xs
xsm
sm
md
lg

“เราไม่มีทรัพยากรฯ ให้ทำลายอีกต่อไป” 6 จว.อันดามันประกาศปฏิญญา Andaman Go GREEN ปิดประตูเขต ศก.พิเศษรัฐบาลท็อปบู๊ต (มีคลิป)

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


 
ศูนย์ข่าวภาคใต้ - ภาคธุรกิจเอกชน และเครือข่ายชุมชน 6 จังหวัดอันดามันร่วมลงนาม และอ่านคำประกาศปฏิญญา Andaman Go GREEN มุ่งพัฒนาพื้นที่ไปสู่ความยั่งยืนโดยชุมชนเป็นผู้กำหนดอนาคตตนเอง ปิดประตูเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวนโยบายของรัฐบาล คสช.ที่มุ่งประเคนทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ อื้อกลุ่มทุนต่างชาติ ระบุ “เราไม่มีทรัพยากรฯ ให้ทำลายอีกต่อไป”

วันนี้ (19 ก.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่โรงแรมเซ็นทารา ซีวิว รีสอร์ท เขาหลัก ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา มีผู้แทนจากหอการค้า 6 จังหวัดอันดามัน ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ผู้แทนสภาเกษตรกร 6 จังหวัดอันดามัน ผู้แทนเครือข่ายประมง 6 จังหวัดอันดามัน ผู้แทนเครือข่ายท่อง
เที่ยวชุมชน 6 จังหวัดอันดามัน และผู้แทนสภาองค์กรชุมชนตำบล 6 จังหวัดอันดามัน ร่วมสัมมนา “ปฏิญญา Andaman Go Green”

พร้อมกับร่วมลงนามใน “ปฏิญญา Andaman Go Green” ซึ่งมี นายสุทธิศักดิ์ ทองชุมนุม อดีตประธานหอการค้า จ.พังงา กรรมการสภาหอการค้าไทย เป็นผู้แทนภาคส่วนต่างๆ ใน 6 จังหวัดอันดามันอ่านคำประกาศปฏิญญา “Andaman Go Green” โดยมีเนื้อหาว่า
 

 
โดยที่การพัฒนาเป็นวาระสำคัญของมนุษยชาติ ทุกประเทศในโลกล้วนแสวงหาแนวทางการพัฒนาเพื่อประชากรของประเทศสามารถก้าวสู่ความมั่งคั่ง และความสุขจากการพัฒนา ในขณะที่โลกได้แสวงหาแนวทางการพัฒนาตลอดมาเพื่อความก้าวหน้าของมวลมนุษยชาติ ตั้งแต่ยุคเกษตรกรรมก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม และยุคเทคโนโลยีการสื่อสาร

ตลอดระยะเวลาการพัฒนานับหลายศตวรรษ มนุษย์ได้มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีจนนำมาสู่การเชื่อมโลกเข้าด้วยกันในนามยุคโลกาภิวัตน์ มนุษยชาติได้ก้าวผ่านข้อจำกัดทางด้านเทคโนโลยีจนก่อเกิดความก้าวหน้ามากมายดังปรากฏอยู่ในห้วงเวลานี้

ในขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าทางการพัฒนาได้ก่อปัญหาสู่มวลมนุษยชาติ ก่อให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมจนโลกเสียสมดุล เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่คร่าชีวิตมนุษย์ครั้งละนับร้อย นับพัน นับหมื่นคน

ตลอดจนความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาลบนโลกใบนี้ คนรวยนับร้อยคนกลับมีทรัพย์สินรวมกันมากกว่าทรัพย์สินของคนครึ่งโลกรวมกัน

ปัญหานานัปการเกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนาท่ามกลางความทันสมัยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นภารกิจที่มวลมนุษยชาติต้องจัดการแก้ไข
 

 
ปี 2543 ประเทศต่างๆ รวม 189 ประเทศรวมตัวกันในการประชุมองค์การสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และเห็นพ้องต้องกันในการตั้งเป้าหมายการพัฒนาทั้งในระดับชาติ และระดับสากลที่ทุกประเทศจะดำเนินการร่วมกันให้ได้ภายในปี 2558

โดยเป้าหมายดังกล่าวเรียกว่า เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ Millennium Development Goals (MDGs) อันประกอบด้วย 8 เป้าหมายหลัก คือ 1.ขจัดความยากจนและความหิวโหย 2.ให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาระดับประถมศึกษา 3.ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศและบทบาทสตรี 4.ลดอัตราการตายของเด็ก 5.พัฒนาสุขภาพของสตรีมีครรภ์ 6.ต่อสู้กับโรคเอดส์ มาลาเรีย และโรคสำคัญอื่นๆ 7.รักษาและจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน 8.ส่งเสริมการเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาในประชาคมโลก

หากทว่าการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษกำลังสิ้นสุดลง แต่ปัญหาหลายประการในกระบวนการพัฒนากลับเพิ่มขึ้น เช่น ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและภัยพิบัติจากการเสียสมดุลทางธรรมชาติของโลก มนุษยชาติยังคงต้องต่อสู้กับปัญหาเหล่านี้ด้วยความพยายามกำหนดทิศทางการพัฒนาที่ถูกต้อง
 

