xs
xsm
sm
md
lg

“คนใต้” กับการท้าทายอำนาจรัฐในยุค “รัฐบาล คสช.”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 
คอลัมน์...“คนทุกข์ลุกสร้างสุข : สมัชชาประชาชนภาคใต้”
โดยสมบูรณ์ คำแหง ที่ปรึกษา กป.อพช.ใต้
 

 
ในยุคการปกครองภายใต้รัฐบาลทหารของ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” แทบไม่ได้มีความแตกต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องนโยบายการพัฒนาในเชิงโครงสร้าง หรือการลงทุน อันรวมถึงนโยบายต่างๆ ที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นทั่วไปได้รับผลกระทบครบทุกมิติ ทั้งในทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีวัฒนธรรม และรวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม
 
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความพยายามของรัฐที่ต้องการขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้วาทกรรมของผู้นำคนปัจจุบันในวาระต่างๆ เช่น “การเดินหน้าประเทศไทย” “การพัฒนาตามศาสตร์พระราชา” หรือ “ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” หรือแม้แต่การอ้างถึง “วาระสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ซึ่งล้วนแต่เป็นวาทกรรมที่ต้องการปลุกกระแสการยอมรับ หรือเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับคณะของตนเอง และดูเหมือนว่าจะเป็นแนวทางที่จะสร้างความหวัง เพื่อจะทำให้สังคมดีขึ้น โดยนำบทเรียนแห่งความขัดแย้งเข้ามาเป็นเหตุผลหนุนนำ
 
หากแต่กลับตรงกันข้ามกับสภาพของความเป็นจริง เพราะการใช้อำนาจของรัฐบาลที่ไม่ได้มาตามแนวทางประชาธิปไตย ด้วยการใช้คำสั่ง คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 มาเป็นเครื่องมือควบคุม หรือกำหนดขอบเขตเสรีภาพของประชาชน ซึ่งกลับยิ่งสร้างภาพความแตกต่างระหว่าง “วาทกรรม” กับ “การกระทำ” ที่ไม่อาจจะไปด้วยกันได้
 
จึงยังให้เกิดการแข็งขืนจากฟากฝั่งของภาคประชาชนเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่มิติของภาคประชาชนหรือชุมชนเท่านั้น แต่สังคมโดยรวมเริ่มตั้งข้อกังขากับการดำรงอยู่และการใช้อำนาจของ คสช.ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งรวมถึงภาคใต้ด้วย
 
ในช่วงของรัฐบาลชุดนี้ได้เป็นที่ประจักษ์ว่า การเคลื่อนไหวของภาคประชาภาคใต้เป็นไปอย่างเข้มข้น และน่าสนใจเป็นอย่างมาก และถือเป็นพื้นที่แรกๆ ในระดับภูมิภาคที่กล้าแสดงออกเพื่อทัดทานกับอำนาจล้นฟ้าของรัฐบาลทหารชุดนี้
 
เริ่มต้นจากการออกมาเดินของ “กลุ่มขาหุ้นปฏิรูปพลังงาน” ที่ได้พยายามเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศและของภาคใต้ โดยตั้งเป้าว่าจะเดินด้วยเท้าจากภาคใต้ไปจนถึงกรุงเทพฯ แต่ยังไม่ทันไปถึงไหนแกนนำหลายคนก็ถูกควบคุมตัวมาจากจุดเริ่มต้นที่จังหวัดสงขลา หากแต่ยังมีคนอื่นๆ รับไม้ต่อ และสามารถเดินไปได้อย่างกระท่อนกระแท่นจนถึงจังหวัดชุมพร
 
หลังจากนั้นมีการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล ที่มี “เครือข่ายประชาชนติดตามแผนพัฒนาจังหวัดสตูล” และ “เครือข่ายรักษ์อ่าวปากบารา” ที่ออกมาคัดค้านโครงการกันอย่างหนักในพื้นที่ จ.สตูล ที่ได้มาร่วมจับมือกับพี่น้องชาวสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ที่ได้รับผลกระทบจาก โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2  เช่นเดียวกัน
 
จนกลายเป็นภาพของเครือข่ายประชาชนสองฝั่งทะเล  ที่มีกลุ่มชาวบ้านจากชุมชนต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างรถไฟรางคู่ เพื่อเชื่อมท่าเรือทั้งสองฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทยเข้าด้วยกันในชื่อ โครงการแลนด์บริดจ์สงขลา-สตูล ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่นี้ได้รวมตัวกันเคลื่อนไหวในชื่อ “เครือข่ายประชาชนปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสงขลา-สตูล” จนมีผลให้โครงการเหล่านี้ยังไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้จนถึงปัจจุบันนี้ และมีแนวโน้มว่าจะมีการทบทวนยกเลิกโครงการในที่สุด
 
