xs
xsm
sm
md
lg

เก็บตกวงสัมมนาวรรณกรรมขนาดย่อมและงานเปิดตัว “รวมบทกวี : เหมือนลืมใครไว้ข้างหน้า” และ “รวมเรื่องสั้น : เราต่างมุ่งไปข้างหลัง” วาระ 50 ปี ม.ทักษิณ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
รายงานโดย...  ไกรวิชญ์  รัตนพันธ์
 .

 
เมื่อวันเสาร์ที่ 24 พ.ย.2561 ได้เกิดกิจกรรมดีๆ ขึ้นที่ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา เนื่องในวาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของมหาวิทยาลัย ทางคณะจึงได้จัดงานงาน “ชุมคน ชุมชน คนใต้ ครั้งที่ 9 เหมือนลืมใครไว้ข้างหน้า & เราต่างมุ่งไปข้างหลัง” หากแต่ลักษณะงานในครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมา ทิศทางและเนื้อหาสาระของงานมุ่งเน้นไปทางด้านวรรณกรรมเป็นหลัก และในวาระโอกาสพิเศษเช่นนี้ทางคณะยังได้ร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กเป็นที่ระลึกออกมา 2 เล่ม ได้แก่
 
หนึ่งนั้นคือรวมบทกวี “POETS U เหมือนลืมใครไว้ข้างหน้า”
 
และอีกหนึ่งนั้นคือ รวมเรื่องสั้น “SHORT STORY U เราต่างมุ่งไปข้างหลัง”
 

 
หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้เป็นการร่วมกันเขียนจากบรรดานักเขียนน้อยใหญ่ทั่วภาคใต้ รวมถึงภูมิภาคอื่นๆ ทั้งที่เป็นศิษย์ปัจจุบัน ศิษย์เก่าและไม่ใช่ศิษย์ หากเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในมุมใดมุมหนึ่ง รวมทั้งสิ้นเกือบ 200 ชีวิต นับเป็นการร่วมบันทึกอารมณ์ของยุคสมัยในขบวนของประวัติศาสตร์ไว้ในหนังสือทั้ง 2 เล่ม
 
โดยทั้งหมดนี้ได้รับการสนับสนุนจาก รศ.ดร.ณฐพศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ทักษิณ และ อ.ประมวล มณีโรจน์ พี่ใหญ่แห่งวงวรรณกรรมภาคใต้ ทำหน้าที่ในการส่งสารจากคณะไปยังนักเขียน กวี น้อยใหญ่ทั่วทั้งภาคใต้ เพื่อร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ม.ทักษิณ ผ่านการปลูกสวนอักษรบนท้องทุ่งหน้ากระดาษ โดยมี อ.ประมวลรับบทบรรณาธิการให้กับหนังสือทั้ง 2 เล่มดังกล่าว
 

 
หลายต่อหลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดทางคณะจึงเลือกใช้งานวรรณกรรมเป็นวาระในการเฉลิมมหาวิทยาลัย และทำไมชื่อหนังสือทั้ง 2 เล่มจึงมีชื่อเล่มที่อ่านแล้วรู้สึกงุนงง ย้อนแย้งกันอย่างแปลกประหลาด ทำไมต้องเหมือนจะลืมใครไว้ข้างหน้า(รวมบทกวี) และเหตุใดเราต้องต่างมุ่งไปข้างหลัง(รวมเรื่องสั้น) ต่อข้อสงสัยเหล่านี้ รศ.ดร.ณฐพศ์ได้ให้เหตุผลกับเราว่า
 
“สาเหตุที่จัดงานนี้ขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดความคึกคักในวงวรรณกรรมภาคใต้ เพราะเชื่อว่าไม่มีสังคมไหนจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าได้ ถ้าสังคมนั้นถดถอยในเรื่องของวัฒนธรรมการอ่าน” 
 