 
การประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งผู้นำทั่วโลกเข้าร่วมลงนามในสัตยาบันเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากการพัฒนา นับเป็นความพยายามเพื่อการปรับตัวให้มนุษยชาติอยู่รอดได้บนโลกใบนี้จากภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และสหประชาติได้กำหนดทิศทางการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการพัฒนามาหลายศตวรรษเพื่อปรับเปลี่ยนให้การพัฒนาเข้าสู่สมดุลบนการเติบโตที่ยั่งยืน

องค์การสหประชาชาติ จึงได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาขึ้นใหม่โดยอาศัยกรอบความคิดที่มองการพัฒนาเป็นมิติ (Dimensions) ของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้มีความเชื่อมโยงกัน เรียกว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ซึ่งจะใช้เป็นทิศทางการพัฒนาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2558 ถึงเดือนสิงหาคม 2573 ครอบคลุมระยะเวลา 15 ปี

โดยประกอบไปด้วย 17 เป้าหมายคือ เช่น ขจัดความยากจน บรรลุเป้าความมั่นคงทางอาหารส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน น้ำและการสุขาภิบาลได้รับการจัดการอย่างยั่งยืน เข้าถึงพลังงานที่ทันสมัย ยั่งยืน เชื่อถือได้ ตามกำลังซื้อของตน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้ำทั้งภายในและระหว่างประเทศ การมีแบบแผนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้น อนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากมหาสมุทร ทะเล และทรัพยากรทางทะเลสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน หยุดยั้งการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างพลังแห่งการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระดับสากลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
 

 
โดยแนวทางการพัฒนาของสหประชาชาติที่มุ่งสู่ความยั่งยืนในทุกมิติอันเป็นการออกแบบการพัฒนาเพื่อการแก้ปัญหาจากผลพวงที่ผ่านมา ด้วยภาวะความจำเป็นแห่งการปรับตัวที่จะทำให้มนุษยชาติรับมือต่อความเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ละภูมิภาคของโลกควรออกแบบกระบวนการพัฒนาที่สอดรับต่อแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนตามที่ทุกประเทศทั่วโลกร่วมกันกำหนดในนามสหประชาชาติ เพื่อการแก้ปัญหาจากกระบวนการพัฒนาที่ผ่านมา โดยเฉพาะผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

การกำหนดทิศทางการพัฒนาของภูมิภาคอันดามันมีขึ้นเพื่อตระหนักถึงภาระอันสำคัญนี้ หลายภาคส่วนจึงร่วมแรงร่วมใจกันออกแบบทิศทางการพัฒนาเพื่อให้ภูมิภาคอันดามันมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน เป็นกระบวนการพัฒนาบนฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นกระบวนการพัฒนาเพื่อให้เกิดการกระจายและเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคบนโลกใบนี้ที่จะประกาศว่าจะสร้างทิศทางการพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาของโลกที่ผ่านมาตามแนวทางการพัฒนาของสหประชาชาติ

โดยที่ 1.ภาคส่วนเศรษฐกิจที่สำคัญคือ หอการค้า 6 จังหวัดอันดามันมีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสรรค์เศรษฐกิจอันดามันให้เติบโตอย่างยั่งยืน หอการค้า 6 จังหวัดได้ประชุมร่วมกันและมีฉันทมติในการสนับสนุนแนวทางการพัฒนา Andaman Go GREEN ซึ่งเป็นแนวทางสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม เกื้อกูลสังคม และเชื่อมโยงให้ทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน
 

 
2.ภาคส่วนการท่องเที่ยวที่สำคัญโดยสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวภูมิภาคอันดามัน มีฉันทมติร่วมกันว่าทิศทางการพัฒนาการท่องเที่ยวภูมิภาคอันดามันจะดำเนินการตามแนวทาง Andaman Go GREEN ด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สร้างการท่องเที่ยวที่เติบโตแต่ยั่งยืน และทำให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ของคนหลากหลายอาชีพ การดำเนินการจัดการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน สร้างสถานที่ท่องเที่ยวสู่การเป็นพื้นที่การท่องเที่ยวสีเขียว

3.ภาคส่วนการประมงที่สำคัญคือ เครือข่ายประมงพื้นบ้าน 6 จังหวัดอันดามันได้ประชุมหารือกันเพื่อสร้างทิศทางการประมงและการรักษาทรัพยากรร่วมกันด้วยการมีฉันทมติว่า เครือข่ายประมงพื้นบ้านอันดามันจะร่วมกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และมีกติกาการจับสัตว์น้ำของแต่ะพื้นที่ เพื่อที่จะทำให้มีการจับสัตว์น้ำในลักษณะการอนุรักษ์ สร้างการเชื่อมโยงเพื่อการรักษาฐานทรัพยากรร่วมกันของอันดามัน นอกจากนี้ ยังจะสร้างการเชื่อมโยงกับภาคการท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนให้ภาคการท่องเที่ยวมีอาหารทะเลที่ปลอดภัย สู่แนวทาง Andaman Go GREEN

