xs
xsm
sm
md
lg

คำบอกเล่าของ “โกลา-วัชรา คุ้มภัย” คนปลูกป่าบนผืนเลนแห่งระนอง

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

 
เรื่อง  :  เพิ่มศักดิ์  โตสวัสดิ์  /  ภาพ  :  ธัญลักษณ์ ทวีทอง
 

 
“เมื่อผมมองตัวเอง มองป่าที่ปลูกแล้วเห็นมันโตขึ้นมา ก็รู้สึกผูกพันนะ เพราะเราทำจากไม่กี่ไร่ ตอนนี้รวมกว่า 2 หมื่นไร่ ผมลงไปปลูกเองกับมือทุกครั้ง จำได้หมดว่าแปลงไหนของใคร ปลูกเมื่อไร”
 
“โกลา” หรือ “วัชรา คุ้มภัย” เคยกล่าวเอาไว้เมื่อถูกถามว่า ปลูกป่าไปเพื่ออะไร
 
ในวัย 60 ปีสำหรับคนทั่วไปแล้วอาจจะถือว่าเป็นวัยเกษียณ ควรหยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน แต่สำหรับโกลาการได้ออกมาเดินลุยเลน ลุยโคลน ลุยน้ำ เพื่อปลูกป่า แม้ว่าจะเหนื่อย แต่ก็เป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่า และหากนับมาถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 12 ปีแล้วที่โกลาทำหน้าที่เป็นคนปลูกป่าโกงกางที่จังหวัดระนองมาอย่างต่อเนื่อง ใช้สองมือช่วยพลิกฟื้นคืนสภาพผืนป่าชายเลนกว่า 2 หมื่นไร่ ที่เคยเสื่อมโทรมจากการทำสัมปทานเหมืองแร่และสัมปทานเผาถ่าน ให้กลับมามีชีวิตขึ้นได้อีกครั้ง
 
แม้จะไม่เคยเรียนด้านวิชาการป่าชายเลน แต่โกลาก็เข้าใจระบบนิเวศน์ของมันผ่านประสบการณ์ชีวิต ที่คลุกคลีกับป่าชายเลนและผืนน้ำชายฝั่งระนองมาตลอด ชีวิตของเขาแทบจะเรียกได้ว่า ได้รับพระคุณจากป่าชายเลนมาอย่างต่อเนื่องเลยก็ว่าได้ เพราะบ้านที่ถือกำเนิดอยู่ที่ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ห่างจากป่าชายเลนแค่ 3 กม. เท่านั้นเอง แต่เมื่อ 60 ปีก่อนนั้นระบบสาธารณสุขในพื้นที่นี้ยังไม่มีความพร้อมพอ ทำให้ตอนอายุ 11 ปีโกลาจึงป่วยเป็นโปลิโอ เนื่องจากไม่มีโอกาสได้ฉีดวัคซีนป้องกันเอาไว้ในตอนเล็กๆ
 
“แต่ผมก็ยังโชคดีในความโชคร้ายนะ เพราะบ้านผมห่างจากป่าเลนไม่เท่าไร แม้ผมจะเป็นโปลิโอ แต่คนแถวบ้านเขาก็เอ็นดูผม เขาก็ชอบพาผมออกไปหาปลาในป่าเลนด้วย พอไปถึงเขาก็เอาผมไปวางแหมะไว้บนดินเลนที่น้ำมันลดลงแล้ว เพื่อคอยเฝ้าปลาที่หาได้ พอเขาเดินไปหาที่อื่นต่อ ผมเองก็ต้องเดินตามเขาไป แต่ขาผมมันจมอยู่ในดินเลน มันก็ดึงออกยาก เราก็ต้องใช้มือช่วย พร้อมกับออกแรงบังคับกล้ามเนื้อขาเพิ่มมากขึ้น ผมทำแบบนี้บ่อยๆ ปีเดียวเท่านั้น ผมก็กลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้ว่าจะไม่เหมือนคนปกติ แต่ก็ไม่ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน หรือนั่งรถเข็นเหมือนผู้ป่วยโปลิโอคนอื่น...”
 