 
รศ.ดร.ณฐพศ์อรรถาธิบายด้วยว่า การจัดพิมพ์รวมบทกวี “เหมือนลืมใครไว้ข้างหน้า” จึงเปรียบเสมือนการตั้งคำถามกับสังคมว่า การมุ่งไปสู่อนาคตท่ามกลางกระแสของโลกปัจจุบันที่หมุนเร็ว เราได้ทิ้งใครไว้เบื้องหน้าหรือไม่ ทิ้งให้คนรุ่นถัดไปที่จะเติบขึ้นมาในสังคมข้างหน้า ทั้งคนตัวเล็กตัวน้อย กลุ่มคนชายขอบของสังคม ต้องรับผิดชอบกับชะตากรรมแห่งอนาคตอย่างลำพังโดยโดดเดี่ยวหรือไม่ เราได้ร่วมกันนำพาทุกองคาพยพของสังคมเดินไปข้างหน้าได้อย่างทัดเทียม แข็งแรง และเท่าทัน ต่อยุคสมัยที่กำลังจะเดินทางมาถึงได้ดีพอหรือยัง
 
ทั้งนี้ผลงานรวมบทกวีเล่มนี้ได้รวบรวมงานเขียนของนักเขียนไว้ถึง 142 ชีวิต มีทั้งกวีรุ่นใหญ่ ระดับศิลปินแห่งชาติ ไปจนถึงกวีซีไรต์ กวีรุ่นใหม่ไฟแรง และเยาว์กวี ซึ่งเป็นนิสิตรุ่นปัจจุบัน ต่างเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานเล่มนี้อย่างคึกคัก อีกทั้งท้ายเล่มของหนังสือยังได้รับเกียรติจาก .ดร.อรรถจักร สัตยานุรักษ์ แห่งคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมเขียนบทสังเคราะห์ ซึ่งได้ชี้ประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า 
 

 
“อารมณ์ความรู้สึกโหยหาอดีตยังคงได้รับการสืบทอดต่อกวีมาอย่างยาวนาน จึงทำให้กวีจำนวนหนึ่งยังคงใช้ท่วงทำนองของการเล่าเรื่องไปอย่างให้รู้สึกถวิลหา” คืนวันเก่าก่อนที่แสนงาม” และหากเราหลงลืมที่จะวาดฝันไปข้างหน้า กวีย่อมหมดพลังไปเรื่อยๆ เพราะกวีนิพนธ์ย่อมต้องสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกกับผู้คนในสังคม หากกวีทำได้เพียงตอบสนองสิ่งที่คนในสังคมรู้สึกอยู่แล้ว เสน่ห์และพลังขอกวีนั้นก็ย่อมลดลงเป็นธรรมดา” 
 
สำหรับหนังสือรวมเรื่อสั้น SHORT STORY U เราต่างมุ่งไปข้างหลัง ชื่อเรื่องที่มีนัยยะในแง่ของการชี้ชวนให้เราย้อนกลับไปทบทวนที่มา ประวัติศาสตร์รากเหง้าของตนเอง เพื่อที่จะทำให้เราเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง บรรดานักเขียนที่ได้ฝากรอยประทับเรื่อเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้รวมทั้งสิ้น 14 คน 14 เรื่องสั้น อาทินักเขียนรุ่นใหญ่อย่าง .มานพ แก้วสนิท และ นักเขียนรางวัลซีไรต์  2 คน ได้แก่ จเด็จ กำจรเดชกับ ไพฑูรย์ ธัญญา เป็นต้น และยังได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เจ้าของผลงาน “โลกของคนไร้บ้าน” มาช่วยเสริมความน่าสนใจของงานชิ้นนี้ด้วยการเขียนบทกล่าวตามไว้ท้ายเล่ม
 