4.ภาคส่วนการเกษตร โดยสภาเกษตรกรเห็นว่าหากจะบรรลุภารกิจการผลิตอาหารที่ปลอดภัยตามแนวทางการพัฒนา Andaman Go GREEN การสร้างเกษตรกรที่มีทักษะซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มพื้นที่การเกษตรเป็นปัจจัยที่สำคัญ การประชุมร่วมกันของสภาเกษตรกร 6 จังหวัดอันดามัน ได้มีความตั้งใจร่วมกันทั้ง 6 จังหวัด ว่า จะสนับสนุนแนวทางการพัฒนา Andaman Go GREEN ด้วยการเป็นภาคส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดการผลิตอาหารปลอดภัยในภูมิภาคอันดามัน
 

 
5.ภาคส่วนท่องเที่ยวชุมชนโดยเครือข่ายท่องเที่ยวชุมชนอันดามัน มีความเห็นสอดคล้องต่อแนวทางการพัฒนา Andaman Go GREEN ด้วยการสร้างการท่องเที่ยวชุมชนโดยกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่กระบวนการออกแบบการท่องเที่ยว ตลอดจนการจัดการทั้งระบบเพื่อให้การท่องเที่ยวเป็นของชุมชนอย่างแท้จริง สร้างการท่องเที่ยวชุมชนให้เติบโตเป็นเครื่องมือในการพัฒนาชุมชนทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม

6.ภาคส่วนประชาสังคม โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลมีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อสร้างการเรียนรู้ของคนในชุมชน ร่วมกำหนดแนวทางการพัฒนาชุมชนของคนในชุมชนโดยคนในชุมชนและเพื่อคนในชุมชนท้องถิ่นด้วยการสร้างแนวทางการแก้ปัญหาโดยการใช้ปัญญาร่วมของชุมชนผูกโยงถักทอ เครือข่าย จากระดับฐานรากสู่ระดับนโยบายร่วมกับภาคีเครือข่ายสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน

โดยสภาองค์กรชุมชนเชื่อมั่นว่า ภายใต้หลักการดังกล่าวนี้จะสามารถออกแบบทิศทางการพัฒนาไปสู่การมีส่วนร่วม ความยั่งยืน และความเป็นธรรมซึ่งสอดคล้องต่อแนวทางการพัฒนา Andaman Go GREEN
 

 
ทั้ง 6 องค์กรดังกล่าวนี้เป็นเบื้องต้นที่จะร่วมกันออกแบบการพัฒนาภูมิภาคอันดามันไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางสังคม ความสมบูรณ์ของทรัพยากรสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทาง Andaman Go GREEN โดยมีหลักการสำคัญเบื้องต้น 3 ประการ คือ การมีส่วนร่วมในการออกแบบการพัฒนา การพัฒนาไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เกิดการกระจายและเป็นธรรม จากการประชุมของ 6 องค์กรได้กำหนดแนวทางการพัฒนาไปสู่ Andaman Go GREEN ร่วมกันดังนี้

แนวทางที่ 1 การจัดทำแผนและการกำหนดทิศทางเพื่อสร้างแผนการพัฒนาสู่ Andaman Go Green คณะนี้เรียกชื่อว่า ‘andaman forum’ ประกอบด้วยคณะบุคคลต่อไปนี้ หอการค้าอันดามัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอันดามัน ท่องเที่ยวชุมชนอันดามัน สภาเกษตรอันดามัน ประมงพื้นบ้านอันดามัน

ประกอบเป็นคณะบุคคลคณะหนึ่งเพื่อทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาอันดามันซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพยากรชายฝั่ง การท่องเที่ยว ธุรกิจ และแนวทางการพัฒนาอื่น รวมทั้งการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ บทบาทของคณะทำงานชุดนี้มีความสำคัญมากในฐานะของการทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาใน 3 ภาคส่วนคือ ภาคเศรษฐกิจ ภาคประมง ภาคเกษตร โดยคณะนี้จะทำน้าที่ในการกำหนดทิศทางแผนงานโดยภาพรวมเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติของแต่ละจังหวัดหรือแต่ละพื้นที่
 

 
แนวทางที่ 2 การจัดทำพื้นที่การท่องเที่ยวสีเขียว เพื่อสร้างพื้นที่ต้นแบบการจัดทำผังการพัฒนาในพื้นที่การท่องเที่ยว โดยการจัดทำผังพัฒนาพื้นที่การท่องเที่ยวเพื่อเตรียมการจัดโซนพื้นที่ รูปแบบที่พัก รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยว การจัดการพื้นที่ทางวัฒนธรรม การจัดการพื้นที่ทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการให้มีอาหารปลอดภัย และการใช้พลังงานสะอาด

โดยการจัดทำพื้นที่การท่องเที่ยวสีเขียว เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการท่องเที่ยว หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายสำคัญของการสร้างพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวสีเขียวเพื่อการพิสูจน์ว่า หากมีการจัดการในรูปแบบนี้สามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวโดยไม่ต้องเน้นปริมาณนักท่องเที่ยวเป็นเป้าหมายหลัก

