xs
xsm
sm
md
lg

ญาติร้อง “ศรีวราห์” ตำรวจจับผิดตัวคดีปืนลั่นทำ นายณัฐพงศ์ อินแก้ว เสียชีวิตที่สุราษฎร์ฯ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

สุราษฎร์ธานี - ญาติร้อง “ศรีวราห์” ตำรวจจับผิดตัวคดียิง นายณัฐพงศ์ อินแก้ว เสียชีวิต ขณะเข้าไปหาน้ำผึ้ง ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จ.สุราษฎร์ธานี ญาติไม่เชื่อผู้ต้องหาเป็นคนก่อเหตุ หวั่นมีการเปลี่ยนตัวเพื่อให้คนทำรอด

จากกรณี นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม พร้อม นางวันใหม่ ชูพันธ์ มารดาของ นายณัฐพงศ์ อินแก้ว ที่ถูกยิงเสียชีวิตในพื้นที่ สภ.วิภาวดี จ.สุราษฎร์ธานี เข้าร้องขอความเป็นธรรมต่อ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง.ผบ.ตร. ที่ชั้น 7 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ก.ย.ที่ผ่านมา เพื่อขอความเป็นธรรมในกรณีสงสัยมีการสลับตัวผู้ต้องหามารับผิดแทน โดยอ้างปืนลั่น รวมทั้งกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่วิภาวดี และพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีที่ไม่ดำเนินการตาม ป.วิอาญา ที่ประกอบด้วย พนักงานสอบสวนไม่ลงพื้นที่เกิดเหตุ ไม่นำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานที่เกิดเหตุ ไม่ตรวจเขม่าดินปืนผู้ต้องหา

สำหรับคดีดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อ 4 พ.ค.2561 ขณะผู้เสียชีวิต และเพื่อนรวม 11 คน เข้าไปหาน้ำผึ้งป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง จ.สุราษฎร์ธานี และมีการทำปืนลั่นจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต คือ นายณัฐพงศ์ อินแก้ว หลังจากนั้น มีผู้ต้องหาอ้างว่าทำปืนลันได้มอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ นายอาทิตย์ ไกรนรา ซึ่งร่วมเดินทางไปกับกลุ่มผู้เสียชีวิต

ในการร้องเรียนครั้งนี้ ทางมารดาของผู้เสียชีวิตได้ชี้แจงในข้อสงสัยต่างๆ ที่ทางเจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการ ทั้งการไม่เข้าไปตรวจสอบยังจุดที่เกิดเหตุ ไม่นำเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเข้าเก็บหลักฐานที่เกิดเหตุ ไม่ตรวจเขม่าดินปืนผู้ต้องหาทำปืนลั่น ไม่สอบแพทย์นิติเวชยืนยันผลชันสูตร และไม่ติดตามตรวจยึดปืนของกลาง จึงเชื่อว่าพนักงานสอบสวนทำคดีไม่ชอบมาพากล และดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาผิดคน ซึ่งมีพยานเล่าว่า คนที่ทำปืนลั่นเป็นบุคคลอื่นที่เคยมีปัญหากับบุตรชายมา กรณีเรื่องขโมยแม่พันธุ์ไก่ชน และเชื่อว่าน่าจะมีการช่วยเหลือในการสลับตัวผู้ต้องหา ทั้งนี้ ขอให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ มีคำสั่งย้าย ผกก.ในขณะนั้น และพนักงานออกจากพื้นที่

อย่างไรก็ตาม หลังจากรับหนังสือร้องเรียน พล.ต.อ.ศรีวราห์ สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นทันที

ขณะที่ พล.ต.ต.อภิชาติ บุญศรีโรจน์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า ขณะนี้ตนเองได้สั่งการให้มีการค้นเป้าหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมว่ามีสิ่งใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสาเหตุของเรื่องนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ทำอย่างละเอียดตามที่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ สั่งการเพื่อความชัดเจนให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้กล่าวหา และผู้ถูกกล่าวหา เพื่อคลายข้อกังวลสงสัยทั้งหมด

