อำเภอของ จ.สงขลา กับพื้นที่ จ.ปัตตานี และ จ.ยะลา รวมทั้ง “แหล่งหลบซ่อน”  ต่างๆ ด้วย
 
กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องอย่ามุ่งหวังแค่ให้พื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ “กันชน” เพื่อมิให้การก่อเหตุลุกลามไปยัง “อ.หาดใหญ่” และ “อ.สะเดา” เท่านั้น
 
และถ้าเป็นไปได้ในกระบวนการ “พูดคุยสันติสุข” ที่อาจจะมีขึ้นระหว่างตัวแทนของรัฐไทยกับฝ่ายบีอาร์เอ็นฯ ในอีกไม่นานนี้ คนในพื้นที่อยากฝากให้ “บิ๊กเมา-พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์” หัวหน้าคณะพูดคุยเสนอให้ขบวนการบีอาร์เอ็นฯ “ยุติการใช้ความรุนแรง” ในพื้นที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ นานมาแล้ว เพื่อให้เป็นบทพิสูจน์ความจริงใจระหว่างกัน เพื่อทำให้ จ.สงขลา ทั้งจังหวัดเป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง
 
ความจริงแล้วก็เห็นใจ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.รมน.ภาค 4 อยู่เหมือนกันกับการเหน็ดเหนื่อยกับการดับไฟใต้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา กำลังพลของท่าน “ถูกสั่งการให้เชื่อว่า”  ทุกเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของ “ภัยแทรกซ้อน” หรือไม่ก็เป็นเรื่องของคนใน “4 ตระกูลใหญ่” ที่มากอิทธิพลเป็นผู้บงการ ส่วนเรื่องราวของ “บีอาร์เอ็นฯ” ไม่มีอยู่จริงหรือให้ถือว่าตายไปนานแล้ว ทั้งอาร์เคเค และแนวร่วมขบวนการทุกรูปแบบเป็นเพียงพวก “รับจ้างก่อเหตุ”
 
อาจจะเป็นเพราะสาเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กำลังพลของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า รวมทั้งกองกำลังท้องถิ่นจึงได้  “อ่อนแอ” และตั้งอยู่ใน “ความประมาท” เพราะต่างก็เชื่อว่าไม่ได้ต่อสู้กับกองกำลังอาร์เคเคของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ ที่ผ่านการฝึกมาแล้วอย่างดี จนทำให้ปฏิบัติการทุกครั้งของอาร์เคเคได้ผล กองกำลังท้องถิ่นของเราจึงกลายเป็น “ผักเหนาะ” ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามศพแล้วศพเล่า
 
ดังนั้น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องยอมรับความจริงและบอกความจริงให้แก่กำลังพลทั้งหมดรู้ว่า ห้วง 14 ปีที่ผ่านมา “ศัตรูที่แท้จริง” คือ กองกำลังอาร์เคเคของขบวนการบีอาร์เอ็นฯ และที่ผ่านมาอาร์เคเคยังไม่เคยถูกทำลายให้สูญหายไป แต่ยังคงซุ่มซ่อนอยู่ในทุกพื้นที่ชายแดนใต้ แถมมีการ “เกาะติด” กำลังเจ้าหน้าที่ และมี “สายข่าว” อยู่ในทุกหมู่บ้าน ที่สำคัญมีการ “ปฏิบัติการงานมวลชน” หรือ “งานการเมือง” และ “งานการทหาร” อย่างเข้มข้นด้วย
 
ทั้งนี้ ก็เพื่อให้กำลังพลตื่นตัวและมีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะมีแต่ “ความตื่นตัว” และ “ความพร้อม” เท่านั้นที่จะทำให้กำลังพลเกิดประสิทธิภาพในการป้องกันตนเองและป้องกันพื้นที่
 
ณ วันนี้ที่กำลังย่างเข้าสู่ห้วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ มีข่าว “ลึก” แต่ไม่ “ลับ” แจ้งว่า กองกำลังอาร์เคเคปรากฏตัวให้มวลชนเห็นเป็นระยะๆ เพื่อแสดงตัวตน เพื่อข่มขู่ให้มวลชนอยู่เฉยๆ และมีการสร้างสถานการณ์เพื่อให้มวลชนเข้าใจผิดว่า การกระทำหลายอย่างที่มวลชนได้รับความเสียหายเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
 
อีกทั้งมีการโจรกรรมรถจักรยานยนต์อย่างต่อเนื่องเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยฝ่าย “ไอโอ” ของขบวนการแบ่งแยกดินแดนบิดเบือนว่า คนของรัฐจะใช้ไปทำ “จยย.บอมบ์” แล้วสร้างสถานการณ์เพื่อ “ป้ายสี” ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายอาร์เคเค ในขณะเดียวกับที่ฝ่ายรัฐเองก็ต้องหาทางป้องกัน “จยย.บอมบ์” ที่เชื่อว่าเป้าหมายอยู่ที่ “ชุมชนเมือง” ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นแผนลวงของบีอาร์เอ็นฯ ก็เป็นได้ เพื่อให้มีการทุ่มกำลังป้องกันเมือง โดยอาจจะพลิกเป็น “เป้าหมายอ่อนแอ” ในพื้นที่ทั่วไปก็เป็นได้
 
ดังนั้น ในห้วงเวลาเชื่อมต่อระหว่างปีเก่ากับปีใหม่ จึงเป็นอีกห้วงเวลาหนึ่งที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ต้องมีแผนป้องกันที่ชัดเจนและต้องได้ผลอย่างดีด้วย
 
แน่นอนวันนี้แนวรบเรื่องของ “ยาเสพติด” ซึ่งเป็น “ภัยแทรกซ้อน” นั้น พล.ท.พรศักดิ์ อาจจะเป็น “พระเอก”แต่แนวรบเรื่อง “ใฟใต้” ที่มี “บีอาร์เอ็นฯ” เป็น “ผู้ร้าย” พล.ท.พรศักดิ์ ยังคงต้องใช้เวลาในการปรับแผนและปรับกระบวนการขนาดใหญ่ เนื่องเพราะเรื่องหลังนี้ยังมีระยะห่างระหว่าง “พระเอก” กับ “ผู้ร้าย” อีกหลายไมล์
 
และที่สำคัญที่ต้องรับรู้คือ “ความสำเร็จ” เรื่องของการ “แก้ปัญหายาเสพติด” เป็นคนละส่วนกับเรื่องของการ “ดับไฟใต้” เพราะความสำเร็จของการดับไฟใต้อยู่ที่คือการลดการบาดเจ็บและล้มตายของกำลังพล รวมถึงของคนในพื้นที่ด้วยนั่นเอง
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...