ซึ่งพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่พื้นที่อื่นในอันดามันในการการจัดการท่องเที่ยวสีเขียว โดยเริ่มจากพื้นที่ซึ่งมีความพร้อมและมีความเป็นไปได้ เช่น เกาะพระทอง จ.พังงา เกาะลันตา จ.กระบี่ เกาะบุโหลน จ.สตูล เป็นต้น
 

 
แนวทางที่ 3 การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป้าหมายของการจัดการทรัพยากรชายฝั่งคือ การสร้างต้นแบบโดยชุมชนในการรักษาทรัพยากรโดยเฉพาะป่าชายเลน หญ้าทะเล รวมทั้งการทำการประมงแบบอนุรักษ์ ทั้งนี้ รูปแบบการจัดการทรัพยากรชายฝั่งจะดำเนินการโดยชุมชนร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมทรัพยากรชายฝั่ง กรมประมง กรมอุทยานฯ เป็นต้น

สำหรับรูปแบบการจัดการทรัพยากรนั้นจะมีการจัดทำกติการ่วมระหว่างชุมชนเพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยสร้างชุมชนต้นแบบในทุกจังหวัดของอันดามัน เพื่อการบรรลุเป้าหมายรักษาป่าชายเลน หญ้าทะเล สัตว์ทะเลหายาก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นวาระสำคัญร่วมกันของเครือข่ายประมงพื้นบ้านอันดามัน

อีกทั้งทรัพยากรชายฝั่งอันดามันหากไม่มีการจัดระบบในการรักษาอย่างจริงจังจะเกิดความเสื่อมโทรมมากขึ้น จนกระทบต่อการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจการประมง รวมทั้งภัยพิบัติต่างๆ การสร้างวาระการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทั้งอันดามันจึงเป็นประเด็นที่มีความสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะการสร้างกติกาและระบบการดูแลร่วมกันระหว่างชุมชน และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
 

 
แนวทางที่ 4 การเชื่อมโยงภาคท่องเที่ยวกับภาคการเกษตรและประมง หากเป้าหมายการท่องเที่ยวของอันดามันจะก้าวสู่การท่องเที่ยวสีเขียว ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ การมีอาหารปลอดภัย ทั้งผักผลไม้และอาหารทะเล หากมีการเชื่อมโยงระหว่างสถานประกอบการในกิจการท่องเที่ยวและภาคการเกษตรซึ่งจะผลิตผักอินทรีย์ และภาคประมงที่มีการจับสัตว์น้ำโดยไม่ใช้เครื่องมือทำลายล้าง และไม่ใช้สารเคมีในการเก็บรักษาสัตว์น้ำ

จะทำให้ทั้ง 3 ภาคส่วนสนับสนุนซึ่งกันและกัน กระบวนการเชื่อมโยงจะนำไปสู่การปรับแผนการผลิตและการประกอบการร่วมกัน โดยภาคการท่องเที่ยวอาจต้องปรับเมนูอาหารทะเลตามฤดูกาลที่ภาคประมงจับได้ เพื่อให้ได้อาหารทะเลที่ปลอดภัย ส่วนเมนูที่ใช้ผักในการประกอบอาหารอาจปรับเปลี่ยนมาสู่ผักพื้นบ้านตามฤดูกาลเพิ่มมากขึ้น และวางแผนร่วมกันกับเกษตรผู้ผลิตสำหรับชนิดของผักที่ใช้ในการประกอบอาหาร

ทั้งหมดนี้คือการสนับสนุนซึ่งกันและกันให้การท่องเที่ยวก้าวสู่การท่องเที่ยวสีเขียว ประมงพื้นบ้านปรับเปลี่ยนอย่างจริงจังสู่การจับสัตว์น้ำแบบอนุรักษ์ รวมทั้งขยายผู้ผลิตผักอินทรีย์ทั้งในอันดามันและอ่าวไทย ผลลัพธ์สำคัญของแผนการผลิตและแผนการตลาดที่มีการจัดทำร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้ผลิต
 

 
แนวทางที่ 5 การเชื่อมโยงภาคการท่องเที่ยวหลักกับภาคการท่องเที่ยวชุมชน จำนวนนักท่องเที่ยวจำนวนนับสิบล้านคนต่อปีซึ่งมาท่องเที่ยวในอันดามันและพื้นที่การท่องเที่ยวมีอยู่เท่าเดิม และมีสภาพเสื่อมโทรมลงทุกวัน หากมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวจะทำให้สามารถแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

พื้นที่ชุมชนในอันดามันมีศักยภาพที่น่าสนใจในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้หากได้รับการพัฒนา และจัดระบบให้มีความพร้อมมากพอในการรองรับนักท่องเที่ยวโดยไม่เกิดปัญหากับทรัพยากร และวิถีของชุมชน หากมีการจัดทำแผนร่วมกันระหว่างภาคการท่องเที่ยวหลัก และการท่องเที่ยวชุมชนในการกระจายนักท่องเที่ยวจะก่อให้เกิดประโยชน์หลายด้าน