 
ด้วยบรรยากาศความคึกคักจากการจัดพิมพ์หนังสือพ็อกเก็ตบุ๊กทั้ง 2 เล่มนี้ออกเผยแพร่ ได้สร้างผลสะเทือนการรับรู้ไปยังบรรดานักอ่านและนักเขียนทั่วทั้งภาคใต้ รวมถึงในระดับประเทศ จนก่อให้เกิดความตื่นตัวกันในแวดวงวรรณกรรมกันพอสมควร และความครื้นเครงยังไม่ทันแผ่วจาง ทางคณะได้ตอกย้ำการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของมหาวิทยาลัยด้วยการจัดงาน “ชุมคน ชุมชน คนใต้ครั้งที่ 9 เหมือนลืมใครไว้ข้างหน้า & เราต่างมุ่งไปข้างหลัง” ดังกล่าว
 
โดยการจัดงานวันนั้นเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้าด้วยบรรดานักเขียน นักกวี นักวิชาการ รวมไปถึงเหล่าบรรดานิสิต นักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมงานต่างทยอยเข้าร่วม โดยมีนิสิต “กลุ่ม write style คอยให้การต้อนรับ เมื่อเข็มนาฬิกาขยับเวลา 9 โมงตรง คณบดีจึงได้เริ่มต้นกล่าวคำเปิดงาน และมี “สำนักข่าวเครือผู้จัดการ” ทำการ live สด! ผ่านเพจเฟซบุ๊ก  “MGR Online ภาคใต้” เพื่อถ่ายทอดกิจกรรมภายในงานไปยังผู้ชมผู้ฟังที่อยู่ทางบ้าน
 

 
ลำดับถัดมา .มานพ แก้วสนิท ในฐานะนักเขียนเกียรติยศ ได้ออกมาเล่าความหลังถึงประสบการณ์ในการทำงานวรรณกรรมตลอดช่วงกว่า 40 ปีให้คนรุ่นหลังรับฟัง เพื่อที่จะได้ย้อนทวนและมุ่งไปข้างหลัง ช่วงเวลาต่อมาก็ได้เวลาที่บทเพลงและบทกวีเริ่มขับขาน เริ่มต้นจากการบรรเลงเพลงโดย สายฟ้า พลจันทร์ และคณะจาก โรงเรียนดนตรีและศิลปะซิมโฟนี ที่เดินทางไกลมาจาก จ.สุราษฎร์ธานี ทำให้บรรยากาศของห้องประชุมอบอวลไปด้วยเพลงบรรเลง
 
ก่อนจะเข้าสู่ท่วงทำนองบทกวีซึ่งเริ่มต้นโดย ปิยะโชติ อินทรนิวาส สื่อมวลชนกวีที่ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการข่าวภาคใต้ให้กับสื่อเครือผู้จัดการ และต่อเนื่องด้วย ปรัชชา ทัศนา จากกลุ่มขนำใบไม้ ที่ไม่แค่ออกมาอ่านบทกวีเท่านั้น แต่ยังขับขานบทเพลงด้วยกีตาร์ตัวเดียวให้มิตรสหายวงวรรณกรรมได้รับฟัง
 

 
เวทีในช่วงสายทวีความเร่าร้อนยิ่งขึ้นจากการอ่านบทกวีของ วิสุทธิ์ ขาวเนียม กวีจากเทือกเขาบรรทัด ตามด้วย สมศักดิ์ ขุนชำนาญ กับการแสดงประกอบการอ่านบทกวี ที่มีการนำผ้ำดิบม้วนใหญ่ ดอกไม้ และเล่าเรื่องด้วยภาพการต่อสู้ในประเด็นทรัพยากรทางทะเลเป็นฉากหลัง เรียกความตื่นตาตื่นใจให้ผู้คนที่นั่งตกตะลึงอยู่ในห้องประชุม
 