“สำหรับผมนี่คือ พระคุณแรกที่ผมได้จากป่าชายเลน”
 

 
หลังจบ ม.ศ.4 โกลาก็ออกมาหางานทำ โดยเรียนต่อ ม.ศ.5 ภาคค่ำแทน ต่อมาลุงที่เป็นกำนันจึงฝากให้เข้าทำงานเป็นเสมียนที่บริษัททำเหมืองแร่ไซมิสติน ซึ่งได้รับสัมปทานเหมืองแร่ดีบุก ทั้งบนดินและในทะเล ในพื้นที่จังหวัดระนอง โดยนอกจากจะต้องทำงานประจำแล้ว โกลายังต้องช่วยลุง ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการตัดไม้ของไซมิสติน จัดทำบัญชีจ่ายไม้ด้วย เนื่องจากในการทำเหมืองแร่บนบก บางครั้งจะทำทับพื้นที่สัมปทานไม้โกงกางด้วย
 
เมื่อบริษัทจะไปขุดแร่พื้นที่ไหน ก็จะแจ้งให้เจ้าของสัมปทานไม้โกงกางทราบก่อนล่วงหน้า 3 เดือน เพื่อให้รีบตัดไม้ให้หมด หากพื้นที่ไหนไม่มีสัมปทาน บริษัทก็จะเข้าไปตัดเอง เพื่อเคลียร์ทางให้เรือขุดแร่ ส่วนไม้ที่ตัดลุงของโกลาก็จะนำไปขายต่อเพื่อทำเสาเข็มงานก่อสร้าง โดยโกลามีหน้าที่แยกไม้ขนาดต่างๆ เพื่อนำส่งตามคำสั่งซื้อของลูกค้า
 
เวลาต่อมาเมื่อสินแร่หมดไปจากจังหวัดระนอง บริษัทไซมิสตินก็ประกาศเลิกกิจการ โกลาจึงย้ายไปทำงานเป็นเสมียนที่โรงน้ำแข็งแทน แต่ก็ยังทำไม้ร่วมกับลุงอยู่ และเมื่อไม้เสาเข็มเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ไม้โกงกางจากป่าชายเลนจึงไม่เพียงพอ ลุงของโกลาจึงต้องหาไม้เนื้อแข็งที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันมาป้อนตลาดเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ จึงให้โกลาไปทาบทามผู้นำชุมชนในพื้นที่อื่นๆ ให้ช่วยตัดไม้เนื้อแข็งมาส่ง
 
นี่จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นพระคุณที่สอง ที่โกลาได้รับจากป่าชายเลน เพราะการทำไม้เสาเข็มนั้นให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี ทำให้ชีวิตของโกลาจึงไม่ต้องลำบากเฉกเช่นคนหนุ่มในวัยเดียวกันมากนัก
 
อย่างไรก็ดี โกลาก็ต้องหยุดเกี่ยวข้องกับการทำไม้ในปี 2536 เพราะลุงเสียชีวิต แต่ขณะนั้นชีวิตของเขาก็ไม่เดือดร้อนอะไร เพราะตอนที่ถูกเลิกจ้างได้เงินชดเชยและเงินสะสมจากบริษัทไซมิสตินมาประมาณ 8-9 แสนบาท และยังมีเงินเก็บสะสมส่วนตัวอีกจำนวนหนึ่ง จึงไปซื้อที่ดินที่จังหวัดสงขลา เพื่อทำสวนผสม โดยเดินทางไปมาระหว่างสงขลากับระนอง
 

 
ชีวิตของโกลามาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญหลังจากที่บิดาเสียชีวิตในปี 2545 โกลาจึงลาออกจากโรงน้ำแข็งมาทำสวนผสมแทนบิดา เพราะพี่น้องไม่มีใครสนใจ เนื่องจากรับราชการ และมองว่าการทำเกษตรเป็นงานหนัก ทำให้สวนของบิดาจึงรกและสัตว์เลื้อยคลานชุกชุม โกลาทำสวนได้สักพักเพื่อนรุ่นน้องก็มาชวนไปเป็นลูกจ้างในโครงการปลูกป่าของสถานีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งที่ 10
 