เช่น การกระจายรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวหลักสู่การท่องเที่ยวชุมชน การกระจายนักท่องเที่ยวไม่ให้แออัด และมีผลต่อการทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม รวมทั้งชุมชนสามารถสร้างระบบการพัฒนาทรัพยากรและวิถีวัฒนธรรมของท้องถิ่นเพื่อรักษาไว้ไม่ให้ถูกทำลายโดยใช้การท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือ

แนวทางที่ 6 การเพิ่มสัดส่วนปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่อันดามัน เป้าหมายสำคัญของ Andaman Go Green คือ การใช้พลังงานหมุนเวียนพึ่งตนเองด้านพลังงานให้มากขึ้น ซึ่งได้มีการริเริ่มดำเนินการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นในเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ เกาะพระทอง จังหวัดพังงา

ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยเฉพาะโซลาร์เซลล์สามารถลดต้นทุนค่าไฟฟ้าของสถานประกอบการ และบ้านเรือลงได้จำนวนมาก และในภาพรวมของประเทศสามารถเป็นส่วนสำคัญของการลดการผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของประชาชน

การเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน มุ่งเน้นภาคส่วนการท่องเที่ยว การเกษตรและบ้านเรือน เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยจะมีการขยายการใช้พลังงานหมุนเวียนในพื้นที่การท่องเที่ยวหลัก เช่น เกาะพระทอง เกาะลันตา เขาหลัก เป็นต้น
 

 
แนวทางที่ 7 เพิ่มพื้นที่การผลิตอาหารปลอดภัยทั้งพืชผักและสัตว์เลี้ยง เป้าหมายสำคัญของการก้าวสู่ทิศทางการ Andaman Go Green คือ การมีอาหารปลอดภัยด้วยการเพิ่มพื้นที่การผลิตอาหารปลอดภัยทั้งภาคการเกษตร ภาคการประมง ด้วยการสร้างแผนการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้ขยายพื้นที่ปลูกพืชอาหารปลอดภัยมากขึ้น และกำหนดแผนการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการตลาด โดยการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่อาหารปลอดภัยให้เพิ่มขึ้นทุกปี

แนวทางที่ 8 การจัดการขยะทางทะเลและของเสียในพื้นที่อันดามัน ขยะทางทะเลกลายเป็นปัญหาสำคัญของอันดามัน การสร้างองค์ความรู้ด้วยการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาขยะเป็นประเด็นสำคัญเพราะองค์ความรู้จะนำไปสู่การวางแผนการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งทะเลจะต้องสร้างรูปแบบการจัดการขยะของชุมชนเองไม่ให้มีการทิ้งลงสู่ทะเล สถานประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงบริษัทนำเที่ยวจะต้องสร้างมาตรการไม่ให้นักท่องเที่ยวนำขยะไปทิ้งในทะเล รวมทั้งสถานประกอบการจะต้องมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

เป้าหมายสำคัญคือ การมีแผนการจัดการขยะในเชิงระบบที่เห็นสภาพปัญหาทั้งหมด และมีแผนการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง โดยผลลัพธ์สำคัญคือ ทะเลอันดามันจะต้องปลอดขยะ

แนวทางที่ 9 อันดามันพื้นที่การเรียนรู้ของนานาชาติ ปฏิบัติการที่จะเกิดขึ้นภายใต้ Andaman Go Green และศักยภาพที่มีอยู่เดิมของอันดามันสามารถที่จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของโลก การรับรู้ผ่านการเรียนรู้ของคนทั้งโลกจะทำให้การกำหนดทิศทางการพัฒนาของอันดามันมีความเข้มแข็งมากขึ้น

การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากคนทั่วโลกจะทำให้เรื่องราวของอันดามันได้รับการกระจายไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งได้รับบทเรียนจากผู้ที่มาเรียนรู้จากทุกมุมโลก เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนปฏิบัติการของอันดามันให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการจัดการเรียนรู้สามารถออกแบบในหลายลักษณะเพื่อให้สอดคล้องต่อกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการเรียนรู้ระยะสั้น และการเรียนรู้ระยะยาว โดยการออกแบบโปรแกรมดังกล่าวมุ่งเน้นการสะท้อนให้เห็นจุดยืนของการพัฒนาในภูมิภาคอันดามันของประเทศไทย
 

 
แนวทางที่ 7 เพิ่มพื้นที่การผลิตอาหารปลอดภัยทั้งพืชผักและสัตว์เลี้ยง เป้าหมายสำคัญของการก้าวสู่ทิศทางการ Andaman Go Green คือ การมีอาหารปลอดภัยด้วยการเพิ่มพื้นที่การผลิตอาหารปลอดภัยทั้งภาคการเกษตร ภาคการประมง ด้วยการสร้างแผนการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมเกษตรกรให้ขยายพื้นที่ปลูกพืชอาหารปลอดภัยมากขึ้น และกำหนดแผนการเชื่อมโยงระหว่างการผลิตและการตลาด โดยการเพิ่มสัดส่วนพื้นที่อาหารปลอดภัยให้เพิ่มขึ้นทุกปี