ส่วนของโครงการด้านพลังงานอย่าง โรงไฟฟ้าถ่านหิน ในพื้นที่ อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลา ก็มีความเข้มข้นไม่น้อย เพราะมีการออกมาชุมนุมเรียกร้องทั้งในพื้นที่ของตนและหน้าทำเนียบรัฐบาล ด้วยต้องการให้รัฐบาลยกเลิกโครงการดังกล่าว ซึ่งจากการออกมาเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดเมื่อต้นปี พ.ศ.2561 ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และหน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ถือเป็นการแข็งขืนต่ออำนาจรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างยิ่ง ด้วยการปักหลักค้างแรมนานเกือบ 1 เดือน ซึ่งไม่เคยมีกลุ่มองค์กรไหนสามารถชุมนุมได้ยาวนานขนาดนี้ในช่วงรัฐบาลทหารชุดนี้
 
แล้วในที่สุดแล้วรัฐบาล แม้ไม่เพียงแต่ไม่สามารถห้ามปรามการออกมาชุมนุมดังกล่าวของพี่น้องกระบี่-สงขลาได้เท่านั้น แต่ต้องลดท่าทีของตนลง ด้วยการสั่งให้มีการทบทวนโครงการทั้ง 2 พื้นที่ และต้องเริ่มต้นกระบวนการรับฟังเรื่องนี้กันใหม่ ผ่านงานศึกษาเชิงยุทธศาสตร์พลังงานของภาคใต้ทั้งหมด จึงทำให้การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนกับโครงการขนาดใหญ่ของรัฐในพื้นที่ภาคใต้เงียบสงบลงได้ระดับหนึ่ง
 
อย่างไรก็ตามยังมีกลุ่มประชาชนและภาคประชาสังคมอื่นๆ ที่ได้รับความทุกข์ร้อนในมิติต่างๆ อาทิ ด้านที่ดิน ที่อยู่อาศัย และ ที่ทำกิน พวกเขาก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวในนามของ “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” หรือ “กลุ่ม P-Move” ที่ได้มีการเชื่อมร้อยผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายการจัดการที่ดินป่าไม้ของรัฐจากทั่วประเทศ ออกมาเรียกร้องร่วมกัน จนทำให้รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการเพื่อหาทางออก และแก้ไขปัญหาของเครือข่ายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
 
อีกประเด็นหนึ่งที่มีความโดดเด่นของการเคลื่อนไหวของประชาชนภาคใต้ในนามของ “ข่ายคนอินทรีย์วิถีเมืองลุง” ที่กล้าออกมาปักหลักหน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเรียกร้องให้มีการทบทวนยกเลิกการนำเข้า สารเคมีอันตราย ในการเกษตร 3 ชนิด ที่แม้รัฐบาลจะทำนิ่งเฉยในการเคลื่อนไหวดังกล่าว แต่ต้องยอมรับว่าการออกมาครั้งนี้ของคนเมืองลุงเพียงไม่กี่คน แต่กลับทำให้สังคมมีเสียงตอบรับต่อข้อเรียกร้องเหล่านั้นจำนวนมาก และกลายเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลจะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะแสดงถึงความรับผิดชอบกับสังคมไทยโดยรวม ที่ต้องการให้สารเคมีหายไปจากพื้นที่เกษตรกรรม
 
เรื่องนี้ได้เห็นรูปธรรมได้จากการที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯโดย อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ได้ออกนโยบายสร้างพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 5 ล้านไร่ และอาจจะสั่งให้มีการกำหนดเวลายกเลิกการใช้สารเคมีอันตรายเหล่านี้ในหลังจากนี้ต่อไป
 
นอกจากประเด็นดังที่ได้กล่าวไปแล้ว พื้นที่ภาคใต้ยังมีการออกมาเคลื่อนไหวอีกหลายกรณี อย่างกรณี ปัญหาการประมงและการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ที่ได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายฉบับใหม่ที่ส่งผลกระทบต่างๆ ตามมากับชาวประมงบางกลุ่ม ซึ่งรวมถึงกลุ่มประมงพื้นบ้านที่มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่ชายฝั่งทะเล 24 จังหวัด จนทำให้กลุ่มนี้ต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องเช่นเดียวกัน และได้ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องหาทางออกต่อเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน
 
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงปรากฏการณ์เฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับคนภาคใต้ หากในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ยังมีประเด็นปัญหาปลีกย่อยอื่นๆ อีกหลายประเด็น ที่ชาวบ้านได้ออกมาแสดงท่าทีต่อสาธารณะ เพื่อให้สังคมได้รู้ และต้องการให้รัฐบาลหรือหน่วยงานราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้นำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป
 
ถึงกระนั้นก็ยังเห็นว่า รัฐบาลภายใต้การบริหารแบบพิเศษนี้ ได้ใช้ช่องทางของอำนาจเข้ามาดำเนินการกำกับ ควบคุม หรือเชิงบังคับ ให้ชุมชนหรือประชาชนต้องยอมรับแนวทางหรือนโยบายที่รัฐบาลนำออกมาบังคับใช้ อย่าง นโยบายทวงคืนผืนป่า นโยบายจัดระเบียบชายหาดหรือแหล่งท่องเที่ยว และรวมถึงการ ออกกฎหมายหลายฉบับ ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมหรือชุมชนท้องถิ่นต่างๆ เช่น พ.ร.บ.การเดินเรือ, พ.ร.บ.การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
 