“ตอนนั้นต้นไม้ในสวนผมโตหมดแล้ว งานดูแลจึงมีไม่มาก ผมเองเป็นคนไม่ชอบอยู่เฉยๆ ก็เลยไปทำกับเขา งานมันอาจจะต่างจากปลูกป่าบนบกหน่อย ตรงที่เราต้องรอน้ำลงก่อนที่จะลงไปทำงานได้ เพราะพื้นที่ป่าเลนมีน้ำทะเลท่วมถึง หน้าที่หลักๆ ตอนนั้นก็ถางหญ้า เพาะกล้าต้นโกงกางไว้เตรียมปลูก แล้วก็ไปทำแนวคันดินสำหรับปลูก ส่วนการปลูกบางครั้งก็รอน้ำลง หรือปลูกไปตอนที่ยังมีน้ำขังอยู่นิดหน่อยก็ได้ เรื่องค่าตอบแทนก็ได้วันไม่กี่ร้อยหรอก แต่มันก็ได้ทำงานไง ไม่ได้หายใจทิ้งไปวันๆ" 
 
โกลาทำมาจนถึงปี 2549 ก็หมดปีงบประมาณ จึงกลับไปทำสวนต่อ ประจวบเหมาะกับหัวหน้าสถานีฯ 10 ขณะนั้นก็เสียชีวิต คุณขยายซึ่งเป็นหัวหน้าสถานีฯ คนใหม่จึงก็เรียกโกลาไปพบ เพื่อชวนกลับมาทำงานปลูกป่า และให้เป็นหัวหน้าคนงานปลูกป่าด้วย
 
โครงการแรกที่โกลาเป็นผู้รับผิดชอบอย่างเต็มตัวก็คือ “โครงการป่ากลางเมือง” ซึ่งเป็นการพลิกฟื้นป่าชายเลนบริเวณหลังสถานีฯ 10 ซึ่งถูกบุกรุกแพ้วถางเป็นจำนวนมาก และแน่นอนว่าปัญหาอุปสรรคในการทำงานก็ต้องมีมากเช่นกัน เพราะผู้บุกรุกพื้นที่นอกจากจะเป็นประชาชนธรรมดาแล้ว ยังมีนักการเมืองท้องถิ่น และผู้มีอิทธิพลอีกหลายคน เมื่อโกลานำคนงานเข้าไปถางป่าและรื้อถอน บางครั้งจึงถูกผู้บุกรุกแจ้งตำรวจจับ ซึ่งเป็นเรื่องที่หัวหน้าสถานีฯ 10 ประเมินเอาไว้แล้วว่า อาจจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น
 
ดังนั้นในการทำงานทุกครั้งหัวหน้าสถานีฯ 10 จึงให้แผนที่ของพื้นที่สัมปทานเดิม พร้อมกำหนดพื้นที่การทำงานอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีการปลูกสร้างอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้โกลาใช้เป็นหลักฐานในการรับมือกับผู้บุกรุกที่อ้างว่าเป็นเจ้าของที่ดิน
 
“หากมีคนมาแสดงตัวเป็นเจ้าของ เราก็จะถามเขาว่า คุณได้ที่ดินผืนนี้มาอย่างไร มีหนังสือเอกสารสิทธิ์อะไรที่พอจะอ้างอิงได้บ้าง ก็ให้เขาถ่ายสำเนามาให้เราที่สถานีฯ 10 พร้อมสำเนาบัตรประชาชนด้วย แต่ส่วนใหญ่เขาก็ไม่มีกัน เพราะการจับจองของคนเหล่านี้เป็นไปอย่างผิดกฎหมาย แต่บางคนพอเราไปถามหาเอกสารสิทธิ์ เขาก็แจ้งจับเรา พาไปโรงพัก ทางฝ่ายเราก็แจ้งจับข้อหาบุกรุกกลับ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ขณะนั้นก็ใส่ใจเรื่องนี้มาก เวลามีเรื่องลักษณะนี้ท่านก็จะกำชับทางตำรวจให้ดูแลคดีอย่างตรงไปตรงมา... 
 