แนวทางที่ 8 การจัดการขยะทางทะเลและของเสียในพื้นที่อันดามัน ขยะทางทะเลกลายเป็นปัญหาสำคัญของอันดามัน การสร้างองค์ความรู้ด้วยการวิจัยเกี่ยวกับปัญหาขยะเป็นประเด็นสำคัญเพราะองค์ความรู้จะนำไปสู่การวางแผนการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง

โดยเฉพาะชุมชนชายฝั่งทะเลจะต้องสร้างรูปแบบการจัดการขยะของชุมชนเองไม่ให้มีการทิ้งลงสู่ทะเล สถานประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงบริษัทนำเที่ยวจะต้องสร้างมาตรการไม่ให้นักท่องเที่ยวนำขยะไปทิ้งในทะเล รวมทั้งสถานประกอบการจะต้องมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ

เป้าหมายสำคัญคือการมีแผนการจัดการขยะในเชิงระบบที่เห็นสภาพปัญหาทั้งหมดและมีแผนการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง โดยผลลัพธ์สำคัญคือ ทะเลอันดามันจะต้องปลอดขยะ
 

 
แนวทางที่ 9 อันดามันพื้นที่การเรียนรู้ของนานาชาติ ปฏิบัติการที่จะเกิดขึ้นภายใต้ Andaman Go Green และศักยภาพที่มีอยู่เดิมของอันดามันสามารถที่จะกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของโลก การรับรู้ผ่านการเรียนรู้ของคนทั้งโลกจะทำให้การกำหนดทิศทางการพัฒนาของอันดามันมีความเข้มแข็งมากขึ้น

การได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากคนทั่วโลกจะทำให้เรื่องราวของอันดามันได้รับการกระจายไปทั่วทุกมุมโลก รวมทั้งได้รับบทเรียนจากผู้ที่มาเรียนรู้จากทุกมุมโลก เพื่อนำมาปรับเปลี่ยนปฏิบัติการของอันดามันให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยการจัดการเรียนรู้สามารถออกแบบในหลายลักษณะเพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งการเรียนรู้ระยะสั้นและการเรียนรู้ระยะยาว โดยการออกแบบโปรแกรมดังกล่าวมุ่งเน้นการสะท้อนให้เห็นจุดยืนของการพัฒนาในภูมิภาคอันดามันของประเทศไทย

แนวทางที่ 10 การพัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อการเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ปฏิบัติการนี้มุ่งเน้นการสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงเพื่อเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาอันดามันในแนวทางแห่งความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นพัฒนาคนรุ่นใหม่ในหอการค้า สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ท่องเที่ยวชุมชน ประมงพื้นบ้าน

เป้าหมายเพื่อให้คนรุ่นใหม่เกิดการเชื่อมโยงทางวิธีคิดในกระบวนการพัฒนา การสร้างสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มเพื่อที่จะสามารถออกแบบการพัฒนาให้มีการเกื้อกูลกัน รวมทั้งการเป็นกำลังสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาอันดามันต่อไป ในกระบวนการออกแบบเพื่อสร้างผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นมุ่งเน้นการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการเพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถใช้ความสามารถของตนเองในการออกแบบงาน และสามารถคิดเชื่อมโยงกับงานของภาคส่วนอื่นได้ด้วย

ปฏิบัติการนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งเนื่องจากการสืบสานทิศทางการพัฒนานั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความพร้อมของคนในการเผชิญกับโจทย์แห่งความท้าทายในอนาคต และนอกจากนี้แล้ว ปฏิบัติการนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญซึ่งคนหลากหลายกลุ่มได้เข้ามาทำงานร่วมกัน เป็นกระบวนการลดช่องว่างระหว่างภาคส่วนธุรกิจ เกษตร ประมง ก่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาที่สำคัญในอนาคต

ปฏิญญานี้เป็นความมุ่งหวังร่วมกันในการขับเคลื่อนอันดามันไปสู่การพัฒนาที่เติบโตอย่างยั่งยืน เป็นแนวทางร่วมกันของทั้ง 6 ภาคส่วนที่ใช้สำหรับการกำหนดกิจกรรมการพัฒนาตามบทบาทขององค์กร รวมถึงนำแนวทางดังกล่าวสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการเป็นทิศทางของภาคส่วนอื่นทั้งภาครัฐและเอกชนต่อไป

โดยความมุ่งหวังว่าภูมิภาคอันดามันจะเป็นภูมิภาคการท่องเที่ยวที่โดดเด่นของโลกที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากมาเยือนด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติให้ยังคงสวยงาม เป็นดินแดนทางทะเลที่มหัศจรรย์ เป็นภูมิภาคแห่งการออกแบบการพัฒนาที่มีความสมดุล การกระจายและเป็นธรรม มีการเชื่อมโยงการพัฒนาระหว่างภาคส่วน เพื่อความสุขร่วมกันของคนในภูมิภาคอันดามัน คนทั้งประเทศ และคนทั่วโลก