จากนั้นก็เป็นการประกาศรายชื่อนิสิตผู้ที่ได้ รับรางวัลเยาว์กวี ม.ทักษิณ ซึ่งมีทั้งนิสิตจากฝั่งคณะมนุษยศาสตร์และคณะศึกษาศาสตร์หลากหลายชั้นปีด้วยกันที่สนใจส่งเข้าประกวด ซึ่งผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศได้แก่ ศิวกร แรกรุ่น มาในบทกวีที่ชื่อว่า “นิทานตาเท่ง” เป็นนิสิตชั้นปีที่ 2สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
 

 
ก่อนที่เวทีจะยกให้กับการอ่านบทกวีอีกครั้งโดย อ.สุฑาทิพย์ โมราลาย และ อ.คำแก้ว มณีโรจน์ จากสำนักศิลปศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ จาก จ.นครศรีธรรมราช ได้ออกมาร่ายบทกวีได้อย่างมีพลังจับใจผู้ฟัง ถือเป็นการปิดท้ายกิจกรรมช่วงเช้าได้อย่างสวยงาม
 
กิจกรรมช่วงบ่าย วาระที่สำคัญของงานคงหนีไม่พ้นการชวนแลกเปลี่ยนชวนสนทนาจาก ผศ.ดร.บุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่มีแฟนคลับ แฟนหนังสือมาร่วมให้กำลังใจและรอฟังอย่างล้นหลาม ซึ่งก็ได้ออกมากล่าวทัศนะต่อร่วมเรื่องสั้น “เราต่างมุ่งไปข้างหลัง” แม้จะออกตัวด้วยท่าทีที่อ่อนน้อมอยู่หลายคราว่า “รู้สึกเหมือนกำลังพายเรือในช่องแคบ” ที่ต้องรับหน้าที่ในการวิพากษ์งานเรื่องสั้นทั้ง 14 ชิ้นนี้
 

 
แต่กระนั้นแล้วก็ได้ทำหน้าที่นำเสนอประเด็นได้อย่างกระจ่าง ชัดเจนและแหลมคม ทั้งยังได้ฝากข้อคิดของปรัชญาอินเดียโบราณเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ก่อนลูกศรจะพุ่งไปข้างหน้า เราต้องน้าวสายธนูไปข้างหลังเสียก่อน”เป็นการเปรียบเปรยก่อนที่เราจะมุ่งไปข้างหน้า เราต้องย้อนกลับมามองอดีต
 
กิจกรรมชวนสนทนาภาคบ่ายก็ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังทยอยเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สู่การร่วมกันชวนคุย ลึกลงไปในเรื่องเล่า เป็นการร่วมกันถกเถียงประเด็น สาระและภูมิหลังของเรื่องสั้นที่ปรากฏอยู่ในเล่ม โดยตัวแทนนักเขียนทั้งหมด 5 คน ได้แก่ จเด็จ กำจรเดช, สุนันทวงศ์ เทพชู, โสพล โสพล อักษรเนียม, พิณพิพัฒน ศรีทวี และ อภิชาติ จันทร์แดง นำการเสวนาโดย ชูเกียรติ สุทิน
 

 
ตกช่วงบ่ายแก่ๆ เวทีเรียกความสนใจจากผู้คนได้มากขึ้น จากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ สายฟ้า พลจันทร์ซึ่งท่านเป็นหลานปู่แท้ๆของ “นายผี-อัศนี พลจันทร์” บุคคลในตำนานด้านวรรณกรรมและหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ชวนสนทนาและตั้งคำถามถึงเรื่องราวของ “นายผี” จากปากคำของหลานปู่โดย .ประมวล มณีโรจน์
 
แม้เข็มนาฬิกาจะเดินทางมาถึงช่วงเย็น ผู้คนในห้องประชุมก็ยังคงหนาตา ไม่มีท่าทีว่าจะบางเบาลง ตัวแทนนิสิตจาก กลุ่ม write style ก็เริ่มทยอยกันออกมาอ่านบทกวี เป็นกลุ่มนิสิตที่รวมตัวกันภายใน ม.ทักษิณ และจาก ม.ราชภัฎสงขลา เพื่อรวมตัวกันจัดกิจกรรมทางการอ่านมาอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ภายใต้การดูแลและสนับสนุนงบประมาณจากจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ทักษิณ
 