และล่าสุดรัฐบาลทหารชุดนี้ต้องการแทรกแซง “สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ” หรือ “สสส.” ด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.สสส.ใหม่ และอื่นๆ อีกมาก
 
ทั้งนี้พบว่าเพียงแค่เวลาเพียงไม่กี่ปีมานี้ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. ได้ผ่านกฎหมายมาบังคับใช้ไม่ต่ำกว่า 500 ฉบับ และค้นพบว่าในหลายฉบับได้ใช้เวลาการพิจารณาเพียงระยะเวลาสั้นๆ อันส่อแสดงให้เห็นถึงความรีบแร่งที่ขาดความเข้าใจต่อวิถีวัฒนธรรมของสังคมไทยอย่างแท้จริง จึงเห็นถึงความผิดพลาดของการออกกฎหมายเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด และคาดว่าจะก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาภายหลังอย่างแน่นอน
 
ที่เห็นได้ชัดจากปรากฏการณ์ก็คือ การออก พ.ร.ก.การประมง, พ.ร.บ.การเดินเรือ ร่วมถึงการออกคำสั่ง คสช.ฉบับต่างๆ ที่เข้าไป “แทรกแซง” หรือ “ลดทอน” กระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อทำให้การดำเนินโครงการของรัฐเป็นไปอย่างสะดวกมากขึ้น หากแต่จะกลายเป็นการสั่งสมปัญหาที่ยิ่งซับซ้อนยุ่งยากมากขึ้นในอนาคตไว้ด้วยเช่นกัน
 
ความน่าสนใจของการเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้ในประเด็นต่างๆ ดังกล่าวเบื้องต้นนั้น แม้จะเป็นเพียงบางส่วนที่ยกมาเป็นตัวอย่าง แต่ได้ทำให้พบว่าภาคประชาชนภาคใต้ไม่ได้สนใจเงื่อนไข หรือข้อจำกัดทางการเมืองและการปกครองของรัฐบาลทหารที่มี “อำนาจเบ็ดเสร็จ” ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
 
ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้วการออกมาแสดงออกทางสังคมและการเมือง ถือว่าเป็นความเสี่ยงไม่น้อย จึงทำให้เห็นว่าหลายกลุ่ม หลายเครือข่ายในภาคใต้ ได้ข้ามพ้นเรื่องความกลัวอย่างสิ้นเชิง
 
หากแต่ต้องยอมรับว่า มีความยากลำบากในการออกมาเคลื่อนไหวอยู่ไม่น้อย ด้วยเงื่อนไขที่มีความยุ่งยากมากขึ้นจากรัฐบาลปกติ โดยเฉพาะความเบ็ดเสร็จในการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ที่มีเครื่องมือสำคัญคือ มาตรา 44 เสมือนเป็นยาวิเศษใช้ได้กับทุกโรง ทุกเรื่อง
 
อย่างไรก็ตาม ขบวนการภาคประชาสังคมในภาคใต้ไม่ได้สนใจอุปสรรคทางการเมืองที่เป็นอยู่ และยังสามารถสร้างวาระให้สังคมได้รับรู้ เข้าใจ และเห็นได้ว่าการออกมาเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้าน ไม่ได้มีความต้องการที่จะเข้าไปสร้างความวุ่นวายทางการเมืองแต่อย่างใด หากแต่เป็นการออกมาเพื่อเรียกร้องหรือสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลได้รับรู้ และเข้ามาแก้ไขปัญหาความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นกับกับพื้นที่ต่างๆ มากกว่า
 
ในหลายกรณีต้องยอมรับว่า ได้สร้างรูปแบบการแสดงออกที่น่าสนใจ มีทั้งการ “รุก” และ “รับ” ได้อย่าง “มีเหตุผล” ซึ่งยังทำให้สังคมทั่วไปได้รับรู้และเรียนรู้จากบทเรียนดังกล่าวร่วมกันไปด้วย อันทำให้ประเด็นความเดือนร้อนอื่นๆ ของประชาชนภาคอีสาน ภาคเหนือ ภูมิภาคอื่นๆ หรือแม้แต่ในพื้นที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐอย่างกรุงเทพฯ ต่างก็เริ่มกล้าที่จะออกมาแสดงตัวตน เพื่อให้รัฐบาลได้รับรู้ปัญหาของประชาชนมากขึ้น
 
ในส่วนของ “ขบวนการภาคประชาชนภาคใต้” เองจากช่วงเวลาที่ผ่านมา ยังนำไปสู่การเชื่อมร้อยระหว่างกลุ่ม เครือข่ายและภาคีอื่นๆ มากขึ้น เพื่อจะนำไปสู่การขับเคลื่อนภาพใหญ่ระดับภูมิภาคในชื่อ “สมัชชาประชาชนใต้”  ที่หวังจะใช้สภาวะวิกฤตทางสังคมและการเมืองที่ดำรงอยู่นี้ หลอมรวมประชาสังคมภาคใต้ สร้างสรรค์สังคมที่มีพลัง และเชื่อว่าสิ่งนี้จะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวทางสังคมภาคใต้ในอนาคตได้อย่างมีนัยสำคัญต่อไปา
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...