ทั้ง 6 องค์กรตระหนักร่วมกันว่าภารกิจนี้มีความสำคัญยิ่งและจะร่วมมือกันดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายให้จงได้

จึงลงนามในปฏิญญานี้ไว้เป็นปณิธานที่สำคัญของทั้ง 6 องค์กร เพื่อการก้าวสู่ทิศทางการพัฒนา Andaman Go GREEN ร่วมกัน
 

 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปฏิญญา Andaman Go GREEN เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาล คสช.มีนโยบายผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษทั่วประเทศ ซึ่งพื้นที่ภาคใต้ทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย ได้รับผลกระทบจากนโยบายนี้ด้วยหากปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้านโยบาย

นายประสิทธิ์ชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่าย Andaman Go GREEN กล่าวว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด 10 จังหวัดอยู่ในบริเวณชายแดน นั่นหมายถึงในบริเวณเหล่านั้นจะประกอบด้วยพื้นที่ป่า คำถามคือ แล้วจะเอาพื้นที่ป่ามาทำเขตเศรษฐกิจพิเศษได้อย่างไร?

“รัฐบาลได้ใช้อำนาจด้วยแคมเปญทวงคืนผืนป่าไล่ที่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ตลอดแนวชายแดนด้วยคำสั่ง คสช.ฉบับที่ ๖๔/๒๕๕๗ หลังจากนั้น คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจ (ตามคำสั่ง คสช.ที่ ๗๒/๒๕๕๗) ออกประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตลอดแนวชายแดน ต่อด้วยคำสั่ง คสช.๑๗/๒๕๕๘ เรื่องการจัดหาที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง”

เพราะคำสั่งนี้ได้ทำการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ เพิกถอนเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี เพิกถอนเขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน และถอนสภาพที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามแนวเขตแผนที่ในคำสั่งนี้ให้ตกเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อนำมาใช้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ

“มันเป็นเรื่องน่าเศร้าเพราะไม่มีใครได้คิดว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษจะไปเกี่ยวข้องกับเขตป่าสงวน หรือเขตป่าไม้ถาวรใด เพราะ 1 ปีก่อนหน้านั้น คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ทำการเข้าจับกุมและปราบปรามการทำลายป่าอย่างเข้มแข็ง” ผู้ประสานงานเครือข่าย Andaman Go GREEN กล่าวและว่า

คำสั่ง คสช.ฉบับที่ ๑๗/๒๕๕๘ ยังกำหนดในข้อ ๕ เปิดทางให้เกิดการรวบรวมที่ดินเป็นผืนใหญ่โดยให้คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมีอำนาจดำเนินการสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำที่ดินอันเป็นที่ราชพัสดุแลกเปลี่ยนกับที่ดินของเอกชนรายนั้นได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษกำหนดเอาเอง หรือจะสั่งให้ชดใช้เงินแทนการแลกเปลี่ยนที่ดินทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้

และหากมีการแลกเปลี่ยนที่ดินก็ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมทั้งปวง และใหได้รับการยกเว้นภาษีการแลกเปลี่ยนซึ่งอสังหาริมทรัพย์อีกด้วย

“คำสั่ง คสช.ที่ ๑๗/๒๕๕๘ ยังกำหนดในข้อ ๖ ด้วยว่าที่ดินซึ่งได้นำมาเป็นที่ราชพัสดุนั้น “ระยะเวลาการเช่า” นั้นยังได้ถูกกำหนดเอาไว้ในคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๗/๒๕๕๘ ยังกำหนดด้วยว่าต้องไม่น้อยกว่าคราวละ 50 ปี และอาจต่อสัญญาอีกได้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจะกำหนดขึ้น”

ส่วนที่ดินซึ่งได้มาแล้วปล่อยเช่าโดยอาศัยมติคณะกรรมการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษนั้น คำสั่งคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 17/2558 ยังกำหนดในข้อ 7 ด้วยว่าผู้เช่ามีสิทธินำไปให้เช่าช่วงหรือนำไปหาประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ได้อีก และการให้เช่าแม้จะจะเกิน 100 ไร่ ก็ให้กระทำได้โดยไม่ต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมที่ดิน

นายประสิทธิ์ชัย กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ดำเนินการนำพื้นที่มาจากถอนสภาพที่ดินเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินเขตป่าไม้ถาวร เขตปฏิรูปที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน และที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ให้มาเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ยังได้พื้นที่ของหน่วยราชการมาใช้ประโยชน์ให้เอกชนและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเช่าเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ รวมทั้งสิ้นประมาณกว่า 19,211 ไร่

“อนิจจาสิทธิประโยชน์มากมายถึง 50-100 ปี ด้วยค่าเช่าเริ่มต้นเดือนละประมาณไร่ละ 1,500-3,000 บาท และสามารถนำไปปล่อยเช่าต่อทำกำไรได้ด้วย” นายประสิทธิ์ชัย กล่าวและว่า