พวกที่มีปัญหาก็ส่วนใหญ่จะเป็นคนในเครื่องแบบ แต่ผมก็โชคดีที่มีพี่ชายเป็นตำรวจ พอผมไปยึดพื้นที่คืน เขาก็จะจับผม โทรไปฟ้องพี่ชายผม พี่ชายผมก็ช่วยพูดให้ว่า ผมทำตามหน้าที่ แล้วทุกครั้งที่ออกไปทำงานหัวหน้าสถานีฯ ก็จะให้แผนที่ในการทำงานและกำหนดแนวเขตมาด้วยทุกครั้ง การทำงานจึงเป็นไปอย่างชัดเจน ผู้บุกรุกไม่สามารถจะมาโต้แย้งอะไรได้ แล้วเราทำงานแบบค่อยๆ ขยับไปทีละนิด เพื่อให้เกิดแรงต้านน้อยที่สุด” 
 

 
ทันทีที่โครงการปลูกป่าชายเลนในเมืองเสร็จ โกลาก็ได้รับมอบหมายให้ขยายการทำงานออกไปยังพื้นที่รอบนอก ขณะเดียวกันได้มีชาวญี่ปุ่นที่ติดตามภรรยาชาวไทยมาเที่ยวที่จังหวัดระนอง และประทับใจในแนวคิดในการฟื้นฟูป่าชายเลนที่โกลากำลังทำอยู่ที่ตำบลบ้านท่าฉาง จึงได้ชักชวนเพื่อนชาวญี่ปุ่นมาดูงานที่โครงการแห่งนี้
 
ต่อมาคณะชาวญี่ปุ่นที่เดินทางมาดูงานจึงได้เข้ามาร่วมปลูกป่าโกงกางจำนวน 20 ไร่ พร้อมกับถ่ายรูปกิจกรรมส่งกลับไปประชาสัมพันธ์ที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้รับความสนใจจากชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก จากนั้นอีก 2 ปี ต่อมาคณะดูงานชาวญี่ปุ่นก็กลับมาติดตามผลงานปลูกป่า 20 ไร่ พร้อมกับถ่ายทำสารคดีเกี่ยวกับกิจกรรมครั้งนี้ไปด้วย ทำให้ในที่สุดหลายบริษัทในญี่ปุ่นจึงร่วมระดมทุนกันจัดตั้งเป็น “มูลนิธิออยสก้า” เพื่อสนับสนุนโครงการพลิกฟื้นป่าชายเลนของสถานีฯ 10
 
“ที่คนญี่ปุ่นเขาประทับใจโครงการของเรา เพราะเราทำงานละเอียด เราติดตามประเมินผลแปลงปลูกอยู่ตลอดเวลาในช่วง 3 ปีแรก คือตั้งแต่หลังปลูก 3 เดือน เราจะเข้าไปดูว่าต้นกล้าขึ้นหรือไม่ หากปลูกโกงกางใบใหญ่ไม่ขึ้น ก็ต้องปลูกโกงกางใบเล็ก หากใบเล็กไม่ขึ้นก็ต้องปลูกโกงกางหัวสูง การปลูกก็มีหลายวิธี หากเอาต้นกล้าลงแล้วไม่ขึ้น ก็ต้องดูว่าเกิดจากอะไร เพราะบางพื้นที่มีตัวเพรียงทะเลกิน เราก็ต้องเอาฝักไปเสียบ แต่ก็ต้องไปดูด้วยว่าแถวนั้นมีปูแสมหรือไม่ เพราะมันกินฝักชนิดนี้เหมือนกัน...
 