ส่วนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้สั่งการตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนขึ้นมาอีกชุดไม่ให้เกี่ยวข้องกับชุดเดิมตรวจสอบตามประเด็นต่างๆ ตามที่ผู้ร้องเรียนเข้ามา ส่วนประเด็นอื่นๆ รอคำสั่งการจากรอง ผบ.ตร.อีกทีเพื่อให้ดำเนินการตามความประสงค์ของผู้เสียหาย สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้เสียหาย โดยมอบหมายให้ พ.ต.อ.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหัวหน้าชุดการสืบสวนสอบสวน มีทั้งชุดสืบสวน ชุดสอบสวน และชุดป้องกันปราบปรามไว้สำหรับป้องกันเหตุต่างๆ โดยได้ลงพื้นที่ดำเนินการแล้ว

ด้าน พ.ต.อ.เชิดพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เปิดเผย ว่า ทางตำรวจได้พาญาติผู้เสียชีวิตเข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อพนักงานอัยการจังหวัด เพื่อให้พนักงานอัยการมีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม เนื่องจากคดีนี้ทางพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ ดังนั้น ทางพนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม ในด้านปฏิบัติตามคำสั่ง รอง ผบ.ตร.ทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่จู่โจมบุกค้นพื้นที่เป้าหมาย จำนวน 9 จุด เพื่อค้นหาอาวุธที่ใช้ก่อเหตุแต่ยังไม่พบ และไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

ส่วนที่ สภ.วิภาวดี ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบมีเจ้าหน้าที่ตำรวจบริการประชาชนตามปกติ แต่บรรยากาศค่อนข้างเงียบเหงา เนื่องจากเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้ลงพื้นที่เพื่อสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ก็มีเจ้าหน้าที่บางส่วนมีการจับกลุ่มคุยกันบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ไม่เป็นที่เปิดเผย

ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปขอทราบรายละเอียดจาก นายมนัส ฟองเมือง หัวหน้าชุดกู้ภัยมูลนิธิกุศลศรัทธาสุราษฎร์ธานี ประจำอำเภอวิภาวดี ซึ่งเป็นชุดที่เข้าไปรอรับศพของผู้เสียชีวิต นายมนัส ได้เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น.วันที่ 4 พ.ค.61 ทางกู้ภัยได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าไปรับศพในพื้นที่บ้านบางจำ จึงได้เดินทางเข้าที่เกิดเหตุ โดยใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เนื่องจากเส้นทางเข้าพื้นที่ค่อนข้างยากลำบาก การเดินทางต้องใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงเข้าไปถึงที่ หน่วยดูแลรักษาป่าย่อยบ้านบางจำ อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านคอยดูแล พร้อมบอกว่าให้คอยอยู่บริเวณนี้ พร้อมระบุว่าเส้นทางเข้าไปยังที่เกิดเหตุมันไกลจากจุดนี้ไปประมาณ 30-40 กม. จึงได้นั่งรออยู่ที่ทำการหน่วยของอุทยานพร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย

โดยมีชาวบ้านจำนวนนับ 100 คน ที่เข้ามาดูเหตุการณ์ ซึ่งมีชาวบ้านได้บอกกับตนว่าเหตุเกิดขึ้นก่อนเที่ยงคืน แต่ติดขัดด้วยในพื้นที่ไม่มีสัญญาณสื่อสาร จึงเสียเวลาในการติดต่อ เกือบเที่ยงคืนมีคนมาบอกให้ไปรับศพผู้เสียชีวิตซึ่งต้องขับรถไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ รถไม่สามารถข้ามคลองได้ จึงจอดคอยประมาณ 10 นาที จึงมีกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 7-8 คน หามศพผู้ตายออกมาจึงรับศพมา และนำส่งต่อโรงพยาบาลวิภาวดี

ซึ่งหัวหน้ากู้ภัยยังระบุอีกว่า ขณะรออยู่ที่หน่วยมีการปรุงอาหารเลี้ยงชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่ที่มา และมีการนำอาหารและน้ำส่งไปให้ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุโดยใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งใช้เวลาไปกลับบางชุดก็ประมาณ 30 นาที บางชุดก็ประมาณ 1 ชั่วโมง จึงคาดว่าสถานที่เกิดเหตุน่าจะอยู่ไม่ห่างจากที่ทำการหน่วยไปประมาณ 5 กิโลเมตร ซึ่งตนก็ยังสงสัยว่าทำไมผู้ใหญ่บ้านบอกว่าที่เกิดเหตุอยู่ไกลกว่า 30 กิโลเมตร และรถทุกชนิดไปไม่ถึงต้องเดินเท้าอย่างเดียว เหมือนกับบอกกล่าวไม่ให้ผู้ใดเข้าที่เกิดเหตุ


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...