นอกจากจะได้รับที่ดินมาบริหารจัดการเขตเศรษฐกิจพิเศษแล้ว เขตเศรษฐกิจพิเศษยังต้องมีการลงทุนโดยได้งบประมาณแผ่นดินประจำปี พ.ศ.2560 รวม 19,114 ล้านบาท แบ่งเป็นการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 3,974 ล้านบาท การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบลอจิสติกส์ 13,238 ล้านบาท การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 1,610 ล้านบาท และการบริหารจัดการขยะและสิ่งแวดล้อม 292 ล้านบาท

“ตามนัยนี้คือ เอาเงินรัฐไปลงทุนให้เอกชนแสวงหากำไรด้วยการเช่าที่ดินและใช้เช่าช่วงต่อได้ ยังไม่นับรวมสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่ได้กำหนดไว้แล้วเช่นภาษี นอกจากนี้ ยังต้องมีการทำถนน ไฟฟ้า การสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำหรือระบบน้ำอื่นใด เพื่อรองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษ อันจะก่อปัญหาตามมาอีกมากมาย”

ผู้ประสานงานเครือข่าย Andaman Go GREEN กล่าวอีกว่า อย่าคิดว่าจะเกิดการจ้างงานและสร้างรายได้ให้แก่แรงงานไทย เพราะมติคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการจัดระบบการจ้างคนต่างด้าวสํญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่เข้ามาทำงานในลักษณะไป-กลับ ตามฤดูกาล ตามมาตรา ๑๔ แห่ง พระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ รองรับเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๘

เมื่อทำทุกอย่างแล้วอุปสรรคประการถัดไปคือ ผังเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้อาศัยอำนาจลงนามคำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓/๒๕๕๙ เพื่อยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวม ยกเว้นข้อบัญญัติท้องถิ่น ยกเว้นประกาศกรมโยธาธิการและผังเมือง ที่ห้ามก่อสร้าง ห้ามดัดแปลง ห้ามรื้อถอน ห้ามเคลื่อนย้าย หรือการห้ามใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารที่เป็นอุปสรรคทั้งปวงในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน

โดยให้กระทรวงมหาดไทยเร่งดำเนินการออกกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่นให้สอดคล้องต่อแนวทางการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ

เมื่อถามว่าคนไทยจะได้ประโยช์อะไรหรือไม่จากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษจากรัฐบาล พ.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประการแรกการจ้างงานจะเกิดขึ้นกับแรงงานต่างชาติเป็นหลัก ข้ออ้างเรื่องเกิดการจ้างงานในประเทศจึงฟังไม่ขึ้น

ประการที่สอง มีการเช่าที่ได้ครั้งละไม่น้อยกว่า ๕๐ ปี และต่อสัญญาได้อีก มันคือการยกที่ดินให้ต่างชาติ ๑๐๐ ปี

ประการที่สาม ที่ดินที่รัฐหรือเอกชนเช่าไปนั้น สามารถให้ผู้อื่นเช่าต่อได้ โดยรัฐเป็นคนลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐานให้ มันหมายถึงเอาที่ดินของชาติไปให้เอกชนเช่าแล้วเอกชนก็เอาไปปั่นกำไรกัน โดยไม่มีเงื่อนไขตามข้อบังคับของกรมที่ดิน

ประการที่สี่ หลังจากนี้จะเกิดการทำลายผืนป่าอันมหาศาล เกิดการแย่งชิงน้ำ เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมากมายที่กระทบต่อคนไทยทั้งสิ้น ภายใต้ประโยชน์ของต่างชาติ

“เขตเศรษฐกิจพิเศษแบบไหนจึงจะเป็นของคนไทยคือการส่งเสริมความสามารถพิเศษของคนไทยไง มีความสามารถอะไรอะไรก็ส่งเสริมอันนั้น ไม่ต้องมากว้านที่ดิน ผืนป่า ทำลายกฎหมายผังเมือง เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษว่าด้วยการท่องเที่ยวอันดามัน ทำให้อันดามันเป้นพื้นที่สีเขียวเรื่องการท่องเที่ยว เขตเศรษฐกิจพิเศษว่าด้วยข้าวอินทรีย์ เพราะคนไทยหลายจังหวัดมีความสามารถในการผลิตข้าวที่ดี เขตเศรษฐกิจพิเศษการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภาคตะวันออก เป็นต้น” นายประสิทธิ์ชัย กล่าวและว่า

คำประกาศในปฏิญญา Andaman Go GREEN ทั้งหมดนี้คือการส่งเสริมฐานรากที่มีการทำอยู่แล้ว ประโยชน์จะเกิดขึ้นต่อคนไทยทุกกลุ่มโดยรวม ไม่ต้องไปทำลายป่า ไม่ต้องไปออกกฎหมาย

“เอาเงินหลายหมื่นล้านมาส่งเสริมคนไทยดีกว่าไหม เอาสิทธิพิเศษที่ให้ต่างชาติมาให้คนไทยดีกว่าไหม เก็บผืนป่าไว้ให้แก่แผ่นดิน เราไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอันเหลือเฟือให้ทำลายอีกต่อไป” ผู้ประสานงานเครือข่าย Andaman Go GREEN กล่าว
 



Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...