 
แล้วในที่สุดเวลาก็เดินทางมาถึงช่วงสุดท้ายของงาน ซึ่งได้โยนเวทีไปยังผู้ฟังในห้องประชุมให้มีโอกาสได้แลกเปลี่ยน และเสนอทัศนะที่มีต่อแวดวงวรรณกรรมและการจัดงาน โดยผู้ร่วมแลกเปลี่ยนคนแรกคือ ครูโอม ธีรนันท์ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษาอยู่ที่ จ.กระบี่ เดินทางมาร่วมงานทั้งในฐานะผู้ที่สนใจงานวรรณกรรม และในฐานะศิษย์เก่าของ ม.ทักษิณ รหัสนิสิต 51
 
“เข้าร่วมกิจกรรม ชุมคน ชุมชน คนใต้ ตั้งแต่มีการจัดงานขึ้นในปีแรก และยังเข้าร่วมมาจนถึงปัจจุบัน สำหรับงานในวันนี้มีความรู้สึกประทับใจ เหมือนได้มาเติมไฟฝันให้กับตัวเองอีกครั้ง และจะนำแรงดาลใจนี้คืนสู่ห้องเรียนต่อไป”ครูโอมให้ทัศนะ
 

 
ไม่จบเพียงแค่นั้น ไมค์แห่งการแลกเปลี่ยนนี้ได้ยื่นไปสู่ บีบี ศิษย์เก่าสาขาวิชาประวัติศาสตร์ รหัสนิสิต 53 ก็ได้ให้ความเห็นไว้น่าสนใจว่า “กิจกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่แค่สาขาภาษาไทยอย่างเดียวที่ได้รับประโยชน์ แต่สาขาวิชาอื่นๆ ก็สามารถรับฟังแล้วนำไปปรับใช้และบูรณาการให้เกิดประโยชน์แก่สาขาวิชาที่ตนเรียนได้
 
ปิดท้ายการแลกเปลี่ยนโดย ณขจร จันทวงศ์ สื่อมวลชนนักเขียนจากเครือผู้จัดการออน กล่าวว่า “ยังไม่เคยหน่วยงานไหน องค์กรไหน จัดให้มีการอ่านบทกวีเต็มรูปแบบทั้งวันเช่นนี้มาก่อน มีแต่ให้การอ่านบทกวีเป็นเพียงดอกไม้ประดับของงานเท่านั้น”
 

 
ในทัศนะของผู้เขียนที่ได้สรุปสาระที่สำคัญจากการจัดพิมพ์หนังสือทั้ง 2 เล่มและการจัดงานที่ผ่านมา พบว่า บริบทของยุคสมัยปัจจุบันเป็นพื้นที่ของการ ปะทะสังสรรค์ ระหว่าง “คนรุ่นใหม่” กับ “คนรุ่นเก่า” บางกลุ่มก็เอาแต่มุ่งไปข้างหลัง โดยลืมใครไว้เบื้องหน้า ขณะอีกกลุ่มก็เอาแต่เดินไปข้างหน้า โดยทิ้งหลายสิ่งหลายอย่างที่สำคัญไว้เบื้องหลัง 
 
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มคน 2 กลุ่มนี้สามารถเดินไปพร้อมๆ กันได้ แม้กระทั่ง 2 ชุดความคิดนี้สามารถรวมกันได้ในตัวคนๆ เดียว เพราะการมุ่งไปข้างหน้าย่อมเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้วที่เราต้องรู้จักย้อนมองไปข้างหลังตนเอง เพื่อให้เท่าทันและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในวันข้างหน้าได้ด้วย 
 










Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...