พอครบ 6 เดือน เราก็ไปดูว่ามีต้นไม้ตายตรงไหน ถ้ามีก็ต้องปลูกซ่อมแซม แต่หากว่าเปลี่ยนวิธีปลูกแล้วยังไม่ขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนพันธุ์ไม้มาเป็นพวกโปร่งแดง โปร่งขาว ถั่วขาว ถั่วดำ หรือไม้แสม ซึ่งเป็นไม้ที่งอกง่าย เพราะลูกแสมจะใช้เวลาแค่ 2-3 วันรากก็งอก แต่โกงกางจะใช้เวลานานกว่า ระหว่างนี้เราก็ต้องมาช่วยถางหญ้าไม่ให้มันพันกัน ไม่ให้มาบังแดดต้นไม้ที่เราปลูก” 
 
สำหรับอุปสรรคในการทำงาน ส่วนใหญ่จะเป็นผู้บุกรุกที่ไม่ยอมคืนพื้นที่ บางแห่งพอรู้ว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าไปปรับปรุงพื้นที่เตรียมปลูกป่า ผู้บุกรุกก็จะเอาไม้ยืนต้นเข้ามาปลูกทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ตัดหรือโค่น อย่างไรก็ดีทุกครั้งก่อนที่โกลาจะเข้าพื้นที่ เขาก็จะออกไปสำรวจว่า พื้นที่เป้าหมายมีสภาพเป็นอย่างไร มีต้นไม้เท่าไร ชนิดไหนบ้าง พร้อมกับถ่ายรูปเป็นหลักฐานเอาไว้
 
เมื่อลงไปในพื้นที่จริงๆ โกลาก็จะเข้าไปคุย ไปอธิบายให้ผู้บุกรุกเข้าใจว่า ตามกฎหมายพื้นที่ที่เป็นสัมปทาน เมื่อหมดระยะเวลาสัมปทานแล้วจะต้องตกเป็นของรัฐโดยทันที ผู้ที่เข้ามาหลังจากระยะเวลาสัมปทาน ถือว่าบุกรุกและมีความผิดตามกฎหมาย ถ้าผู้บุกรุกยอมเปิดช่องให้ทีมของโกลาทำงาน เขาก็จะอะลุ่มอล่วยไม่แจ้งความดำเนินคดีผู้บุกรุก แต่หากไม่ยอมโกลาก็จำเป็นต้องแจ้งหัวหน้าสถานีฯ 10 มาคุยกับผู้บุกรุกและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป 
 
“ผมพยายามใช้หลักในการทำงานด้วยการพูดจาแบบพี่แบบน้อง ที่ดินที่คุณได้มาถูกต้องตามกฎหมายไหม แล้วคุณมาสร้างรั้วกั้นไม่ให้คนอื่นเข้ามาในพื้นที่นี้ด้วย ทั้งๆ ที่บริเวณนี้เป็นแหล่งตกปูหาปลาของชาวบ้านเขา มันเหมาะสมหรือไม่ แต่หากเขาไม่รับฟัง หรือแรงมา เราก็ต้องใช้กฎหมายเข้ามาจัดการ ผมโชคดีที่ได้หัวหน้าขยายเป็นผู้นำแกจะย้ำว่า ต้องใช้หลักการเจรจา คุยกันด้วยสันติวิธีกับผู้บุกรุก เพราะเขาไม่ได้เป็นอาชญากรฆ่าคนตาย พยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ
 
เฉพาะโครงการป่ากลางเมืองตั้งแต่ปี 2553 เรายึดคืนพื้นที่ป่าชายเลนมาได้ 2,700 ไร่ จากนั้นก็ขยายไปยังพื้นที่บุกรุกที่ยังไม่มีอสังหาริมทรัพย์เรื่อยมาที่หมู่ 2 บ้านบางริ้น 280 ไร่ ผมปลูกไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่ตอนนี้ผมก็มาคิดกับหัวหน้าว่า จะทำเป็นป่าชุมชน เราเข้าไปสอบถามชาวบ้านว่าต้องการไม้อะไรเพิ่มเติมไหม เพื่อให้พวกเขาได้เข้าไปตัดไม้มาใช้สอยได้อย่างถูกกฎหมาย” 
 
ในปี 2553 โกลาได้มีโอกาสรู้จัก “องค์การเพื่อความร่วมมืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนแห่งอันดามัน (ARR)” ในการประชุมเครือข่ายนักอนุรักษ์ธรรมชาติพื้นที่อันดามัน หลังจากนั้นก็ได้เข้าอบรมเรื่องการสร้างเครือข่าย เพื่อการบริหารจัดการป่าชายเลนของชุมชนบนพื้นฐานของสิทธิชุมชน ซึ่งจัดโดย ARR ขณะที่ ARR ก็ช่วยประสานการสร้างเครือข่ายการฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่อันดามัน นอกเหนือไปจากจังหวัดระนอง โกลาจึงมีเครือข่ายในการทำงานที่เข้มแข็ง และได้แลกเปลี่ยนแนวคิดกับนักอนุรักษ์คนอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
 
ก่อนที่จะอายุครบ 60 ปี โกลามีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจป่าของสถานีฯ 10 แต่พออายุครบ 60 ปีทางสถานีฯ 10 ก็ไม่สามารถจ้างต่อได้ แต่หัวหน้าขยายก็ยังไว้ใจให้โกลาเข้ามาช่วยงานฟื้นฟูป่าชายเลนอยู่เช่นเดิม รวมทั้งเป็นวิทยากรบรรยายกิจกรรมของโครงการให้ผู้ที่มาศึกษาดูงานหรือเยี่ยมชมโครงการฟัง
  
“ตอนแรกก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้มาทำตรงนี้ ผมลองคิดๆ ดูสมัยก่อนผมก็ได้ประโยชน์จากป่าเลน ตอนนี้ผมก็แค่ทำหน้าที่ตอบแทนคุณป่าเลนคืน ถามว่าคุ้มตัวเงินไหม ถ้านอนอยู่บ้านเฉยๆ รอผลไม้ในสวนผมออกผล รายได้เดือนหนึ่งก็ตกเกือบ 2 แสนแล้ว แต่ออกมาปลูกป่าผมได้ค่าข้าว ค่าน้ำมัน ตกประมาณ 3-4 พันบาท หรือบางครั้งไปบรรยาย ไปประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมก็ต้องออกเงินเอง แต่ผมก็ยังเต็มใจที่จะทำ
 
ที่สำคัญก็คือ ป่าเลนมันเป็นการตอบโจทย์สังคม มีคุณค่าทางระบบนิเวศน์ต่อโลก ต่อมนุษยชาติ สร้างห่วงโซ่อาหารมากมายเกินกว่าที่เราจะปล่อยให้มันสูญเสียไปตลอดกาล ป่าเลนเป็นแหล่งทรัพยากรให้เราได้กินได้ใช้ไม่มีวันหมด แต่เวลาเราใช้ทรัพยากรป่าเลน เราก็ต้องคิดเหมือนตอนเราหุงข้าว เราไม่ได้หุงกินคนเดียว เราก็ต้องหุงเผื่อให้คนในครอบครัวเราด้วย” 
 
“วัชรา คุ้มภัย” หรือ “โกลา” กล่าวทิ้งท้ายชวนคิดว่า
 
“ดังนั้น เราจึงต้องสร้างป่าเลนเผื่อไว้ให้ลูกหลานเราได้อาศัยกิน ได้ช่วยกันรักษาสืบต่อกันไป แม้ว่าปัจจุบันเราจะอายุเยอะ แต่ถ้ายังเดินได้ เราก็ควรสร้างต่อไป เมื่อไรที่เราไม่มีแรงจะทำก็หยุด เพราะสิ่งที่เราทำมันคุ้มค่ากับเวลาหรือการลงทุนที่เราเสียไป ผมเชื่ออย่างนั้นนะ” 
 


Save on your hotel - www.hotelscombined.co.th
กำลังโหลดความคิดเห็น...